แซงต์เอเตียน 1976 ทำไมแชมป์ลีกกับเส้นทางยุโรปต้องเล่าแยก

สนาม Stade Geoffroy-Guichard ของแซงต์เอเตียน

แซงต์เอเตียน 1976 คือปีที่รวมทั้งความสำเร็จในประเทศและความผิดหวังในระดับทวีปเอาไว้ในฤดูกาลเดียวกัน ทีมจากแคว้นลัวร์คว้าแชมป์ลีกเอิงเป็นสมัยที่สามติดต่อกัน ขณะเดียวกันก็เข้าถึงรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรยุโรปเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร ก่อนจะพ่ายแพ้ไปอย่างเฉียดฉิว ความสำเร็จทั้งสองด้านนี้เกิดขึ้นพร้อมกันแต่ควรถูกเล่าแยกจากกัน เพราะมีเงื่อนไขและผลลัพธ์ที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง

แชมป์ต่อเนื่องในฝรั่งเศสครอบคลุมปีใด

แซงต์เอเตียนภายใต้การคุมทีมของโรแบร์ แอร์แบ็งคว้าแชมป์ลีกเอิงสามสมัยติดต่อกันในปี 1974 1975 และ 1976 ความสำเร็จชุดนี้เป็นคนละช่วงเวลากับการคว้าแชมป์ต่อเนื่องในช่วงปลายทศวรรษ 1960 ที่เกิดขึ้นภายใต้ผู้จัดการทีมคนละคนคือฌอง สเนลลาและอัลแบร์ บาเตอซ์ จึงไม่ควรนำสถิติแชมป์ต่อเนื่องสองช่วงนี้มาปะปนกัน แม้ทั้งคู่จะเป็นผลงานของสโมสรเดียวกัน การคว้าแชมป์สามสมัยติดต่อกันในช่วงกลางทศวรรษ 1970 นี้เกิดขึ้นพร้อมกับผู้เล่นชุดที่ต่อมากลายเป็นที่จดจำมากที่สุดชุดหนึ่งของวงการฟุตบอลฝรั่งเศส การครองแชมป์สามสมัยติดต่อกันครั้งนี้ยังตรงกับช่วงเวลาที่โรแบร์ แอร์แบ็งรับตำแหน่งผู้จัดการทีมมาตั้งแต่ปี 1972 โดยแชมป์สมัยแรกของชุดนี้มาถึงในปี 1974 ซึ่งอยู่ในกรอบสัญญาสี่ปีฉบับแรกที่เขาเซ็นไว้ตั้งแต่เริ่มงาน สะท้อนว่าผลงานเริ่มออกดอกออกผลตั้งแต่ช่วงกลางของสัญญาฉบับนั้นเป็นต้นมา

เกมลีกซ้อนกับยุโรปช่วงใด

ฤดูกาล 1975/76 เป็นช่วงที่แซงต์เอเตียนต้องแบกรับภารกิจสองด้านพร้อมกัน ทั้งการป้องกันแชมป์ลีกเอิงและการลุยศึกฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรยุโรป ระหว่างทางสู่รอบชิงชนะเลิศ ทีมสร้างผลงานที่ถูกจดจำด้วยการเอาชนะกลาสโกว์ เรนเจอร์สในสนามของฝ่ายตรงข้าม ซึ่งถือเป็นชัยชนะครั้งแรกของทีมฝรั่งเศสในฟุตบอลถ้วยยุโรปบนแผ่นดินอังกฤษ ก่อนที่เส้นทางจะไปสิ้นสุดที่รอบชิงชนะเลิศซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 1976 ณ สนามแฮมป์เดนพาร์ก เมืองกลาสโกว์ พบกับบาเยิร์น มิวนิก แชมป์ยุโรปสมัยปัจจุบันในตอนนั้น

อัฒจันทร์และเสาโครงสร้างด้านนอกของสนามฌอฟฟรัวกีชาร์ที่มีไฟประดับสีสันในยามค่ำคืน
เสาโครงสร้างด้านนอกของสนามฌอฟฟรัวกีชาร์ สนามเหย้าของแซงต์เอเตียน ในภาพยามค่ำคืน

ช่วงเวลาที่นัดชิงชนะเลิศจัดขึ้นอยู่ในโค้งสุดท้ายของฤดูกาลลีกภายในประเทศพอดี ทำให้ทีมต้องบริหารจัดการทั้งสองรายการไปพร้อมกันในช่วงเดือนสุดท้ายของฤดูกาล นักเตะหลายคนต้องลงเล่นทั้งเกมลีกและเกมยุโรปสลับกันไปในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน ซึ่งเป็นภาระด้านร่างกายที่หนักกว่าการลงแข่งขันเพียงรายการเดียวตลอดฤดูกาล ก่อนจะถึงนัดชิงชนะเลิศ เส้นทางของทีมในรายการนี้ต้องผ่านคู่แข่งจากหลายประเทศ และชัยชนะเหนือกลาสโกว์ เรนเจอร์สที่กล่าวถึงข้างต้นเกิดขึ้นในช่วงก่อนหน้ารอบชิงชนะเลิศ ไม่ใช่นัดตัดสินแชมป์เอง แต่ก็เพียงพอจะสร้างชื่อให้ทีมจากฝรั่งเศสในสายตาสื่อยุโรปช่วงเวลานั้น

