ลิเวอร์พูลเกมรุก 2014 คือคำตอบตรงประเด็นที่สุดว่าทำไมทีมของเบรนแดน ร็อดเจอร์สจึงทำประตูได้มากถึง 101 ลูกในพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2013/14 ซึ่งเป็นตัวเลขสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของประวัติศาสตร์ลีกในเวลานั้น หัวใจของระบบรุกคือคู่หน้าหลุยส์ ซัวเรซกับแดเนียล สเตอร์ริดจ์ที่รับบอลคนละพื้นที่ ไม่ทับเส้นกัน และมีราฮีม สเตอร์ลิงคอยเติมความเร็วจากแดนกลางในฐานะผู้เล่นคนที่สาม บทความนี้อธิบายว่าคู่หน้าคู่นี้แบ่งพื้นที่กันอย่างไร ผู้เล่นคนที่สามช่วยเปิดเกมอย่างไร และทำไมทีมที่ยิงประตูมากที่สุดทีมหนึ่งในประวัติศาสตร์ลีกจึงยังพลาดแชมป์ไปอย่างเฉียดฉิว
คู่กองหน้ารับบอลคนละพื้นที่อย่างไร
ในฤดูกาล 2013/14 ซัวเรซทำไป 31 ประตูในพรีเมียร์ลีกจากการลงสนาม 33 นัด คว้ารางวัลรองเท้าทองคำของลีก และยังได้ร่วมรางวัลรองเท้าทองคำยุโรปกับคริสเตียโน โรนัลโด นอกจากนี้เขายังเป็นผู้เล่นนอกทวีปยุโรปคนแรกที่ได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของสมาคมผู้เล่นอาชีพ หรือพีเอฟเอ เมื่อปลายเดือนเมษายน 2014 ขณะที่สเตอร์ริดจ์ทำได้ 21 ประตู ครองอันดับสองของตารางดาวซัลโวรองจากคู่หูของตัวเอง ตัวเลขที่แยกจากกันชัดเจนเช่นนี้สะท้อนว่าทั้งคู่ไม่ได้แย่งพื้นที่กันในสนาม ซัวเรซมักถอนตัวลงมารับบอลจากแดนกลางค่อนไปทางซ้าย ใช้ความสามารถเลี้ยงหลบคู่แข่งเพื่อเจาะแนวรับด้วยตัวเอง ส่วนสเตอร์ริดจ์เลือกยืนตำแหน่งสูงกว่าและอาศัยจังหวะวิ่งตัดหลังแนวรับคู่แข่งเพื่อรอรับบอลทะลุช่อง การแบ่งบทบาทลักษณะนี้ทำให้แนวรับฝ่ายตรงข้ามต้องตัดสินใจตลอดเวลาว่าจะส่งคนไปประกบใครก่อน และมักเปิดพื้นที่ให้อีกฝ่ายได้รับบอลในจังหวะที่ตัวเลือกป้องกันเหลือน้อยลง ผลลัพธ์คือทั้งคู่รวมกันทำประตูได้ถึง 52 ลูกจากทั้งหมด 101 ลูกของทีมในลีกฤดูกาลนั้น เกินครึ่งหนึ่งของประตูทั้งหมดที่ลิเวอร์พูลทำได้
ผู้เล่นที่สามเติมความเร็วจากไหน

สตีเวน เจอร์ราร์ดคือผู้เล่นที่จ่ายบอลทำเกมมากที่สุดในทีมด้วย 13 แอสซิสต์ในลีกฤดูกาลนั้น แต่ในแดนหน้าที่คอยเติมความเร็วให้คู่หน้าคือราฮีม สเตอร์ลิง ซึ่งอายุเพียง 19 ปีในตอนนั้น เขามักเริ่มต้นจากปีกขวาก่อนสอดเข้ากลางเพื่อเป็นตัวเลือกที่สามในการเจาะพื้นที่ระหว่างเซนเตอร์แบ็กกับแบ็กซ้ายของฝ่ายตรงข้าม จังหวะที่ถูกพูดถึงมากที่สุดจังหวะหนึ่งของฤดูกาลคือประตูของสเตอร์ลิงที่ถูกตัดสินล้ำหน้าอย่างผิดพลาดในเกมพบแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าการเคลื่อนที่แบบตัดหลังแนวรับของเขาสร้างโอกาสทำประตูได้จริง แม้ผลจะไม่ถูกนับในทางสถิติ การมีผู้เล่นคนที่สามที่วิ่งเข้าออกกรอบเขตโทษแบบนี้ทำให้เกมรุกของลิเวอร์พูลไม่ได้ผูกติดอยู่กับกองหน้าสองคนเพียงอย่างเดียว แต่ขยายออกเป็นสามเส้าที่สลับตำแหน่งกันได้ตลอดทั้งเกม เพิ่มความหลากหลายให้แนวรุกและทำให้คู่แข่งคาดเดาทิศทางการเข้าทำได้ยากขึ้น
