ฤดูกาลลิเวอร์พูล 1986 จบลงด้วยดับเบิลแชมป์ลีกและเอฟเอคัพ แต่สิ่งที่ทำให้ฤดูกาลนี้ถูกเล่าซ้ำจนถึงทุกวันนี้คือคนที่ยิงประตูปิดแชมป์ลีกในนัดสุดท้ายไม่ใช่กองหน้าคนไหน แต่คือเคนนี ดัลกลิช ผู้จัดการทีมที่ยังลงสนามเล่นเองด้วย เป็นสถานการณ์ที่แทบไม่เกิดซ้ำอีกในลีกสูงสุดของอังกฤษนับจากนั้นมา
ผู้เล่นและผู้จัดการทีมในคนเดียวคืออะไร
ฤดูกาล 1985/86 เป็นฤดูกาลแรกที่ดัลกลิชรับตำแหน่งผู้จัดการทีมลิเวอร์พูล ควบคู่ไปกับการยังเป็นผู้เล่นในทีมชุดใหญ่ ซึ่งต่างจากบทบาทผู้จัดการทีมทั่วไปที่หยุดลงเล่นเมื่อขึ้นมาคุมทีม ตลอดฤดูกาลนั้นดัลกลิชลงสนามในดิวิชั่น 1 เป็นตัวจริง 17 นัด และมีสถิติรวมทุกรายการ 31 นัด ทำได้ 3 ประตูในลีก การที่หัวหน้าทีมยังต้องวางแผนเกมและเลือกตัวเองลงสนามไปพร้อมกันทำให้บทบาทนี้ต่างจากการเป็นเพียงผู้จัดการทีมที่ยืนดูข้างสนามอย่างสิ้นเชิง เขาต้องตัดสินใจว่าเมื่อไรควรส่งตัวเองลงเล่นและเมื่อไรควรพักเพื่อรักษาสภาพร่างกายในช่วงโปรแกรมแน่น การตัดสินใจแบบนี้มีน้ำหนักมากกว่าผู้จัดการทีมทั่วไป เพราะทุกครั้งที่เลือกเขียนชื่อตัวเองลงในตัวจริง เขาต้องมั่นใจว่าการตัดสินใจนั้นดีที่สุดสำหรับทีมจริง ๆ ไม่ใช่เพราะตำแหน่งเปิดโอกาสให้ทำเช่นนั้นได้
ทีมไล่ตามจากตรงไหน
คู่แข่งหลักของลิเวอร์พูลฤดูกาลนั้นคือเอฟเวอร์ตัน ทีมร่วมเมืองที่ขึ้นเป็นจ่าฝูงตารางตั้งแต่ปลายเดือนมกราคมและครองตำแหน่งนั้นต่อเนื่องมาจนถึงเดือนเมษายน ก่อนที่ผลงานจะสะดุดในช่วงโค้งสุดท้าย เอฟเวอร์ตันแพ้ลูตัน ทาวน์ 1-2 ในเกมเยือนเมื่อวันที่ 22 มีนาคม และแพ้อ็อกซ์ฟอร์ด ยูไนเต็ด 0-1 ในเกมเยือนเมื่อวันที่ 30 เมษายน สองผลลัพธ์นี้เปิดช่องให้ลิเวอร์พูลไล่ตามขึ้นมาทันในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของฤดูกาล ทั้งที่เอฟเวอร์ตันเก็บชัยชนะได้มากถึง 26 นัดตลอดทั้งฤดูกาล การไล่ตามครั้งนี้จึงไม่ได้เกิดจากทีมนำร่วงลงอย่างรวดเร็ว แต่เป็นการเสียแต้มเพียงไม่กี่นัดในจังหวะที่สำคัญที่สุด
ขณะเดียวกันลิเวอร์พูลเองก็เดินหน้าเก็บชัยชนะรวดในช่วงเดือนเมษายน เริ่มจากการถล่มโคเวนทรี ซิตี้ 5-0 ที่แอนฟิลด์เมื่อวันที่ 12 เมษายน ตามด้วยชนะลูตัน ทาวน์ 1-0 ในเกมเยือนวันที่ 16 เมษายน ชนะเวสต์บรอมวิช อัลเบียน 2-1 ในเกมเยือนวันที่ 19 เมษายน ถล่มเบอร์มิงแฮม ซิตี้ 5-0 ที่บ้านวันที่ 26 เมษายน และปิดท้ายด้วยชัยชนะเหนือเลสเตอร์ ซิตี้ 2-0 ในเกมเยือนวันที่ 30 เมษายน รวมเป็นชัยชนะติดต่อกันห้านัดก่อนถึงนัดตัดสินที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ ตลอดทั้งฤดูกาลลิเวอร์พูลจบด้วยสถิติ 26 ชนะ 10 เสมอ 6 แพ้ จาก 42 นัด ทำประตูได้ 89 ลูก เสีย 37 ลูก ผลต่างประตูได้เสีย +52 ซึ่งเป็นตัวเลขที่มากกว่าเอฟเวอร์ตันที่ทำได้ +46
