สเปอร์สอันดับสี่ 2010 คือผลลัพธ์ที่ทำให้ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ภายใต้แฮร์รี เรดแนปป์ได้เล่นยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร บทความนี้ไล่ดูว่ากลุ่มทีมที่แข่งกันเพื่อตำแหน่งนี้มีใครบ้าง ทีมสเปอร์สมีพื้นฐานความสมดุลแบบไหนที่ทำให้ไปถึงเป้าหมายได้ และนัดชี้ขาดที่ตัดสินทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างไร
กลุ่มลุ้นอันดับสี่มีใครบ้าง
เมื่อจบฤดูกาลพรีเมียร์ลีก 2009/10 ท็อตแนม ฮอตสเปอร์จบอันดับ 4 ด้วย 70 คะแนน ซึ่งเป็นตำแหน่งสุดท้ายที่ให้สิทธิ์เล่นยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกในฤดูกาลถัดไป คู่แข่งที่สูสีที่สุดในการชิงตำแหน่งนี้คือแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งจบอันดับ 5 ด้วย 67 คะแนน ตามหลังสเปอร์สอยู่เพียง 3 คะแนนเท่านั้น ตัวเลขที่ห่างกันไม่มากขนาดนี้แสดงให้เห็นว่าการชิงอันดับ 4 ในฤดูกาลนั้นสูสีมาก และทุกแต้มที่เสียไปในแต่ละนัดล้วนมีผลต่อผลลัพธ์สุดท้าย การที่สเปอร์สรักษาตำแหน่งเอาไว้ได้จนจบฤดูกาลจึงไม่ใช่เรื่องที่ตัดสินกันได้ง่าย ๆ ตั้งแต่ช่วงกลางฤดูกาล แต่ต้องอาศัยผลงานที่สม่ำเสมอไปจนถึงนัดสุดท้าย นอกจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้แล้ว ทีมอื่นที่อยู่ในกลุ่มไล่ตามช่วงกลางฤดูกาลยังรวมถึงลิเวอร์พูลที่ปีนั้นจบอันดับต่ำกว่าทั้งสเปอร์สและแมนเชสเตอร์ ซิตี้ การที่มีหลายทีมไล่ตามกันในช่วงอันดับ 4 ถึง 6 ทำให้ตารางคะแนนช่วงปลายฤดูกาลผันผวนตลอดเวลา แต้มที่เสียไปในนัดใดนัดหนึ่งอาจทำให้อันดับเปลี่ยนได้ทันทีเมื่อทีมอื่นในกลุ่มเดียวกันเก็บแต้มไปพร้อมกัน สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ทุกนัดในช่วงท้ายฤดูกาลมีความสำคัญไม่ต่างจากนัดชิงแชมป์
ความสมดุลทีมสเปอร์สมีฐานอะไร

ผลงานตลอดฤดูกาลของท็อตแนมประกอบด้วยการชนะ 21 นัด เสมอ 7 นัด และแพ้ 10 นัดจากทั้งหมด 38 นัด ทำประตูได้ 67 ลูกและเสียประตู 41 ลูก คิดเป็นผลต่างประตูบวก 26 ลูก ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่าทีมไม่ได้พึ่งพาเกมรับที่เหนียวแน่นเพียงอย่างเดียว แต่อาศัยเกมรุกที่ทำประตูได้มากพอจะกลบความเสี่ยงจากประตูที่เสียไป ผู้ทำประตูสูงสุดของทีมคือเจอร์เมน เดโฟ ซึ่งยิงได้ 18 ประตูในลีกและรวม 24 ประตูในทุกรายการ หนึ่งในนัดที่โดดเด่นที่สุดคือเกมที่สเปอร์สถล่มวีแกน แอธเลติก 9-1 โดยเดโฟทำได้ถึง 5 ประตูในนัดเดียว กลายเป็นผู้เล่นคนที่ 3 ในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกที่ทำได้ 5 ประตูในนัดเดียว ความสมดุลระหว่างเกมรุกที่มีดาวยิงทำประตูได้สม่ำเสมอกับเกมรับที่ไม่เสียประตูมากเกินไป คือฐานสำคัญที่ทำให้ทีมสะสมแต้มได้มากพอตลอดทั้งฤดูกาล ผลต่างประตูบวก 26 ลูกยังถือว่าอยู่ในระดับที่ดีเมื่อเทียบกับทีมที่จบอันดับใกล้เคียงกัน เพราะสะท้อนว่าทีมไม่ได้แค่ชนะบ่อยครั้งเท่านั้น แต่ยังชนะด้วยสกอร์ที่ห่างพอสมควรในหลายนัด ซึ่งช่วยสร้างระยะห่างด้านผลต่างประตูจากคู่แข่งในกลุ่มเดียวกันได้ในกรณีที่คะแนนรวมสูสีกันจนต้องพิจารณาผลต่างประตูเป็นตัวชี้ขาด