ทีมหมุนเวียนหรือคงแกนอย่างไร

ผู้เล่นชุดหลักที่รับผิดชอบทั้งภารกิจในประเทศและระดับทวีปในฤดูกาลนั้นประกอบไปด้วยชื่อที่แฟนบอลฝรั่งเศสจดจำมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งโดมินิก โรชโต หนึ่งในสองพี่น้องตระกูลเรอแวลลี อีวาน ชูร์โควิชผู้รักษาประตู โดมินิก บาเตอเนย์ ฌ็อง-มีแชล ลาร์เก และคริสตียอง โลเปซ ผู้เล่นกลุ่มนี้ปรากฏชื่ออยู่ในทั้งสองรายการอย่างสม่ำเสมอ สะท้อนว่าแอร์แบ็งพึ่งพากลุ่มผู้เล่นแกนหลักชุดเดิมเป็นหลัก มากกว่าจะหมุนเวียนผู้เล่นชุดใหญ่ระหว่างสองรายการอย่างต่อเนื่อง การมีแกนผู้เล่นที่ค่อนข้างนิ่งเช่นนี้ช่วยให้ทีมรักษาความเข้าใจในสนามระหว่างผู้เล่นได้ต่อเนื่อง แม้จะต้องลงเล่นถี่ขึ้นจากการแบกรับสองภารกิจพร้อมกันตลอดฤดูกาล ในจำนวนนี้ อีวาน ชูร์โควิชผู้รักษาประตูมีเชื้อสายยูโกสลาฟ ขณะที่ผู้เล่นแนวรุกอย่างโรชโตเพิ่งก้าวขึ้นมาเป็นดาวรุ่งคนสำคัญของทีมในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน การผสมผสานระหว่างผู้เล่นรุ่นใหญ่ที่คุ้นเคยกับระบบของแอร์แบ็งมานาน กับผู้เล่นรุ่นใหม่ที่เพิ่งขึ้นมาจากทีมเยาวชน คือปัจจัยที่ช่วยให้ทีมยังคงความสดใหม่ไปพร้อมกับความมั่นคงในสนาม

ผลนัดชิงยุโรปไม่เปลี่ยนแชมป์ลีกอย่างไร

แม้แซงต์เอเตียนจะแพ้บาเยิร์น มิวนิก 0 ต่อ 1 ในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรยุโรป แต่ผลการแข่งขันนัดนั้นไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตำแหน่งแชมป์ลีกเอิงที่ทีมครองอยู่ในฤดูกาล 1975/76 แต่อย่างใด เนื่องจากทั้งสองรายการเป็นการแข่งขันคนละประเภทที่มีกฎเกณฑ์และผลลัพธ์แยกจากกันโดยสิ้นเชิง

ถนนในเมืองแซงต์เอเตียนที่มีคนเดินและอาคารเก่าเรียงราย ถ่ายเมื่อปี 1933
ถนนสายหนึ่งในเมืองแซงต์เอเตียนจากภาพถ่ายปี 1933

การที่ทีมพ่ายแพ้ในรอบชิงชนะเลิศระดับทวีปจึงไม่ได้ลบล้างความสำเร็จของการเป็นแชมป์ลีกในประเทศเป็นสมัยที่สามติดต่อกัน ทั้งสองผลลัพธ์ควรถูกมองแยกจากกันในฐานะบันทึกความสำเร็จคนละประเภท ไม่ใช่นำมารวมกันจนกลายเป็นข้อสรุปเดียวว่าฤดูกาลนั้นจบลงด้วยความล้มเหลว ทั้งที่ในความเป็นจริงทีมประสบความสำเร็จในประเทศอย่างต่อเนื่อง และเข้าใกล้ความสำเร็จระดับทวีปมากกว่าที่สโมสรฝรั่งเศสส่วนใหญ่เคยทำได้ในยุคนั้น การจดจำฤดูกาล 1975/76 ของแซงต์เอเตียนจึงควรมีทั้งสองภาพประกอบกัน ไม่ใช่เลือกจดจำเพียงด้านใดด้านหนึ่งเพียงอย่างเดียว หากเปรียบเทียบกับสโมสรอื่นในยุโรปยุคเดียวกัน มีทีมไม่มากนักที่สามารถควบคู่ระหว่างการรักษาแชมป์ในประเทศกับการบุกลึกในถ้วยยุโรปได้พร้อมกันตลอดทั้งฤดูกาล ทำให้ฤดูกาล 1975/76 ของแซงต์เอเตียนถูกจดจำในฐานะหนึ่งในฤดูกาลที่ทะเยอทะยานที่สุดของสโมสรฝรั่งเศสในยุคนั้น แม้ผลลัพธ์สุดท้ายในระดับทวีปจะจบลงด้วยความพ่ายแพ้ก็ตาม สำหรับผู้ที่ศึกษาประวัติศาสตร์ลีกเอิง การแยกแยะระหว่างความสำเร็จในประเทศกับผลการแข่งขันระดับทวีปของฤดูกาลเดียวกันจึงเป็นทักษะสำคัญที่ช่วยให้เข้าใจภาพรวมได้ครบถ้วนมากกว่าการมองผ่านผลการแข่งขันเพียงนัดเดียว

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

24/7 Fun8824/7 JBO