ชาบุมกุน คือกองหน้าชาวเกาหลีใต้ที่ช่วยให้ไบเออร์ 04 เลเวอร์คูเซนเติบโตจากทีมระดับกลางตารางของบุนเดสลีกาไปสู่เวทียุโรปได้ภายในเวลาไม่กี่ปี เขาย้ายมาจากไอน์ทรัคท์ แฟรงก์เฟิร์ตในปี 1983 หลังเคยคว้าทั้งยูฟ่าคัพและเดเอฟเบโพคาลกับสโมสรเดิมมาแล้ว และใช้เวลาราวหกปีสร้างชื่อให้ตัวเองเป็นหนึ่งในนักเตะเอเชียที่ประสบความสำเร็จที่สุดในวงการฟุตบอลเยอรมันยุคนั้น เรื่องราวของเขาที่เลเวอร์คูเซนจึงไม่ใช่แค่สถิติประตู แต่เป็นภาพของนักเตะต่างชาติที่ทำให้สโมสรระดับกลางกล้าฝันถึงแชมป์ยุโรป
ชาบุมกุน กับการย้ายทีมปี 1983
ฤดูร้อนปี 1983 ชาบุมกุนย้ายจากไอน์ทรัคท์ แฟรงก์เฟิร์ตมาอยู่กับไบเออร์ 04 เลเวอร์คูเซน โดยไรเนอร์ คัลมุนด์ ผู้บริหารของสโมสรเดินทางไปต้อนรับเขาถึงสนามบินแฟรงก์เฟิร์ตด้วยตนเอง ก่อนจะเซ็นสัญญากันที่โรงแรมแห่งหนึ่งในเมือง การย้ายทีมครั้งนี้เกิดขึ้นหลังชาประสบความสำเร็จมาแล้วที่แฟรงก์เฟิร์ต ทั้งแชมป์ยูฟ่าคัพและเดเอฟเบโพคาล ทำให้เขาเป็นนักเตะที่มีประสบการณ์ระดับยุโรปติดตัวมาตั้งแต่ก่อนจะย้ายมาอยู่กับทีมที่ขณะนั้นยังไม่ได้อยู่ในระดับแนวหน้าของลีก การตัดสินใจย้ายมาเลเวอร์คูเซนจึงถือเป็นการเดิมพันที่ทั้งสองฝ่ายต้องอาศัยความเชื่อใจกันพอสมควร เพราะฝ่ายสโมสรต้องเชื่อว่านักเตะที่เคยคว้าแชมป์ใหญ่มาแล้วจะยังทุ่มเทให้ทีมที่เล็กกว่า ส่วนตัวชาเองก็ต้องเชื่อว่าเลเวอร์คูเซนจะให้พื้นที่และความไว้วางใจเขาในสนามมากพอที่จะแสดงฝีเท้าได้เต็มที่
คู่หน้าชากับวาส
หลังย้ายมาไม่นาน ชาบุมกุนก็จับคู่กับเฮอร์แบร์ท วาสในแนวรุกของเลเวอร์คูเซน ทั้งสองคนขึ้นชื่อเรื่องความเร็ว ชาเองเคยให้สัมภาษณ์ว่าวาสเป็นนักเตะที่เก่งมากและวิ่งเร็วมาก ขณะที่ตัวเขาเองก็ไม่ได้ช้ากว่ากันเท่าไหร่ ทั้งคู่มักสร้างโอกาสทำประตูให้กันและกันอยู่เสมอในสนาม

ความเข้าใจกันระหว่างชากับวาสกลายเป็นหนึ่งในจุดแข็งที่ทำให้แนวรุกของเลเวอร์คูเซนน่ากลัวขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงกลางทศวรรษ 1980 แม้ทีมจะยังไม่ใช่ทีมระดับแชมป์ลีกาในตอนนั้น แต่การมีคู่หน้าที่เข้าขากันดีก็เพียงพอให้เลเวอร์คูเซนแข่งขันได้กับทีมใหญ่ในหลายนัด ความเร็วของทั้งคู่ทำให้แนวรับฝ่ายตรงข้ามต้องเลือกว่าจะประกบใครก่อน และบ่อยครั้งที่การเลือกผิดจังหวะก็นำไปสู่ช่องว่างให้อีกฝ่ายเข้าทำประตูได้ทันที รูปแบบการเล่นเช่นนี้ทำให้เลเวอร์คูเซนกลายเป็นทีมที่คู่แข่งในบุนเดสลีกาเริ่มให้ความเกรงใจมากขึ้นทุกฤดูกาล
ประตูสำคัญปี 1988 และชื่อเสียงในยุโรป
