โอลิมเปียมิวนิก 1972 สนามใหม่ของบาเยิร์นและนัดชี้ชะตาแชมป์

หลังคาผ้าใบทรงเต็นท์ของสนามโอลิมเปียชตาดิโอนในมิวนิก มองจากมุมสูงพร้อมตึกโอทูทาวเวอร์ด้านหลัง

โอลิมเปียมิวนิก 1972 ไม่ได้เป็นแค่สนามกีฬาที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับมหกรรมโอลิมปิกฤดูร้อนเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของบาเยิร์น มิวนิก ที่ต้องย้ายจากสนามเหย้าเดิมซึ่งจุคนได้ไม่ถึงห้าหมื่นคน ไปสู่สนามใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิมเกือบสองเท่า และแมตช์แรกที่สโมสรลงเล่นในสนามแห่งนี้ก็บังเอิญเป็นนัดที่ตัดสินแชมป์บุนเดสลีกาพอดี

โอลิมเปียมิวนิก 1972 จากกรึนวัลเดอร์สู่สนามโอลิมปิก

เรื่องราวของสนามแห่งนี้ย้อนไปถึงวันที่ 26 เมษายน 1966 เมื่อคณะกรรมการโอลิมปิกสากลลงมติในที่ประชุมสมัยที่ 64 ณ กรุงโรม เลือกเมืองมิวนิกเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกฤดูร้อนปี 1972 โดยเอาชนะเมืองที่เสนอตัวแข่งขันอย่างดีทรอยต์ มาดริด และมอนทรีออล หลังจากนั้นเมืองมิวนิกจึงเริ่มก่อสร้างสวนโอลิมปิกและสนามกีฬาแห่งใหม่ขึ้นบนพื้นที่ที่เคยเป็นเนินเขาซากปรักหักพังจากสงคราม การก่อสร้างสนามเริ่มวางศิลาฤกษ์อย่างเป็นทางการในวันที่ 9 มิถุนายน 1969 และแล้วเสร็จพร้อมเปิดใช้งานในวันที่ 26 พฤษภาคม 1972 ก่อนหน้านี้บาเยิร์นเล่นเกมเหย้าที่สนามกรึนวัลเดอร์ ซึ่งจุผู้ชมได้ราวสี่หมื่นสี่พันสามร้อยคน เมื่อโอลิมเปียชตาดิโอนสร้างเสร็จโดยมีความจุราวเจ็ดหมื่นคน สโมสรจึงตัดสินใจย้ายสนามเหย้าไปยังสถานที่แห่งใหม่ซึ่งใหญ่กว่าเดิมอย่างชัดเจน ระยะเวลาราวสามปีระหว่างวางศิลาฤกษ์กับวันเปิดใช้งานถือว่าไม่นานนักเมื่อเทียบกับขนาดของโครงการที่ต้องสร้างทั้งสนามกีฬาหลัก สระว่ายน้ำ หอคอยโทรทัศน์ และพื้นที่สวนสาธารณะโดยรอบไปพร้อมกัน การที่เมืองมิวนิกต้องเร่งงานก่อสร้างให้ทันกำหนดการแข่งขันในปี 1972 ยังส่งผลให้ทีมออกแบบต้องตัดสินใจเรื่องโครงสร้างและวัสดุอย่างรวดเร็วกว่าโครงการสนามกีฬาทั่วไปในยุคเดียวกัน

หลังคาและพื้นที่ผู้ชมแบบใหม่

หอคอยโบสถ์เฟราเอินเคียร์เชอในมิวนิกยามพลบค่ำ
หอคอยโบสถ์เฟราเอินเคียร์เชอในมิวนิกยามพลบค่ำ สัญลักษณ์ของเมืองที่โอลิมเปียชตาดิโอนตั้งอยู่

