ยูเวนตุส อินเตอร์ 9-1 คือสกอร์ที่หลายคนงงเมื่อเห็นครั้งแรก เพราะดาร์บี้ ดิตาเลียปกติไม่ใช่คู่ที่ห่างกันขนาดนี้ แต่ตัวเลขนี้ไม่ได้เกิดจากฟอร์มที่ต่างกันสุดขั้วในสนาม มันคือผลพวงของเกมที่ถูกยุติกลางคัน คำตัดสินสองชั้นจากองค์กรฟุตบอล และการประท้วงของสโมสรหนึ่งที่ตัดสินใจส่งทีมเยาวชนลงเตะแทนผู้เล่นชุดใหญ่ในเกมที่ต้องแข่งใหม่ เรื่องราวทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในปี 1961 และกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คู่นี้กลายเป็นคู่ปรับตัวจริงของวงการฟุตบอลอิตาลีมาจนถึงทุกวันนี้
เกมแรกเกิดอะไรขึ้นจนต้องยุติการแข่งขัน
วันที่ 16 เมษายน 1961 ยูเวนตุสพบกับอินเตอร์ในนัดที่สกอร์ยังเป็น 0 ต่อ 0 จนถึงนาทีที่ 32 ก่อนที่การแข่งขันจะต้องยุติกลางคัน สาเหตุมาจากผู้ชมที่แน่นสนามเกินความจุ มีรายงานว่ามีผู้ชมมากกว่า 61,000 คนเบียดเสียดอยู่ในสนาม จนบางส่วนปีนป่ายเข้ามาในพื้นที่ริมสนามเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเบียดจนอันตราย ผู้ตัดสินตัดสินใจสั่งยุติเกมกลางคันเพื่อความปลอดภัยของทุกฝ่าย ก่อนหน้านั้นเกมดำเนินไปอย่างสูสีโดยยังไม่มีทีมใดทำประตูได้เลย ทำให้ไม่มีใครคาดคิดว่าเกมจะต้องจบลงกลางคันด้วยเหตุผลที่ไม่เกี่ยวกับผลการแข่งขันในสนามเลย

เหตุการณ์แบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกในยุคที่สนามฟุตบอลอิตาลียังใช้อัฒจันทร์ยืนเป็นหลักและมาตรการควบคุมฝูงชนยังไม่รัดกุมเท่าที่ควร แต่การที่เกมระดับดาร์บี้ ดิตาเลียต้องยุติกลางคันด้วยเหตุผลนี้ก็สร้างความวุ่นวายให้กับทั้งสองสโมสรไม่น้อย เพราะไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่าผลการแข่งขันจะถูกตัดสินอย่างไรต่อจากนี้ ความสนใจของสื่อมวลชนอิตาลีในช่วงหลายสัปดาห์ต่อมาจึงมุ่งไปที่คำถามว่าใครควรเป็นฝ่ายได้แต้มจากเกมที่แข่งไม่จบนัดนี้
คำตัดสินแรกกับคำตัดสินหลังอุทธรณ์ต่างกันอย่างไร
วันที่ 26 เมษายน 1961 ผู้ตัดสินกีฬาของสหพันธ์ฟุตบอลอิตาลีตัดสินให้ยูเวนตุสแพ้ไปโดยปริยายด้วยสกอร์ 0 ต่อ 2 เท่ากับมอบชัยชนะในเกมนี้ให้กับอินเตอร์ ฝั่งยูเวนตุสไม่พอใจกับคำตัดสินนี้และยื่นอุทธรณ์ทันที จนกระทั่งวันที่ 3 มิถุนายน 1961 องค์กรอุทธรณ์ของวงการฟุตบอลอิตาลีกลับคำตัดสินเดิม โดยสั่งให้ทั้งสองทีมกลับมาแข่งขันนัดนี้ใหม่ทั้งหมด แทนที่จะยึดผลตามคำตัดสินครั้งแรก
การกลับคำตัดสินครั้งนี้สร้างความไม่พอใจให้กับฝั่งอินเตอร์อย่างมาก เพราะพวกเขามองว่าตนเองเสียเปรียบจากการที่ผลการแข่งขันที่เคยได้มาต้องถูกยกเลิกไปทั้งหมด ประธานสโมสรอินเตอร์ในเวลานั้นถึงกับออกมาวิพากษ์วิจารณ์กระบวนการตัดสินอย่างรุนแรง โดยมองว่าองค์กรกลางเอนเอียงไปในทางที่เอื้อประโยชน์ให้กับยูเวนตุสมากกว่า ความไม่พอใจนี้เองที่นำไปสู่การตัดสินใจครั้งสำคัญในนัดแข่งใหม่
ทำไมอินเตอร์ถึงส่งผู้เล่นชุดเยาวชนลงเตะ
