เอสเซียงกับเชลซี 2006 ทางเลือกใหม่ในแดนกลางทีมป้องกันแชมป์

ไมเคิล เอสเซียง ในสีเสื้อเชลซี

เอสเซียงกับเชลซี 2006 เป็นเรื่องราวที่หลายคนตั้งคำถามในตอนแรกว่าทำไมทีมแชมป์พรีเมียร์ลีกถึงยังต้องทุ่มเงินก้อนใหญ่เสริมกองกลางเพิ่มอีกคน ทั้งที่เพิ่งคว้าแชมป์ด้วยเกมรับที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ลีกไปหมาด ๆ แต่คำตอบของคำถามนี้อยู่ที่ความยืดหยุ่นที่ผู้เล่นคนใหม่คนนี้มอบให้กับทีม มากกว่าการมาแทนที่ระบบเดิมที่เคยประสบความสำเร็จมาแล้ว การเสริมทัพในจุดที่ดูเหมือนไม่จำเป็นเช่นนี้ มักเป็นสัญญาณว่าสโมสรกำลังมองไปไกลกว่าฤดูกาลเดียว และต้องการสร้างความลึกของทีมให้พร้อมรับมือกับตารางแข่งขันที่หนาแน่นขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกฤดูกาล

เหตุใดทีมแชมป์ยังเสริมกองกลาง

ลียงกับเชลซีตกลงค่าตัวไมเคิล เอสเซียง กันได้ที่ 24.4 ล้านปอนด์เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2005 ก่อนดีลจะเสร็จสมบูรณ์ในวันที่ 19 สิงหาคม ปีเดียวกัน ตัวเลขนี้ทำให้เขากลายเป็นนักเตะที่เชลซีทุ่มเงินซื้อแพงที่สุดในเวลานั้น แซงหน้าค่าตัว 24 ล้านปอนด์ที่จ่ายไปกับดิดิเยร์ ดร็อกบาเมื่อฤดูร้อนก่อนหน้า และยังทำให้เอสเซียงกลายเป็นนักฟุตบอลแอฟริกันที่มีค่าตัวแพงที่สุดในขณะนั้นด้วย การทุ่มเงินระดับนี้กับทีมที่เพิ่งเป็นแชมป์และมีเกมรับที่ดีที่สุดในลีกไปหมาด ๆ สะท้อนว่าสโมสรมองเห็นบางอย่างที่มากกว่าการมาแทนที่ตัวหลักคนเดิม ค่าตัวระดับนี้ในปี 2005 ถือว่าสูงมากสำหรับตำแหน่งกองกลาง ซึ่งโดยทั่วไปมักไม่ใช่ตำแหน่งที่สโมสรต่าง ๆ ทุ่มเงินซื้อในระดับเดียวกับกองหน้าหรือแนวรับตัวหลัก การที่เชลซียอมจ่ายในระดับนี้จึงเป็นข้อบ่งชี้ว่าสโมสรมองว่าเอสเซียงมีคุณค่าเทียบเท่ากับผู้เล่นระดับแนวหน้าของทีมคนอื่น ๆ ไม่ใช่แค่ผู้เล่นสำรองที่มาเสริมความลึกของทีมเพียงอย่างเดียว

เอสเซียงลงเล่นบทบาทใดบ้าง

เอสเซียงลงเล่นนัดแรกให้เชลซีในฐานะตัวสำรองพบกับอาร์เซนอลเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2005 ซึ่งเชลซีเป็นฝ่ายเอาชนะไปได้ 1-0 หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ได้รับโอกาสขยับเข้ามารับบทบาทกองกลางตัวรับแทนที่โกล้ด มาเกเลเลซึ่งได้รับบาดเจ็บในช่วงเวลานั้น การได้ลงเล่นในตำแหน่งสำคัญตั้งแต่ช่วงต้นฤดูกาลเช่นนี้ ถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้เล่นที่เพิ่งย้ายทีมมาใหม่ เพราะทำให้เขาได้พิสูจน์ฝีเท้าให้โค้ชและเพื่อนร่วมทีมเห็นตั้งแต่เนิ่น ๆ แทนที่จะต้องรอโอกาสอยู่บนม้านั่งสำรองเป็นเวลานาน

ด้านนอกสนามสแตมฟอร์ด บริดจ์ มีป้ายชื่อสโมสรเชลซีติดอยู่บนอาคาร
ด้านนอกสนามสแตมฟอร์ด บริดจ์ สนามเหย้าของเชลซี สโมสรที่ไมเคิล เอสเซียงย้ายมาร่วมทีมในปี 2005

