ฟาตัล เวโรนา คือชื่อที่แฟนบอลอิตาลีใช้เรียกบ่ายวันที่ 20 พฤษภาคม 1973 เมื่อเอซี มิลาน ทีมที่นำจ่าฝูงเซเรีย อาอยู่ก่อนนัดสุดท้าย ต้องพ่ายแพ้จนเสียแชมป์ให้ยูเวนตุสภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง เรื่องราวของวันนั้นไม่ได้มีแค่ผลการแข่งขันนัดเดียว แต่เป็นการประกบกันของหลายเหตุการณ์ในสามสนามพร้อมกัน จนกลายเป็นหนึ่งในวันตัดสินแชมป์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดวันหนึ่งของฟุตบอลอิตาลี
ก่อนนัดสุดท้ายตารางคะแนนเป็นอย่างไร
ก่อนนัดสุดท้ายของฤดูกาล 1972-73 เอซี มิลาน เป็นจ่าฝูงด้วยคะแนน 44 แต้ม ตามมาด้วยยูเวนตุสและลาซิโอที่มีคะแนนเท่ากันคือ 43 แต้ม นั่นหมายความว่ามิลานต้องการเพียงผลเสมอในนัดสุดท้ายก็เพียงพอที่จะคว้าแชมป์ไปครอง ขณะที่ยูเวนตุสและลาซิโอต่างต้องการชัยชนะพร้อมกับการสะดุดของมิลานเท่านั้นจึงจะมีโอกาสแซงขึ้นเป็นแชมป์ได้
สถานการณ์เช่นนี้ทำให้นัดสุดท้ายของฤดูกาลกลายเป็นบ่ายวันอาทิตย์ที่มีสามสนามต้องจับตาพร้อมกัน เพราะผลของทีมใดทีมหนึ่งเพียงทีมเดียวไม่สามารถตัดสินแชมป์ได้ทันที ต้องรอดูผลของอีกสองสนามประกอบกันด้วย
ด้วยระบบให้ 2 คะแนนต่อการชนะที่ใช้กันในยุคนั้น ผลเสมอจึงมีค่าทางคะแนนสูงกว่าที่คนดูฟุตบอลยุคปัจจุบันจะคุ้นเคย มิลานจึงมองว่าการเดินทางไปเยือนทีมกลางตารางอย่างเวโรนาไม่ใช่ภารกิจที่ยากเกินไปนัก เพียงแค่ประคองเกมให้เสมอกันไว้ก็เพียงพอสำหรับการปิดฉากฤดูกาลด้วยตำแหน่งแชมป์
เกิดอะไรขึ้นที่เวโรนา
ในบ่ายวันที่ 20 พฤษภาคม 1973 เอลลาส เวโรนา ทีมกลางตารางที่ไม่มีอะไรต้องเสีย เปิดบ้านต้อนรับเอซี มิลาน ที่สนามเบนเตโกดี ผลปรากฏว่าเวโรนาเป็นฝ่ายเอาชนะไปได้ถึง 5-3 ทั้งที่มิลานต้องการเพียงผลเสมอเพื่อคว้าแชมป์ นี่คือผลการแข่งขันที่ไม่มีใครในค่ายมิลานคาดคิดว่าจะเกิดขึ้น เพราะเจ้าบ้านไม่ได้มีแรงจูงใจด้านตารางคะแนนเลยในวันนั้น

การเสียประตูมากถึงสามลูกในเกมเดียวสะท้อนว่าแนวรับของมิลานมีปัญหาตลอดทั้งเกม ไม่ใช่แค่การเสียจังหวะหลุดในช่วงท้ายเกมแบบที่มักเกิดขึ้นกับทีมที่นำอยู่แล้วถูกไล่ตีเสมอ ความพ่ายแพ้ครั้งนี้จึงเป็นภาพที่ชัดเจนว่าทีมหมดสภาพทั้งด้านร่างกายและจิตใจไปพร้อมกัน
อีกสองสนามจบลงอย่างไร
ขณะที่เกมที่เวโรนากำลังพลิกโผ ยูเวนตุสก็เปิดบ้านพบกับโรมาในเวลาเดียวกัน ทีมเจ้าบ้านตามหลังในช่วงหนึ่งของเกมก่อนจะกลับมายิงได้สองประตูในครึ่งหลัง โดยประตูชัยเป็นผลงานของคุกคูเรดดูที่ซัดเข้าไปในช่วงนาทีสุดท้ายเพียงสามนาทีก่อนหมดเวลาการแข่งขัน ทำให้ยูเวนตุสพลิกกลับมาเอาชนะได้สำเร็จในจังหวะที่กดดันที่สุดของฤดูกาล