รูปแบบทีมเปลี่ยนตามคู่แข่งอย่างไร
ในประเด็นนี้ต้องระบุให้ชัดว่าไม่มีหลักฐานยืนยันรายละเอียดเฉพาะเจาะจงว่าร็อดเจอร์สปรับผังทีมเป็นรูปแบบใดในทุกนัดกับคู่แข่งแต่ละทีมอย่างตายตัว สิ่งที่ยืนยันได้จากตัวเลขจริงคือทีมทำประตูได้อย่างสม่ำเสมอตลอดฤดูกาลจนจบด้วยผลต่างประตูได้เสียบวก 51 จากการยิงได้ 101 ลูกและเสีย 50 ลูก ซึ่งเป็นหนึ่งในผลต่างประตูที่ดีที่สุดของทีมอันดับสองในประวัติศาสตร์ลีกจนถึงเวลานั้น ตัวเลขนี้บ่งชี้ว่าไม่ว่าจะเจอทีมที่เล่นเกมบุกหรือทีมที่ตั้งรับลึก แนวรุกชุดนี้ก็ยังหาทางทำประตูได้อยู่เสมอ มากกว่าจะพึ่งพารูปแบบการเล่นแบบใดแบบหนึ่งเพียงอย่างเดียว การรักษาระดับการทำประตูให้คงที่ตลอดฤดูกาลยาวถึง 38 นัดจึงเป็นเครื่องยืนยันความสม่ำเสมอของแนวรุกชุดนี้ได้ดีกว่าการอ้างอิงรูปแบบทีมที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงชัดเจนรองรับ ทีมจบฤดูกาลด้วยสถิติ 26 ชนะ 6 เสมอ และ 6 แพ้ จากทั้งหมด 38 นัด ซึ่งเพียงพอให้เป็นการลุ้นแชมป์ที่สูสีที่สุดของสโมสรนับตั้งแต่ฤดูกาล 1989/90 เป็นต้นมา
ประตูจำนวนมากมีต้นทุนอะไรที่ต้องตรวจ

ด้านรับคือจุดที่ต้องพูดถึงคู่กันเสมอเมื่อประเมินทีมชุดนี้ ลิเวอร์พูลเสียประตูไปทั้งสิ้น 50 ลูกตลอดฤดูกาล ซึ่งมากกว่าทั้งแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่เสียเพียง 37 ลูก และเชลซีที่เสียเพียง 27 ลูก ทั้งที่สองทีมนี้จบอันดับหนึ่งและอันดับสามตามลำดับ ต้นทุนของการเสียประตูมากกว่าคู่แข่งที่ลุ้นแชมป์ด้วยกันปรากฏชัดในสองนัดสำคัญช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาล นัดแรกคือเกมเหย้าที่พ่ายเชลซี 0-2 ซึ่งเกิดจากจังหวะที่เจอร์ราร์ดลื่นล้มกลางสนามจนเสียบอลให้เดมบา บาวิ่งเข้าทำประตู และนัดต่อมาคือเกมที่เสมอกับคริสตัล พาเลซ 3-3 ทั้งที่นำอยู่ก่อนถึง 3-0 ทั้งสองผลลัพธ์นี้ทำให้ทีมเก็บได้ 84 คะแนนเมื่อจบฤดูกาล น้อยกว่าแมนเชสเตอร์ ซิตี้ที่จบด้วย 86 คะแนนอยู่เพียง 2 แต้ม บทเรียนที่ได้จากตัวเลขคือทีมที่ทำประตูได้มากไม่ได้แปลว่าจะคว้าแชมป์เสมอไป หากแนวรับยังเสียโอกาสในจังหวะสำคัญของฤดูกาล และนี่คือสิ่งที่ทำให้ฤดูกาลนี้ถูกจดจำทั้งในแง่ความสนุกของเกมรุกและความเจ็บปวดของผลลัพธ์สุดท้ายควบคู่กันไป เมื่อมองภาพรวมทั้งฤดูกาล ตัวเลข 101 ประตูที่ได้กับ 50 ประตูที่เสียจึงเป็นภาพสะท้อนของทีมที่กล้าเปิดเกมรุกสุดตัวโดยยอมรับความเสี่ยงด้านหลัง และแม้ผลลัพธ์สุดท้ายจะไม่ใช่ถ้วยแชมป์ แต่แนวทางการเล่นของฤดูกาลนั้นก็ยังถูกยกมาพูดถึงในฐานะหนึ่งในทีมที่เล่นเกมรุกได้สนุกที่สุดทีมหนึ่งของพรีเมียร์ลีกในทศวรรษนั้น