เพื่อแสดงการประท้วงต่อคำตัดสินที่พวกเขามองว่าไม่เป็นธรรม ฝ่ายบริหารของอินเตอร์ตัดสินใจส่งผู้เล่นชุดเยาวชนลงเล่นในนัดแข่งใหม่แทนที่จะส่งผู้เล่นชุดใหญ่ตามปกติ เป็นการส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่าสโมสรไม่เห็นด้วยกับกระบวนการตัดสินของสหพันธ์ แม้จะรู้อยู่แล้วว่าการทำเช่นนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะแพ้เกมอย่างขาดลอย
การตัดสินใจนี้สะท้อนถึงความขัดแย้งที่ลึกกว่าแค่เรื่องในสนาม เพราะเป็นการแสดงจุดยืนทางการเมืองภายในวงการฟุตบอลอิตาลีด้วย ผู้บริหารของอินเตอร์ในเวลานั้นมองว่าการตัดสินใจขององค์กรกลางเอื้อประโยชน์ให้กับยูเวนตุสมากกว่าที่ควรจะเป็น การส่งทีมเยาวชนลงเล่นจึงเปรียบเสมือนคำแถลงที่ดังกว่าคำพูดใด ๆ ว่าสโมสรจะไม่ยอมรับผลที่เกิดจากกระบวนการที่พวกเขามองว่าไม่เป็นธรรม แม้ต้องแลกด้วยความปราชัยที่คาดเดาได้ล่วงหน้า
เกมแข่งใหม่จบอย่างไรและใครยิงบ้าง
นัดแข่งใหม่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 1961 และจบลงด้วยชัยชนะของยูเวนตุสถึง 9 ต่อ 1 โดยโอมาร์ ซิโวรี กองหน้าดาวเด่นของยูเวนตุสยิงไปคนเดียวถึง 6 ประตูในเกมนี้ ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่เขาคว้ารางวัลบัลลงดอร์ไปครอง ส่วนประตูเดียวของอินเตอร์เป็นผลงานของซานโดร มัซโซลา จากลูกจุดโทษ สกอร์ที่ห่างกันขนาดนี้เป็นผลโดยตรงจากการที่อินเตอร์ส่งผู้เล่นเยาวชนลงเล่นแทนผู้เล่นชุดใหญ่ตามที่ตั้งใจไว้

ฤดูกาลนั้นยูเวนตุสจบด้วยการคว้าแชมป์เซเรีย อาเป็นสมัยที่ 12 ของสโมสร แม้ผลเกมนี้จะไม่ใช่ตัวตัดสินแชมป์โดยตรง แต่ก็เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่ถูกจดจำมากที่สุดของฤดูกาลนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย สำหรับซิโวรี การยิงหกประตูในนัดเดียวยังกลายเป็นหนึ่งในผลงานที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในอาชีพค้าแข้งของเขาด้วย
เหตุการณ์นี้ทิ้งอะไรไว้กับคู่แข่งขันคู่นี้
เหตุการณ์ปี 1961 กลายเป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างยูเวนตุสกับอินเตอร์เข้มข้นขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา ไม่ใช่แค่เรื่องผลการแข่งขันในสนาม แต่ยังรวมถึงความรู้สึกว่าถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมจากองค์กรกลางด้วย ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ดาร์บี้ ดิตาเลียจึงไม่ได้เป็นเพียงคู่แข่งขันที่ห่างไกลกันทางภูมิศาสตร์เท่านั้น แต่ยังมีเรื่องราวความบาดหมางนอกสนามเป็นส่วนประกอบสำคัญด้วย
สำหรับแฟนบอลไทยที่ติดตามคู่นี้ในยุคปัจจุบัน เรื่องราวของสกอร์ 9 ต่อ 1 ในปี 1961 มักถูกหยิบยกมาเล่าทุกครั้งที่มีการพูดถึงความบาดหมางระหว่างสองสโมสร เพราะมันเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าความเป็นคู่ปรับในวงการฟุตบอลบางครั้งก็ไม่ได้เริ่มต้นจากในสนามเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากคำตัดสินนอกสนามที่ทั้งสองฝ่ายมองต่างมุมกันอย่างสิ้นเชิง จนกลายเป็นความทรงจำร่วมที่ทั้งสองฝั่งแฟนบอลต่างจดจำไปคนละมุมมาจนถึงทุกวันนี้

