เชลซียิงเกินร้อย 2010 เป็นตัวเลขที่บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก เพราะทีมของคาร์โล อันเชล็อตติทำประตูรวมได้ถึง 103 ลูกตลอดฤดูกาล 2009/10 ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดของฤดูกาลหนึ่งในพรีเมียร์ลีกในเวลานั้น บทความนี้ไล่ดูว่าตัวเลขร้อยกว่าลูกนี้ประกอบขึ้นมาจากอะไรบ้าง และทำไมเกมที่ชนะขาดลอยไม่กี่นัดถึงมีน้ำหนักมากกว่าที่คิด ก่อนหน้าฤดูกาลนี้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกติดต่อกันมาแล้วสามสมัยตั้งแต่ปี 2006/07 ถึง 2008/09 การที่เชลซีทวงแชมป์คืนมาได้พร้อมกับสถิติยิงประตูรวมสูงสุดของฤดูกาล จึงเป็นการกลับมาที่ทิ้งความประทับใจไว้มากกว่าการคว้าแชมป์ทั่วไป
ยอดประตูทั้งฤดูกาลประกอบจากอะไร
เชลซีทำประตูรวม 103 ลูกในพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2009/10 และคว้าแชมป์ด้วย 86 คะแนน มากกว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดอันดับ 2 อยู่เพียง 1 คะแนน ตัวเลขประตูรวมระดับนี้ไม่ได้เกิดจากผู้เล่นเพียงคนเดียว แต่กระจายอยู่ในหลายตำแหน่งของทีม ตั้งแต่กองหน้าตัวเป้า ปีก ไปจนถึงกองกลางตัวรุกที่สอดขึ้นมายิงประตูเป็นระยะ ลักษณะการกระจายแหล่งประตูแบบนี้ต่างจากทีมที่พึ่งพาดาวยิงเพียงคนเดียวเป็นหลัก เพราะเมื่อผู้เล่นคนใดคนหนึ่งเจอเกมที่ยิงไม่เข้า ทีมยังมีผู้เล่นคนอื่นที่พร้อมทำหน้าที่แทนได้ในนัดนั้น การมีแชมป์ที่ห่างอันดับ 2 เพียง 1 คะแนนยังบ่งชี้ว่าทุกประตูที่ยิงได้ตลอดทั้งฤดูกาลล้วนมีความหมาย เพราะหากยิงน้อยกว่านี้แม้เพียงไม่กี่ลูกในบางนัด ผลการชิงแชมป์อาจพลิกไปเป็นของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดแทนก็ได้
ดร็อกบากับแลมพาร์ดรับหน้าที่ต่างกันอย่างไร

ดิดิเยร์ ดร็อกบาคือผู้ทำประตูสูงสุดของทีมและของทั้งพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนั้น ด้วยผลงาน 29 ประตูในลีกซึ่งทำให้เขาคว้ารางวัลรองเท้าทองคำ และหากนับรวมทุกรายการตัวเลขจะเพิ่มขึ้นเป็น 37 ประตู แสดงให้เห็นว่าเขารับบทบาทเป็นตัวจบสกอร์หลักในกรอบเขตโทษของทีมอย่างชัดเจน ขณะที่แฟรงค์ แลมพาร์ดรับบทบาทที่ต่างออกไป คือการสอดขึ้นมาจากแดนกลางเพื่อยิงประตูในจังหวะที่แนวรุกตัวจริงถูกจับตาไปแล้ว ตัวอย่างที่ชัดเจนคือเกมที่เชลซีถล่มแอสตัน วิลลา 7-1 ซึ่งแลมพาร์ดยิงได้ถึง 4 ประตูในนัดเดียว แสดงให้เห็นว่าเมื่อแนวรับคู่แข่งเสียสมดุลจากการโฟกัสไปที่ดร็อกบาและกองหน้าตัวหลัก แลมพาร์ดก็พร้อมจะฉวยโอกาสสอดเข้ามาทำประตูเพิ่มได้ทันที การมีผู้ทำประตูสองรูปแบบที่ต่างกันเช่นนี้ ทั้งตัวจบสกอร์ในกรอบเขตโทษและกองกลางที่สอดขึ้นมายิง ทำให้ทีมมีทางเลือกในการทำประตูมากกว่าทีมที่พึ่งพาแค่รูปแบบเดียว