สิ่งที่ทำให้เอสเซียงแตกต่างจากกองกลางตัวรับทั่วไปคือ เขาไม่ได้ถูกใช้งานในบทบาทเดียวตลอดทั้งฤดูกาล บางนัดเขาต้องรับหน้าที่คุมพื้นที่หน้าแนวรับตามแบบที่มาเกเลเลเคยทำ แต่บางนัดเขาก็ถูกขยับขึ้นไปมีบทบาทในการเชื่อมเกมรุกมากขึ้น ความสามารถในการเล่นได้มากกว่าหนึ่งบทบาทเช่นนี้เองที่ทำให้เขากลายเป็นผู้เล่นที่มีประโยชน์ต่อระบบของทีมในหลายสถานการณ์ ไม่ใช่แค่เป็นตัวสำรองของตำแหน่งเดิมที่มีอยู่แล้ว โค้ชที่มีผู้เล่นแบบนี้อยู่ในมือย่อมได้เปรียบในการปรับแผนการเล่นระหว่างเกม เพราะสามารถสั่งให้ผู้เล่นคนเดียวสลับบทบาทไปมาได้ตามสถานการณ์ของแต่ละนัด โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวผู้เล่นเพื่อเปลี่ยนแผนการเล่นเสมอไป

จังหวะไล่บอลกับการพาบอลต่างกันอย่างไร

สองทักษะนี้เป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง การไล่บอลหรือการเข้าปะทะเพื่อแย่งบอลคืนเป็นทักษะเชิงป้องกันที่กองกลางตัวรับส่วนใหญ่ต้องมี ขณะที่การพาบอลขึ้นหน้าเป็นทักษะเชิงรุกที่กองกลางตัวรับดั้งเดิมมักไม่ค่อยได้ใช้งานบ่อยนัก จุดเด่นของเอสเซียงคือเขาทำได้ทั้งสองอย่างในระดับที่ดีพร้อมกัน ทั้งความสามารถในการอ่านเกมเพื่อตัดบอลคู่แข่ง และความสามารถในการพาบอลทะลุแนวกลางด้วยตัวเองเมื่อจังหวะเปิดโอกาส ทำให้เขาไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่บทบาทตั้งรับเพียงอย่างเดียวเหมือนกองกลางตัวรับหลายคนในยุคเดียวกัน ความสามารถแบบนี้มักถูกเรียกในเวลาต่อมาว่าเป็นคุณสมบัติของกองกลางกล่องต่อกล่อง ซึ่งหมายถึงผู้เล่นที่วิ่งขึ้นลงได้ตลอดความยาวสนามและมีส่วนร่วมได้ทั้งเกมรับและเกมรุกในจังหวะเดียวกัน แม้คำเรียกนี้จะเป็นที่นิยมมากขึ้นในยุคหลัง แต่ลักษณะการเล่นของเอสเซียงในช่วงต้นอาชีพกับเชลซีก็สะท้อนคุณสมบัติดังกล่าวได้ชัดเจนไม่น้อย

การปรับตัวปีแรกวัดจากอะไร

ในฤดูกาลแรกกับเชลซี 2005/06 เอสเซียงลงเล่นในพรีเมียร์ลีก 31 นัด ทำได้ 2 ประตู และลงเล่นในรายการอื่นอีก 11 นัด รวมทั้งฤดูกาลลงเล่นไปทั้งสิ้น 42 นัด ยิงได้ 2 ประตู ตัวเลขจำนวนนัดที่ลงเล่นในระดับนี้ตั้งแต่ฤดูกาลแรก ถือเป็นเครื่องยืนยันได้ดีว่าเขาปรับตัวเข้ากับทีมและกับพรีเมียร์ลีกได้เร็วกว่าที่หลายคนคาดไว้ สำหรับนักเตะที่เพิ่งย้ายมาจากลีกอื่นเป็นครั้งแรก

ห้องแต่งตัวของเชลซีที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ มีเสื้อแข่งแขวนเรียงรายอยู่หน้าล็อกเกอร์
ห้องแต่งตัวของเชลซีที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ พื้นที่เบื้องหลังของนักเตะก่อนลงสนามทุกนัด

ฤดูกาลนั้นเชลซีป้องกันแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ จบอันดับ 1 ด้วย 91 คะแนน จากผลงานชนะ 29 เสมอ 4 แพ้ 5 นัด เป็นแชมป์ลีกสูงสุดสมัยที่สามของสโมสร พร้อมทำสถิติชนะเหย้ามากที่สุดในฤดูกาลเดียวถึง 18 นัด และไม่แพ้ในบ้านเลยตลอดทั้งฤดูกาล ขณะที่มาเกเลเลเองก็ยังคงรับบทบาทกองกลางตัวรับเบอร์ 4 ต่อเนื่องอยู่ในทีมชุดนั้น การมีเอสเซียงเป็นทางเลือกเพิ่มเติมในแดนกลาง จึงไม่ใช่การแย่งตำแหน่งของใคร แต่เป็นการเพิ่มความยืดหยุ่นให้ทีมที่ป้องกันแชมป์ได้สำเร็จมีทางเลือกในการปรับเกมมากขึ้นกว่าฤดูกาลก่อนหน้า สำหรับทีมที่ต้องลงเล่นทั้งในประเทศและรายการระดับทวีปตลอดทั้งฤดูกาล การมีผู้เล่นที่สลับบทบาทได้มากกว่าหนึ่งแบบในตำแหน่งเดียวกัน ย่อมมีค่ามากกว่าตัวเลขค่าตัวที่จ่ายไปในตอนแรกเสียอีก

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

24/7 Fun8824/7 JBO