กลัดบัคยุคลัทเท็ค เริ่มต้นในจังหวะที่หลายคนคาดว่าโบรุสเซีย เมินเชนกลัดบัคน่าจะแผ่วลงหลังสูญเสียกึนเทอร์ เน็ตเซอร์ กัปตันทีมและตัวชูโรงคนสำคัญที่ย้ายออกไปเล่นให้เรอัล มาดริดตั้งแต่ปี 1973 แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับตรงข้าม เพราะสโมสรยังคว้าแชมป์บุนเดสลีกาได้ต่อเนื่องถึงสามสมัยติดต่อกัน โดยมีโค้ชสองคนผลัดกันคุมทีมในช่วงเวลานั้น
กลัดบัคยุคลัทเท็ค ทีมที่ลัทเท็คได้รับมรดก
ก่อนที่อูโด ลัทเท็คจะเข้ามารับตำแหน่งกุนซือ ทีมชุดนี้ผ่านการวางรากฐานมาแล้วโดยเฮนเนส ไวส์ไวเลอร์ ผู้ปลุกปั้นกลัดบัคจนกลายเป็นทีมระดับแชมป์ในช่วงต้นทศวรรษ 1970 ไวส์ไวเลอร์คุมทีมจนคว้าแชมป์ลีกได้อีกสมัยในฤดูกาล 1974-75 ก่อนตัดสินใจย้ายออกไปคุมทีมในสเปน ทิ้งทีมที่ยังแข็งแกร่งไว้ให้ผู้สืบทอดตำแหน่ง สิ่งที่ลัทเท็คได้รับมรดกมาจึงไม่ใช่ทีมที่ต้องสร้างใหม่ทั้งหมด แต่เป็นทีมที่มีแกนหลักลงตัวอยู่แล้ว มีนักเตะที่คุ้นเคยกับระบบการเล่นของสโมสรมานานหลายปี งานของลัทเท็คจึงเป็นการรักษาความต่อเนื่องมากกว่าการปฏิวัติรูปแบบการเล่นใหม่ทั้งหมด ซึ่งฟังดูง่ายกว่าความจริง เพราะการเข้ามาแทนที่โค้ชที่เพิ่งพาทีมคว้าแชมป์เป็นงานที่กดดันไม่น้อยไปกว่าการสร้างทีมจากศูนย์เลย โค้ชที่เข้ามารับช่วงต่อจากทีมแชมป์มักเจอความคาดหวังสองด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่งแฟนบอลอยากเห็นผลงานที่ดีไม่แพ้เดิมทันที อีกด้านหนึ่งนักเตะในทีมก็อาจเปรียบเทียบวิธีทำงานของโค้ชใหม่กับโค้ชคนเก่าอยู่เสมอ หากลัทเท็คเลือกเปลี่ยนแปลงมากเกินไปในช่วงแรก ความเสี่ยงที่ทีมจะเสียจังหวะและผลงานตกลงก็มีสูง แต่ถ้าเขาเลือกจะไม่เปลี่ยนอะไรเลย ก็อาจถูกมองว่าเป็นเพียงผู้ดูแลทีมต่อจากไวส์ไวเลอร์เท่านั้น ไม่ได้มีตัวตนของตัวเองในฐานะโค้ช
ซิมอนเซนกับผู้เล่นแกนใหม่

อัลลัน ซิมอนเซน กองหน้าชาวเดนมาร์กเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่เข้าร่วมทีมตั้งแต่ปี 1972 หลังโชว์ฟอร์มโดดเด่นในโอลิมปิกที่มิวนิก ก่อนที่เน็ตเซอร์จะย้ายออกจากทีมเสียอีก นั่นหมายความว่าเมื่อเน็ตเซอร์จากไปในปี 1973 กลัดบัคไม่ได้ขาดผู้เล่นระดับแนวหน้าไปเสียทีเดียว เพราะซิมอนเซนพร้อมรับบทบาทเป็นดาวเด่นคนใหม่ของทีมอยู่แล้ว เขายิงได้ 18 ประตูในฤดูกาล 1974-75 และ 16 ประตูในฤดูกาล 1975-76 ซึ่งเป็นสองฤดูกาลคาบเกี่ยวระหว่างยุคไวส์ไวเลอร์กับยุคลัทเท็คพอดี นอกจากซิมอนเซนแล้ว ทีมยังมีผู้เล่นแกนหลักอย่างแบร์ที ฟ็อกส์ ยุพ ไฮเน็คเคส ไรเนอร์ บอนฮอฟ และอุลลี ชตีลีเคอ ที่เล่นร่วมกันมาต่อเนื่องข้ามยุคโค้ชทั้งสองคน ทำให้การเปลี่ยนผ่านไม่กระทบต่อผลงานในสนามมากนัก การที่ผู้เล่นชุดนี้ผ่านการแข่งขันระดับสูงร่วมกันมาหลายฤดูกาลก่อนหน้านั้นยังหมายความว่าพวกเขาไม่ต้องใช้เวลาปรับตัวเข้าหากันใหม่ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนโค้ช สิ่งที่เปลี่ยนไปมีเพียงรายละเอียดปลีกย่อยของแผนการเล่นและวิธีสื่อสารกับโค้ชคนใหม่เท่านั้น ซึ่งนักเตะระดับทีมชาติอย่างฟ็อกส์และไฮเน็คเคสสามารถปรับตัวได้เร็วกว่าผู้เล่นทั่วไปอยู่แล้วจากประสบการณ์ที่สั่งสมมา