สิ่งที่ทำให้โอลิมเปียชตาดิโอนแตกต่างจากสนามฟุตบอลทั่วไปในยุคนั้นคือโครงหลังคาผ้าใบโปร่งแสงที่ขึงด้วยสายเคเบิลเหล็กเป็นแผงต่อเนื่องคลุมอัฒจันทร์ ออกแบบโดยยึดตามแนวคิดของสถาปนิกไฟร โอทโท ผู้วางผังรวมของสวนโอลิมปิกทั้งหมด โครงสร้างลักษณะนี้ถูกใช้ในขนาดใหญ่เป็นครั้งแรกของโลกที่นี่ ทำให้แสงธรรมชาติลอดผ่านลงมาสู่อัฒจันทร์ได้ในเวลากลางวันโดยไม่ต้องพึ่งพาหลังคาทึบแบบเดิม ส่วนพื้นที่ผู้ชมเองก็ถูกออกแบบใหม่ทั้งหมดให้รองรับคนได้มากขึ้นและมีทางเดินกว้างกว่าสนามเก่า อย่างไรก็ตามเพราะสนามแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อรองรับการแข่งขันกรีฑาด้วย จึงมีลู่วิ่งล้อมรอบสนามหญ้า ทำให้ระยะห่างระหว่างอัฒจันทร์กับขอบสนามไกลกว่าสนามฟุตบอลโดยเฉพาะอย่างกรึนวัลเดอร์ที่แฟนบอลนั่งใกล้สนามมากกว่ามาก โครงหลังคาที่ขึงด้วยเสาเหล็กสูงหลายต้นและสายเคเบิลนับพันเส้นยังกลายเป็นภาพจำที่แยกไม่ออกจากสวนโอลิมปิกมิวนิกมาจนถึงทุกวันนี้ ต่างจากอัฒจันทร์แบบหลังคาคอนกรีตทึบที่พบได้ทั่วไปในสนามฟุตบอลยุโรปช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งเน้นความแข็งแรงมากกว่าความโปร่งเบา การเลือกใช้วัสดุโปร่งแสงเช่นนี้ยังช่วยให้ผู้ชมในอัฒจันทร์มองเห็นท้องฟ้าด้านบนได้บางส่วน ต่างจากความรู้สึกอึดอัดของสนามที่มีหลังคาคลุมทึบตลอดแนว

เกมแรกเป็นนัดลุ้นแชมป์

จัตุรัสมาเรียนพลัทซ์ในเมืองมิวนิกจากมุมสูง
จัตุรัสมาเรียนพลัทซ์ใจกลางเมืองมิวนิก เมืองเจ้าภาพโอลิมปิก 1972 และสนามแห่งใหม่ของบาเยิร์น

แมตช์แรกที่บาเยิร์นลงเล่นในโอลิมเปียชตาดิโอนตรงกับวันที่ 28 มิถุนายน 1972 ซึ่งเป็นนัดปิดฤดูกาลบุนเดสลีกา 1971-72 พอดี และเป็นนัดที่ยังไม่มีการตัดสินแชมป์อย่างเป็นทางการก่อนลงสนาม คู่แข่งในวันนั้นคือชาลเก้ 04 ทีมที่ไล่ตามบาเยิร์นมาติดๆ ตลอดฤดูกาล ผลการแข่งขันจบลงด้วยชัยชนะ 5 ต่อ 1 ของบาเยิร์น ซึ่งเพียงพอสำหรับการคว้าแชมป์บุนเดสลีกาในฤดูกาลนั้นไปครอง นั่นหมายความว่าสนามแห่งนี้เปิดตัวในสายตาแฟนบอลบาเยิร์นด้วยภาพจำที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ นั่นคือการได้เห็นทีมของตัวเองคว้าแชมป์ลีกในบ้านใหม่ตั้งแต่นัดแรกที่ลงเล่น แทนที่จะต้องรอสะสมความทรงจำไปทีละนัดเหมือนสนามทั่วไป ก่อนหน้านัดปิดฤดูกาลนี้บาเยิร์นมีคะแนนนำชาลเก้อยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทำให้ผลการแข่งขันนัดนี้มีความหมายมากกว่าการเปิดสนามใหม่ตามธรรมดา เพราะทั้งสองทีมต่างรู้ดีว่าผลการแข่งขันวันนั้นจะเป็นตัวชี้ขาดว่าใครจะได้ครองถ้วยแชมป์ประจำฤดูกาล การที่บาเยิร์นทำได้ดีกว่าคาดด้วยการยิงถึงห้าประตูจึงทำให้ข้อกังขาเรื่องผลการแข่งขันหมดไปตั้งแต่ยังไม่จบเกมด้วยซ้ำ

