วิเชนซารองแชมป์ 1978 คือคำตอบสั้น ๆ ของคำถามที่แฟนบอลไทยหลายคนสงสัยเมื่อได้ยินชื่อทีมนี้เป็นครั้งแรก สโมสรจากเมืองเล็กทางตอนเหนือของอิตาลีเพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นลีกสูงสุดได้เพียงฤดูกาลเดียว ก่อนจะจบอันดับสองตามหลังยูเวนตุสด้วยส่วนต่างไม่กี่แต้ม และในทีมชุดนั้นยังมีนักเตะที่ยิงประตูมากที่สุดของทั้งลีกอยู่ด้วย เรื่องราวของฤดูกาล 1977 ถึง 1978 จึงยังถูกพูดถึงทุกครั้งที่มีคนอยากอธิบายว่าทีมงบน้อยเคยไปได้ไกลแค่ไหนในวงการฟุตบอลอิตาลี ก่อนที่ช่องว่างระหว่างทีมใหญ่กับทีมเล็กจะถ่างออกไปมากขึ้นเรื่อย ๆ ในทศวรรษต่อมา
วิเชนซาขึ้นมาจากลีกรองในปีไหน
ก่อนฤดูกาลที่กลายเป็นที่จดจำ วิเชนซาเล่นอยู่ในเซเรีย บีมาหลายปี จนกระทั่งจบอันดับที่ทำให้ได้สิทธิ์เลื่อนชั้นในช่วงปลายฤดูกาล 1976 ถึง 1977 พร้อมกับอตาลันตาและเปสการา ทั้งสามทีมขึ้นมาเล่นเซเรีย อาพร้อมกันในฤดูกาลถัดมา ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่ทีมเลื่อนชั้นใหม่มักถูกมองว่าเป้าหมายมีแค่การอยู่รอดให้ผ่านพ้นฤดูกาลแรกไปได้ ไม่มีใครในตอนนั้นคาดคิดว่าหนึ่งในสามทีมนี้จะไปได้ไกลเกินคำว่าอยู่รอด ทีมเลื่อนชั้นส่วนใหญ่ในยุคนั้นมักใช้เงินเสริมทัพเพียงเล็กน้อยเพราะงบประมาณจำกัด วิเชนซาเองก็ไม่ต่างกัน สิ่งที่ทีมมีคือผู้เล่นชุดเดิมที่เพิ่งพาทีมเลื่อนชั้นขึ้นมาบวกกับนักเตะยืมตัวเพียงไม่กี่คน
ฤดูกาลนั้นจบอันดับเท่าไรและได้กี่แต้ม
ฤดูกาล 1977 ถึง 1978 เซเรีย อามีสิบหกทีมแข่งขันกันทีมละสามสิบนัด ยูเวนตุสจบอันดับหนึ่งด้วยสี่สิบสี่แต้ม ส่วนวิเชนซาตามมาเป็นอันดับสองด้วยสามสิบเก้าแต้ม เท่ากับโตรีโนที่จบอันดับสามด้วยแต้มเท่ากันแต่แพ้ในการนับผลต่างประตู ตัวเลขสามสิบเก้าแต้มจากสามสิบนัดหมายความว่าทีมที่เพิ่งเลื่อนชั้นทำผลงานได้ใกล้เคียงทีมแชมป์อย่างน่าแปลกใจ ต่างจากทีมเลื่อนชั้นส่วนใหญ่ในยุคเดียวกันที่มักจบอันดับท้ายตารางและต้องหนีตกชั้นทันทีในปีถัดไป การที่ทีมซึ่งเพิ่งขึ้นมาเล่นลีกสูงสุดเป็นปีแรกสามารถแซงหน้าทีมเก่าแก่อย่างโตรีโนได้ในตารางคะแนน จึงเป็นเรื่องที่สื่อฟุตบอลอิตาลีในตอนนั้นพูดถึงกันอย่างกว้างขวาง

เมืองวิเชนซาในวันนี้ยังเก็บย่านเก่าใจกลางเมืองที่มีหอคอยและเสาหินโบราณไว้ครบ ภาพแบบนี้ช่วยให้พอนึกออกว่าทีมจากเมืองขนาดนี้ต้องใช้ความพยายามมากแค่ไหนถึงจะยืนอยู่แถวหน้าของตารางคะแนนได้ในฤดูกาลแรกที่เลื่อนชั้นขึ้นมา
เปาโล รอสซีทำสถิติอะไรไว้