จุดสูงสุดในอาชีพค้าแข้งกับเลเวอร์คูเซนของชาบุมกุนมาถึงในนัดชิงชนะเลิศยูฟ่าคัพนัดที่สอง วันที่ 18 พฤษภาคม 1988 พบกับเอสปันญ็อล เมื่อชายิงประตูในนาทีที่ 81 ทำให้ทีมนำ 3-0 ในเกมนั้น เขาเรียกประตูลูกนี้ว่าเป็นประตูที่ตื่นเต้นและสำคัญที่สุดในชีวิตของเขา เพราะแทบไม่มีใครเชื่อว่าทีมที่ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาตัวเองอย่างเลเวอร์คูเซนจะสามารถคว้าแชมป์รายการใหญ่ระดับยุโรปได้

ความสำเร็จในปี 1988 ทำให้ชื่อของชาบุมกุนเป็นที่รู้จักไปไกลกว่าบุนเดสลีกา และทำให้เขากลายเป็นสัญลักษณ์ของนักเตะเกาหลีที่พิสูจน์ตัวเองได้ในเวทียุโรป ในยุคที่นักเตะเอเชียยังไม่ค่อยได้รับโอกาสในลีกใหญ่ของยุโรปมากนัก ประตูในนาทีที่ 81 ยังกลายเป็นภาพจำที่สื่อเยอรมันหยิบมาเล่าซ้ำทุกครั้งที่พูดถึงประวัติศาสตร์ของสโมสรในทศวรรษ 1980 เพราะมันคือหลักฐานว่าเลเวอร์คูเซนไม่ใช่แค่ทีมที่มีผลงานในประเทศ แต่สามารถแข่งขันและคว้าแชมป์ในระดับที่ใหญ่กว่าลีกภายในได้จริง
หกปีที่เลเวอร์คูเซนควรนับผลงานแบบไหน
ระหว่างปี 1983 ถึง 1989 ชาบุมกุนลงเล่นให้ไบเออร์ 04 เลเวอร์คูเซนรวม 215 นัดในทุกรายการแข่งขัน และทำประตูได้ 63 ลูก ตัวเลขนี้นับรวมทั้งเกมลีก ถ้วยในประเทศ และรายการระดับยุโรป โดยแหล่งข้อมูลที่เผยแพร่ตัวเลขชุดนี้ไม่ได้แยกให้เห็นชัดเจนว่าในจำนวนนั้นมีกี่นัดและกี่ประตูที่เกิดขึ้นในบุนเดสลีกาโดยเฉพาะ การนับผลงานของนักเตะในยุคนั้นจึงควรระวังเรื่องการใช้ตัวเลขรวมทุกรายการไปเทียบกับนักเตะคนอื่นที่มีเฉพาะสถิติลีกอย่างเดียว เพราะจะทำให้ภาพรวมคลาดเคลื่อนได้ สิ่งที่ยืนยันได้แน่ชัดคือหกปีกับเลเวอร์คูเซนทำให้ชาบุมกุนเป็นทั้งกำลังหลักในแนวรุกและเป็นผู้เล่นที่ช่วยยกระดับความเชื่อมั่นของทีมจนไปถึงแชมป์ยุโรปได้สำเร็จ การที่ตัวเลขรวมทุกรายการสูงถึง 215 นัดยังบอกด้วยว่าเขาเป็นผู้เล่นที่แทบไม่เคยขาดหายจากทีมชุดใหญ่ตลอดหกปีเต็ม ซึ่งเป็นเรื่องที่หายากสำหรับนักเตะต่างชาติในบุนเดสลีกายุคนั้น และนี่คือมรดกที่ยังถูกพูดถึงในประวัติศาสตร์สโมสรจนถึงทุกวันนี้ ทั้งในฐานะนักเตะเอเชียคนแรก ๆ ที่ประสบความสำเร็จในเยอรมนี และในฐานะส่วนหนึ่งของทีมที่พาเลเวอร์คูเซนคว้าแชมป์รายการใหญ่ระดับยุโรปเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร ในเวลาต่อมาเมื่อชาบุมกุนแขวนสตั๊ด ชื่อของเขายังคงถูกใช้เป็นมาตรฐานเปรียบเทียบทุกครั้งที่มีนักเตะเอเชียคนใหม่ย้ายเข้าสู่บุนเดสลีกา เพราะเขาคือตัวอย่างที่พิสูจน์ว่าความสำเร็จในเยอรมนีไม่ได้จำกัดอยู่แค่นักเตะจากยุโรปเท่านั้น