เกมเยือนแมนซิตี้ชี้ขาดอย่างไร
นัดที่ตัดสินอันดับ 4 อย่างแท้จริงคือเกมที่ท็อตแนมบุกไปเยือนแมนเชสเตอร์ ซิตี้ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2010 ท็อตแนมเอาชนะไปได้ 1-0 จากประตูโหม่งระยะใกล้ของปีเตอร์ เคราช์ในนาทีที่ 82 ซึ่งเป็นช่วงท้ายเกมที่ตึงเครียดที่สุดของทั้งฤดูกาลสำหรับทั้งสองทีม ผลการแข่งขันนัดนี้ทำให้ท็อตแนมได้สิทธิ์เล่นยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร หลังจากที่เคยเล่นฟุตบอลระดับสูงสุดของยุโรปครั้งสุดท้ายในฤดูกาล 1961/62 การที่ประตูชี้ขาดมาจากจังหวะโหม่งในนาทีท้าย ๆ เกม แทนที่จะเป็นประตูที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นเกม ยิ่งตอกย้ำว่าการแข่งขันเพื่อตำแหน่งอันดับ 4 ในฤดูกาลนั้นตึงเครียดและตัดสินกันด้วยรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ในสนามจริง ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนกระดาษก่อนเกม
อันดับสี่นำไปสู่ขั้นตอนใดในยุโรป

การจบอันดับ 4 ของพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2009/10 ทำให้ท็อตแนมได้สิทธิ์เข้าร่วมยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 2010/11 โดยเริ่มต้นที่รอบเพลย์ออฟ ไม่ใช่การเข้าสู่รอบแบ่งกลุ่มโดยตรงทันที ซึ่งเป็นกติกาปกติสำหรับทีมที่จบอันดับ 4 ของลีกระดับสูงอย่างพรีเมียร์ลีกในเวลานั้น การต้องผ่านรอบเพลย์ออฟก่อนหมายความว่าทีมยังต้องพิสูจน์ตัวเองอีกขั้นก่อนจะได้สิทธิ์ลงเล่นในรอบแบ่งกลุ่มอย่างเป็นทางการ แต่สำหรับสโมสรที่ไม่เคยเล่นระดับสูงสุดของยุโรปมาเกือบครึ่งศตวรรษ การได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางนี้แม้จะต้องเริ่มจากรอบเพลย์ออฟก็ยังถือเป็นความสำเร็จที่มีความหมายอย่างมากสำหรับสโมสรและแฟนบอล การต้องผ่านรอบเพลย์ออฟยังหมายความว่าทีมงานและนักเตะต้องเตรียมพร้อมสำหรับตารางแข่งที่แน่นขึ้นกว่าเดิมตั้งแต่ช่วงต้นฤดูกาลถัดไป เพราะนัดเพลย์ออฟมักจัดขึ้นก่อนที่ฤดูกาลลีกภายในประเทศจะเดินหน้าไปมากนัก ทำให้การวางแผนเตรียมทีมสำหรับการเล่นสองรายการพร้อมกันกลายเป็นความท้าทายใหม่ที่สโมสรไม่เคยเจอมาก่อนในรอบเกือบห้าสิบปี
เมื่อมองภาพรวมทั้งหมด การที่สเปอร์สอันดับสี่ 2010 เกิดขึ้นได้จึงเป็นผลจากปัจจัยหลายอย่างประกอบกัน ทั้งความสมดุลระหว่างเกมรุกกับเกมรับตลอดทั้งฤดูกาล การแข่งขันที่สูสีกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้จนถึงนัดท้าย ๆ และประตูชี้ขาดในเกมสำคัญที่สุดของฤดูกาล ทุกองค์ประกอบเหล่านี้รวมกันจนพาสโมสรไปสู่เวทียุโรประดับสูงสุดได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ และกลายเป็นฤดูกาลที่แฟนบอลสเปอร์สจดจำได้ไม่ต่างจากการคว้าแชมป์รายการใดรายการหนึ่งเลย เพราะสำหรับสโมสรที่รอคอยโอกาสแบบนี้มาเกือบห้าสิบปี ทุกรายละเอียดของฤดูกาลนั้นล้วนมีค่าควรแก่การเล่าซ้ำ