กำลังหลักของทีมชุดนั้นคือเปาโล รอสซี กองหน้าที่วิเชนซาได้ตัวมาร่วมเป็นเจ้าของร่วมกับยูเวนตุส ตามระบบเจ้าของร่วมที่หลายสโมสรในอิตาลียุคนั้นใช้กันเพื่อให้นักเตะดาวรุ่งได้โอกาสลงเล่นในทีมที่ต้องการตัวจริง เขายิงได้ยี่สิบสี่ประตูในฤดูกาลนั้น มากที่สุดในเซเรีย อา และคว้าตำแหน่งดาวซัลโว 1978 ไปครอง หรือที่ภาษาอิตาลีเรียกว่าคาโปคานนอนีเอเร ตัวเลขนี้โดดเด่นยิ่งขึ้นเมื่อพิจารณาว่าทีมของเขาแทบไม่มีชื่อในลีกสูงสุดมาก่อน การที่กองหน้าจากทีมเพิ่งเลื่อนชั้นยิงนำโด่งทั้งลีกจึงเป็นเรื่องที่สื่ออิตาลีในตอนนั้นให้ความสนใจไม่น้อยไปกว่าอันดับของทีม และทำให้ชื่อของรอสซีเริ่มเป็นที่รู้จักในระดับทีมชาติไปพร้อมกัน
ทีมเล็กแข่งกับทีมใหญ่ได้อย่างไรในยุคนั้น
เซเรีย อาฤดูกาลนั้นมีสิบหกทีมและใช้ระบบให้สองแต้มต่อชัยชนะ หนึ่งแต้มต่อการเสมอ ต่างจากระบบสามแต้มที่ใช้กันในปัจจุบันซึ่งเริ่มนำมาใช้ในลีกอิตาลีตั้งแต่ฤดูกาล 1994 ถึง 1995 เป็นต้นมา ระบบเก่าทำให้ผลเสมอมีค่ามากกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ ทีมที่รับได้ดีและไม่แพ้บ่อยจึงสะสมแต้มได้ใกล้เคียงทีมที่ชนะถี่กว่า ช่องว่างของงบประมาณระหว่างทีมใหญ่กับทีมเล็กในยุคนั้นก็ยังไม่ห่างชั้นเท่าทุกวันนี้ ตลาดนักเตะต่างชาติในเซเรีย อายุคนั้นยังไม่เปิดกว้างเหมือนทุกวันนี้ สโมสรส่วนใหญ่จึงพึ่งพานักเตะในประเทศเป็นหลัก ทำให้ทีมที่มีผู้เล่นคุณภาพเพียงไม่กี่คนแบบวิเชนซายังพอสู้กับทีมใหญ่ได้ในสนามโดยไม่ต้องแข่งกันที่งบประมาณเพียงอย่างเดียว

สนามฟุตบอลขนาดเล็กแบบนี้เป็นภาพแทนที่พบได้ทั่วไปในเมืองระดับเดียวกับวิเชนซาช่วงปลายทศวรรษ 1970 ไม่มีอัฒจันทร์ขนาดใหญ่หรือสิ่งอำนวยความสะดวกเทียบเท่าสโมสรยักษ์ใหญ่ แต่ก็เพียงพอสำหรับทีมที่อาศัยความเหนียวแน่นในสนามมากกว่าเงินทุน
หลังฤดูกาลนั้นทีมและผู้เล่นไปทางไหนต่อ
ผลงานที่ดีเกินคาดในปีแรกไม่ได้การันตีว่าฤดูกาลถัดไปจะไปในทิศทางเดียวกัน ฤดูกาล 1978 ถึง 1979 วิเชนซาทำได้เพียงยี่สิบเก้าประตู เสียไปสี่สิบสองลูก จบอันดับที่สิบสี่ด้วยยี่สิบสี่แต้ม และตกชั้นกลับไปเซเรีย บีทันที ส่วนรอสซีเองก็ยิงได้สิบห้าประตูในฤดูกาลนั้นแต่ต้องเจอปัญหาอาการบาดเจ็บสะสม หลังจบฟุตบอลโลกปี 1978 ที่เขาเป็นตัวหลักของทีมชาติอิตาลี วิเชนซาตัดสินใจทุ่มเงินซื้อสิทธิ์เป็นเจ้าของเต็มตัวจากยูเวนตุสด้วยมูลค่าราวสองพันหกร้อยสิบสองล้านลีรา ซึ่งถือเป็นค่าตัวนักเตะที่สูงที่สุดในโลกตอนนั้น ก่อนจะปล่อยตัวเขาไปเล่นให้เปรูจาแบบยืมตัวในฤดูกาล 1979 ถึง 1980 เส้นทางของทั้งทีมและกองหน้าดาวซัลโวจึงแยกออกจากกันหลังจากฤดูกาลที่ทำให้ชื่อวิเชนซาถูกจดจำในฐานะทีมเลื่อนชั้นที่เกือบไปถึงตำแหน่งแชมป์