ระบบทีมเปลี่ยนตามคู่แข่งแค่ไหน
นอกจากตัวผู้เล่นแล้ว การที่เชลซีทำประตูได้มากตลอดทั้งฤดูกาลยังสัมพันธ์กับการที่ทีมไม่ได้ยึดติดกับรูปแบบการเล่นเดียวตายตัวในทุกนัด เมื่อเจอทีมที่ตั้งเกมรับลึกและแน่น เชลซีก็ต้องอาศัยความอดทนในการครองบอลและรอจังหวะที่แนวรับคู่แข่งเผลอ แต่เมื่อเจอทีมที่เล่นเปิดเกมหรือมีแนวรับที่หลวมกว่า ทีมก็สามารถเร่งจังหวะเกมรุกและจบสกอร์ได้เร็วกว่าปกติ ความยืดหยุ่นในการปรับจังหวะเกมตามสไตล์ของคู่แข่งแต่ละนัดเป็นปัจจัยที่ช่วยให้ทีมทำประตูได้สม่ำเสมอตลอดทั้งฤดูกาล แทนที่จะทำประตูกระจุกอยู่แค่บางช่วงเวลาแล้วเงียบหายไปในนัดที่เจอทีมเล่นเกมรับ ความยืดหยุ่นเช่นนี้ยังสอดคล้องกับภูมิหลังของอันเชล็อตติเองที่เพิ่งเข้ามาคุมทีมเป็นฤดูกาลแรกในพรีเมียร์ลีก หลังสร้างผลงานในอิตาลีมาก่อน การที่เขาสามารถปรับทีมให้เข้ากับจังหวะฟุตบอลอังกฤษได้ตั้งแต่ปีแรกและยังทำผลงานประตูทะลุร้อยลูกได้ทันที จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นที่แข็งแรงกว่าที่ผู้จัดการทีมต่างชาติหลายคนเคยทำได้ในสถานการณ์คล้ายกัน
เกมชนะขาดมีน้ำหนักต่อยอดรวมเพียงใด

ส่วนสำคัญของยอดประตู 103 ลูกยังมาจากเกมที่เชลซีชนะขาดลอยเป็นบางนัด นัดที่โดดเด่นที่สุดคือเกมสุดท้ายของฤดูกาลที่เชลซีถล่มวีแกน แอธเลติก 8-0 ซึ่งเป็นสถิติชัยชนะที่ห่างที่สุดของสโมสรในพรีเมียร์ลีกในตอนนั้น เกมลักษณะนี้ทำให้ยอดประตูรวมพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในนัดเดียว ต่างจากทีมที่ชนะแบบสูสีทีละ 1-0 หรือ 2-1 ในทุกนัด แม้ผลลัพธ์สุดท้ายทั้งสองแบบจะได้สามแต้มเท่ากัน แต่ในแง่ของสถิติประตูรวมทั้งฤดูกาล เกมชนะขาดเพียงไม่กี่นัดสามารถเพิ่มตัวเลขได้มากกว่าการชนะสูสีหลายนัดรวมกัน เกมชนะขาดของเชลซีในฤดูกาลนั้นยังมีส่วนช่วยผลักดันให้ทีมทำดับเบิลแชมป์สำเร็จ ด้วยการเอาชนะพอร์ตสมัธ 1-0 ในนัดชิงเอฟเอ คัพ กลายเป็นสโมสรที่ 7 ในประวัติศาสตร์ที่คว้าดับเบิลแชมป์ได้ในฤดูกาลเดียวกัน
เมื่อมองภาพรวมทั้งหมด การที่เชลซียิงเกินร้อย 2010 ได้สำเร็จจึงไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขที่สวยงามบนกระดาษ แต่สะท้อนโครงสร้างทีมที่มีผู้ทำประตูหลากหลายตำแหน่ง มีความยืดหยุ่นในการปรับจังหวะเกมตามคู่แข่ง และมีบางนัดที่ทำลายสถิติชนะขาดจนช่วยดันตัวเลขรวมให้สูงขึ้นอย่างชัดเจน ปัจจัยทั้งหมดนี้ประกอบกันจนกลายเป็นฤดูกาลที่เชลซีคว้าทั้งแชมป์ลีกและเอฟเอ คัพไปพร้อมกัน และยังเป็นการยุติสถิติแชมป์สามสมัยติดต่อกันของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในเวลาเดียวกันด้วย ทำให้ฤดูกาลนี้ถูกจดจำทั้งในแง่ของตัวเลขสถิติและในแง่ของการเปลี่ยนขั้วอำนาจในพรีเมียร์ลีกไปพร้อมกัน