รายได้วันแข่งกับข้อจำกัดสนามกรีฑา

การย้ายไปสนามที่ความจุมากกว่าเดิมเกือบสองเท่าย่อมหมายถึงโอกาสขายตั๋วได้มากขึ้นในทุกนัดที่มีผู้ชมเต็มความจุ ซึ่งเป็นเหตุผลเชิงธุรกิจที่สมเหตุสมผลสำหรับสโมสรที่กำลังเติบโตอย่างบาเยิร์นในช่วงต้นทศวรรษ 1970 แต่ในอีกด้านหนึ่งการที่สนามต้องรองรับทั้งฟุตบอลและกรีฑาไปพร้อมกันก็สร้างข้อจำกัดที่สนามฟุตบอลโดยเฉพาะไม่ต้องเจอ ลู่วิ่งที่ล้อมรอบสนามหญ้าทำให้แฟนบอลแถวหน้าสุดนั่งห่างจากขอบสนามมากกว่าที่เคยชินจากกรึนวัลเดอร์ บรรยากาศความใกล้ชิดระหว่างอัฒจันทร์กับนักเตะจึงเปลี่ยนไปจากเดิม แม้ตัวเลขผู้ชมรวมต่อนัดจะเพิ่มขึ้นได้จากความจุที่มากกว่า แต่ประสบการณ์ของแฟนบอลที่นั่งขอบสนามกลับห่างไกลจากความรู้สึกเดิมที่เคยได้จากสนามฟุตบอลโดยเฉพาะ ความขัดแย้งเล็กๆ ระหว่างขนาดสนามกับระยะห่างจากสนามแข่งขันนี้เองที่กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดหลายทศวรรษต่อมา จนสโมสรตัดสินใจสร้างสนามฟุตบอลเฉพาะทางแห่งใหม่ในเวลาต่อมาหลายสิบปีให้หลัง เมื่อมองย้อนกลับไปจากจุดเริ่มต้นในปี 1972 การตัดสินใจย้ายสนามครั้งนั้นจึงเป็นทั้งก้าวกระโดดและข้อจำกัดไปพร้อมกัน สโมสรได้สนามที่ใหญ่ขึ้น ทันสมัยขึ้น และมีชื่อเสียงระดับโลกจากการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิก แต่ก็ต้องแลกกับการที่นักเตะและผู้ชมไม่ได้อยู่ใกล้ชิดกันเหมือนสนามฟุตบอลเฉพาะทางอีกต่อไป ข้อเท็จจริงนี้อธิบายได้ว่าทำไมแม้โอลิมเปียชตาดิโอนจะเป็นสถานที่ที่บาเยิร์นใช้เฉลิมฉลองแชมป์มาหลายสมัยติดต่อกันหลังจากนัดเปิดสนามในปี 1972 แต่ความทรงจำเกี่ยวกับบรรยากาศในสนามกลับยังคงถูกนำไปเปรียบเทียบกับกรึนวัลเดอร์อยู่เสมอในหมู่แฟนบอลรุ่นที่เคยผ่านทั้งสองยุคมาด้วยตัวเอง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

24/7 Fun8824/7 JBO