แชมป์ลีกถูกปิดในนัดใด
นัดตัดสินแชมป์มาถึงในวันที่ 3 พฤษภาคม 1986 ซึ่งเป็นนัดสุดท้ายของฤดูกาล ลิเวอร์พูลต้องออกไปเยือนเชลซีที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ และเป็นดัลกลิชเองที่ยิงประตูเดียวของเกมพาทีมเอาชนะไปได้ 1-0 ผลการแข่งขันนัดนี้ทำให้ลิเวอร์พูลจบฤดูกาลด้วย 88 คะแนน แซงหน้าเอฟเวอร์ตันที่ได้ 86 คะแนนไปเพียง 2 แต้ม พร้อมผลต่างประตูได้เสีย +52 เทียบกับ +46 ของเอฟเวอร์ตัน นั่นหมายความว่าคนที่ยิงประตูปิดแชมป์สมัยที่ 16 ของสโมสรคือผู้จัดการทีมที่ยังสวมเสื้อแข่งลงสนามเองในวันนั้น ไม่ใช่กองหน้าคนอื่นในทีม

นัดชิงเอฟเอคัพจบแบบไหน
เจ็ดวันหลังจากปิดแชมป์ลีก ลิเวอร์พูลต้องเจอกับเอฟเวอร์ตันอีกครั้งในนัดชิงเอฟเอคัพที่สนามเวมบลีย์เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 1986 กลายเป็นนัดชิงถ้วยระดับประเทศครั้งแรกที่ทั้งสองทีมจากเมืองลิเวอร์พูลมาเจอกัน แกรี ลิเนกเกอร์ยิงให้เอฟเวอร์ตันขึ้นนำก่อนในนาทีที่ 27 แต่ลิเวอร์พูลกลับมาไล่ตีเสมอและพลิกเกมได้ในครึ่งหลัง เอียน รัชยิงสองประตูในนาทีที่ 56 และ 83 ส่วนเครก จอห์นสตันยิงแทรกกลางในนาทีที่ 62 ทำให้ลิเวอร์พูลเอาชนะไปได้ 3-1 และคว้าดับเบิลแชมป์ลีกกับเอฟเอคัพในฤดูกาลเดียวกันสำเร็จ นัดนี้มีผู้ชมในสนามเวมบลีย์ราว 98,000 คน เป็นถ้วยเอฟเอคัพสมัยที่สามของลิเวอร์พูลและเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1974 ส่วนจอห์นสตันเองก็กลายเป็นนักเตะชาวออสเตรเลียคนแรกที่ทำประตูได้ในนัดชิงเอฟเอคัพ

ดับเบิลนี้พิเศษกว่าชุดอื่นตรงไหน
สิ่งที่ทำให้ดับเบิลฤดูกาลนี้ถูกพูดถึงต่างจากดับเบิลชุดอื่นของลิเวอร์พูลคือบทบาทของดัลกลิชเอง เขาไม่ได้เป็นเพียงผู้จัดการทีมที่ยืนวางแผนอยู่ข้างสนามในนัดชี้ขาด แต่เป็นคนที่ลงสนามและทำประตูตัดสินด้วยตัวเอง ก่อนจะค่อย ๆ ลดบทบาทผู้เล่นลงในฤดูกาลถัดมา และเลิกเล่นให้ทีมชุดใหญ่อย่างสมบูรณ์ราวห้าปีหลังจากรับตำแหน่งผู้จัดการทีมครั้งแรก ในยุคปัจจุบันที่สโมสรระดับลีกสูงสุดแทบไม่ปล่อยให้ผู้จัดการทีมลงเล่นเองอีกแล้ว เพราะความเข้มข้นของโปรแกรมแข่งขันและความคาดหวังด้านการวางแผนเกมที่สูงขึ้นมาก เหตุการณ์แบบฤดูกาล 1985/86 จึงกลายเป็นภาพแทนของยุคที่เส้นแบ่งระหว่างผู้เล่นกับผู้จัดการทีมยังไม่ชัดเจนเท่าทุกวันนี้ และเป็นเหตุผลที่แฟนบอลรุ่นหลังยังหยิบฤดูกาลนี้ขึ้นมาเล่าเมื่อพูดถึงคำว่าผู้เล่นและผู้จัดการทีมในคนเดียวกัน ดัลกลิชยังคงลงเล่นให้ทีมชุดใหญ่ต่อมาอีกหลายฤดูกาลหลังจากนั้น ก่อนจะเลิกเล่นในทีมชุดใหญ่อย่างสมบูรณ์ราวห้าปีให้หลังจากวันที่รับตำแหน่งผู้จัดการทีมเป็นครั้งแรก ทำให้ฤดูกาล 1985/86 ยังคงเป็นกรณีศึกษาที่ถูกพูดถึงเมื่อวงการฟุตบอลอังกฤษย้อนมองประวัติศาสตร์ของตำแหน่งผู้เล่นและผู้จัดการทีม