ความต่อเนื่องและการปรับหน้าที่

สิ่งที่ลัทเท็คทำได้ดีในช่วงเข้ารับตำแหน่งคือการไม่พยายามรื้อโครงสร้างทีมที่ทำงานได้ดีอยู่แล้ว แต่เลือกปรับบทบาทของผู้เล่นบางตำแหน่งให้เหมาะกับแผนการเล่นที่เขาต้องการมากขึ้น ซิมอนเซนซึ่งเดิมอาจเล่นในตำแหน่งที่ใกล้เคียงกับปีกขวา ได้รับบทบาทที่ชัดเจนขึ้นในฐานะตัวทำประตูหลักของทีม ขณะที่ผู้เล่นแนวกลางอย่างบอนฮอฟและชตีลีเคอยังคงทำหน้าที่ควบคุมจังหวะเกมเหมือนที่เคยทำในยุคไวส์ไวเลอร์ ความสามารถในการเก็บรักษาโครงสร้างเดิมไว้ขณะที่ปรับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ให้เข้ากับแนวคิดของโค้ชคนใหม่ คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้กลัดบัคไม่มีช่วงตกต่ำระหว่างการเปลี่ยนผ่านโค้ชเหมือนที่หลายสโมสรมักเจอ ผลงานในสนามยังคงดีต่อเนื่อง และทีมยังเข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลถ้วยยุโรปได้ในปี 1977 แม้จะพ่ายลิเวอร์พูล 1 ต่อ 3 ในนัดชิงชนะเลิศ โดยซิมอนเซนเป็นผู้ยิงประตูตีเสมอ 1 ต่อ 1 ในเกมนั้นก่อนที่ทีมจะแพ้ในช่วงท้าย การที่ทีมยังไปถึงรอบชิงชนะเลิศระดับทวีปได้ในปีเดียวกับที่กำลังปรับตัวรับโค้ชคนใหม่ในประเทศ เป็นเครื่องยืนยันว่าคุณภาพของนักเตะชุดนี้ไม่ได้ลดลงเลยแม้จะผ่านการเปลี่ยนแปลงบนม้านั่งผู้จัดการทีม ตรงกันข้ามกับความกังวลเริ่มแรกที่หลายฝ่ายเคยแสดงออกก่อนฤดูกาลจะเริ่มต้น
สามแชมป์ของสโมสรมีโค้ชสองคน
เมื่อรวมทั้งหมดแล้ว กลัดบัคคว้าแชมป์บุนเดสลีกาได้สามสมัยติดต่อกันในฤดูกาล 1974-75, 1975-76 และ 1976-77 โดยไวส์ไวเลอร์เป็นผู้พาทีมคว้าแชมป์สมัยแรกก่อนย้ายออกไป ส่วนลัทเท็คเข้ามารับช่วงต่อแล้วพาทีมคว้าแชมป์อีกสองสมัยติดต่อกัน ฤดูกาล 1975-76 ทีมจบด้วย 45 คะแนน ทิ้งห่างฮัมบูร์กที่ได้ 41 คะแนนอยู่ 4 แต้ม ส่วนฤดูกาล 1976-77 การแข่งขันสูสีกว่ามาก กลัดบัคจบด้วย 44 คะแนน ขณะที่ชาลเก้ตามมาติดๆ ด้วย 43 คะแนน ห่างกันเพียง 1 แต้มเท่านั้น ความสำเร็จต่อเนื่องนี้ยังได้รับการยืนยันในอีกทางหนึ่งด้วย เพราะซิมอนเซนได้รับเลือกเข้าทีมยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลของนิตยสารกิคเคอร์ติดต่อกันสามปีตั้งแต่ 1974-75 ถึง 1976-77 และคว้ารางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งยุโรปประจำปี 1977 ไปครอง กลายเป็นนักเตะเดนมาร์กคนแรกที่ได้รับรางวัลนี้ เอาชนะเควิน คีแกนไปด้วยคะแนนเพียง 3 คะแนนเท่านั้น เรื่องราวของกลัดบัคในช่วงเวลานี้จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าความสำเร็จของทีมไม่จำเป็นต้องผูกติดกับโค้ชคนใดคนหนึ่งเสมอไป ตราบใดที่โครงสร้างทีมและผู้เล่นแกนหลักยังคงมั่นคงพอจะรองรับการเปลี่ยนผ่านได้