ส่วนสนามที่สาม ลาซิโอที่ยังมีลุ้นแชมป์อยู่เช่นกัน กลับเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ให้กับนาโปลีในวันเดียวกัน ผลที่ออกมาจากสามสนามพร้อมกันจึงกลายเป็นการปิดฉากที่สมบูรณ์แบบสำหรับยูเวนตุส เพราะทั้งคู่แข่งที่นำอยู่และคู่แข่งที่ตามมาติดๆ ต่างแพ้พร้อมกันในบ่ายเดียว
ความน่าทึ่งของชัยชนะนัดนี้อยู่ที่จังหวะเวลา หากยูเวนตุสไม่สามารถยิงประตูชัยได้ในนาทีที่เหลืออีกเพียงสามนาที ผลเสมอหรือแพ้ในนัดนั้นอาจเปลี่ยนโฉมหน้าของทั้งฤดูกาลไปอีกแบบทันที นี่คือเหตุผลที่แฟนบอลยูเวนตุสยุคนั้นจดจำนัดพบโรมาในบ่ายวันนั้นควบคู่ไปกับข่าวผลการแข่งขันที่เวโรนาเสมอมา
ภาระเกมถ้วยยุโรปมีผลแค่ไหน
สี่วันก่อนหน้านัดชี้ชะตาลีก เอซี มิลาน เพิ่งเดินทางไปคว้าแชมป์ยูโรเปียนคัพวินเนอร์สคัพมาครองด้วยชัยชนะ 1-0 เหนือลีดส์ ยูไนเต็ด ที่สนามคาฟตันโซกลิโอ เมืองเทสซาโลนิกี ประเทศกรีซ เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 1973 โดยลูเซียโน เคียรูจิเป็นผู้ทำประตูชัยตั้งแต่นาทีที่ 5
การคว้าแชมป์ยุโรปเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ แต่ก็มาพร้อมกับต้นทุนด้านร่างกายที่มองไม่เห็นในตอนนั้น นักเตะต้องเดินทางไปแข่งในต่างประเทศ ใช้พลังงานเต็มที่ในเกมชิงถ้วยยุโรป แล้วต้องกลับมาลงเล่นเกมลีกที่ตึงเครียดไม่แพ้กันภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ สภาพเช่นนี้เป็นปัจจัยหนึ่งที่หลายฝ่ายมองว่ามีส่วนทำให้ทีมไม่สามารถรักษาความเข้มข้นได้ตลอดทั้งเกมที่เวโรนา
ทำไมคำว่าฟาตัล เวโรนาถึงยังถูกใช้จนถึงวันนี้
ผลจากบ่ายวันนั้นทำให้ตารางคะแนนสุดท้ายของฤดูกาล 1972-73 จบลงด้วยยูเวนตุสเป็นแชมป์ด้วยคะแนน 45 แต้ม ตามมาด้วยเอซี มิลานที่ได้ 44 แต้ม และลาซิโอที่ได้ 43 แต้มในอันดับสาม ช่องว่างเพียงแต้มเดียวระหว่างแชมป์กับรองแชมป์คือสิ่งที่ทำให้ความพ่ายแพ้ที่เวโรนากลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ชัดเจนของทั้งฤดูกาล นับเป็นแชมป์เซเรีย อาสมัยที่ 15 ของยูเวนตุส

คำว่าฟาตัล เวโรนาจึงถูกสื่ออิตาลีนำมาใช้ซ้ำทุกครั้งที่มีเหตุการณ์คล้ายกันเกิดขึ้น นั่นคือทีมที่นำอยู่ต้องมาสะดุดในนัดสุดท้ายของฤดูกาลจนเสียแชมป์ไปอย่างไม่คาดคิด เพราะเหตุการณ์ในปี 1973 ได้กลายเป็นภาพจำที่ทรงพลังที่สุดภาพหนึ่งของวงการฟุตบอลอิตาลี เป็นเครื่องเตือนใจว่าแชมป์ไม่ได้ตัดสินกันจนกว่าจะหมดเวลาการแข่งขันจริง ๆ และไม่มีทีมใดปลอดภัยจนกว่าเสียงนกหวีดหมดเกมจะดังขึ้น
สำหรับแฟนบอลที่ติดตามเซเรีย อามาอย่างยาวนาน วันที่ 20 พฤษภาคม 1973 จึงไม่ใช่แค่บันทึกผลการแข่งขันธรรมดา แต่เป็นตัวอย่างคลาสสิกของคำว่าฟุตบอลไม่แน่นอน ทีมที่ดูเหมือนจะกำมือแชมป์ไว้แล้วก่อนเปิดเกม สามารถเสียทุกอย่างไปได้ภายในเวลาไม่ถึงสองชั่วโมง ขณะที่ทีมที่ต้องรอลุ้นผลจากสนามอื่นกลับกลายเป็นฝ่ายได้ประโยชน์สูงสุดจากความผันผวนของบ่ายวันนั้น

