สนามซาน เปาโล 1959 จากสนามเก้าหมื่นที่นั่งสู่บ้านของนาโปลีในชื่อใหม่

ด้านนอกสนามดิเอโก อาร์มันโด มาราโดนาในเมืองเนเปิลส์ มองจากลานจอดรถด้านหน้า

สนามซาน เปาโล คือสนามเหย้าเดิมของนาโปลีที่เปิดใช้งานมาตั้งแต่ปี 1959 ผ่านการเปลี่ยนแปลงมาแล้วหลายครั้ง ทั้งเรื่องความจุที่นั่ง โครงสร้างหลังคา และแม้แต่ชื่อสนามเองก็ยังถูกเปลี่ยนมาแล้วสองครั้งจนมีชื่อรวมทั้งหมดสามชื่อตลอดประวัติศาสตร์กว่าหกสิบปี วันนี้สนามแห่งนี้รู้จักกันในชื่อสตาดิโอ ดิเอโก อาร์มันโด มาราโดนา แต่ร่องรอยของยุคสนามซาน เปาโล ยังคงถูกพูดถึงทุกครั้งที่แฟนบอลย้อนความหลังถึงบ้านของทีมสีฟ้าขาว

สนามเปิดใช้วันไหนและนัดแรกเจอใคร

สนามแห่งนี้เปิดใช้งานอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 1959 ในชื่อแรกว่าสตาดิโอ เดล โซเล หรือสนามแห่งดวงอาทิตย์ นัดเปิดสนามนาโปลีเป็นฝ่ายเอาชนะยูเวนตุสไปได้ 2 ต่อ 1 ถือเป็นการเริ่มต้นที่สวยงามสำหรับสนามที่จะกลายเป็นบ้านของสโมสรไปอีกหลายทศวรรษ การเลือกคู่แข่งอย่างยูเวนตุสในนัดเปิดสนามยังสะท้อนถึงสถานะของนาโปลีในวงการฟุตบอลอิตาลีช่วงปลายทศวรรษ 1950 ที่เริ่มมีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ

สนามตั้งอยู่ในย่านฟูโอริกรอตตาทางฝั่งตะวันตกของเมืองเนเปิลส์ ห่างจากใจกลางเมืองเก่าพอสมควร การเลือกที่ตั้งบริเวณนี้ในยุคนั้นเปิดทางให้สนามมีพื้นที่กว้างขวางเพียงพอสำหรับสร้างอัฒจันทร์ขนาดใหญ่ที่รองรับผู้ชมจำนวนมากได้ตั้งแต่วันแรก ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับสโมสรที่กำลังเติบโตในเวลานั้น

ทำไมสนามถึงเคยจุคนได้เกือบเก้าหมื่น

ในช่วงแรกของการก่อสร้าง สนามถูกออกแบบให้รองรับผู้ชมได้ประมาณ 90,000 คน โดยส่วนใหญ่เป็นอัฒจันทร์แบบยืน ซึ่งเป็นรูปแบบมาตรฐานของสนามฟุตบอลขนาดใหญ่ในยุโรปช่วงกลางศตวรรษที่ 20 การที่ไม่มีเก้าอี้แยกที่นั่งชัดเจนทำให้สามารถอัดผู้ชมเข้าไปในพื้นที่เดียวกันได้มากกว่าสนามที่นั่งทั้งหมดในยุคปัจจุบันหลายเท่าตัว ความจุระดับนี้ทำให้สนามซาน เปาโล กลายเป็นหนึ่งในสนามที่ใหญ่ที่สุดของอิตาลีในยุคนั้น เทียบเท่าหรือมากกว่าสนามเหย้าของสโมสรใหญ่อย่างมิลานหรือยูเวนตุสในบางช่วงเวลา

อย่างไรก็ตาม มาตรฐานความปลอดภัยของอัฒจันทร์ยืนแบบนี้เริ่มถูกตั้งคำถามมากขึ้นเรื่อย ๆ ในเวลาต่อมา โดยเฉพาะหลังเกิดเหตุการณ์เบียดเสียดในสนามฟุตบอลหลายแห่งทั่วยุโรปช่วงปลายศตวรรษที่ 20 กลายเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้สนามฟุตบอลทั่วอิตาลีต้องปรับปรุงโครงสร้างครั้งใหญ่ในเวลาต่อมา เพื่อยกระดับความปลอดภัยของผู้ชมให้ได้มาตรฐานสากล

การปรับปรุงก่อนฟุตบอลโลก 1990 เปลี่ยนอะไรบ้าง

ก่อนการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก 1990 สนามซาน เปาโล ได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ โดยเปลี่ยนอัฒจันทร์ยืนทั้งหมดให้กลายเป็นที่นั่งแบบเก้าอี้ ทำให้ความจุลดลงเหลือประมาณ 76,000 ที่นั่ง มีการปรับความชันของอัฒจันทร์ชั้นล่างให้มองเห็นสนามได้ชัดเจนขึ้น สร้างห้องแต่งตัวใหม่ใต้ลู่วิ่ง เพิ่มที่จอดรถใต้ดิน และติดตั้งหลังคาโปร่งแสงที่รองรับด้วยเสาเหล็กรูปตัวแอลจำนวนยี่สิบแปดต้น ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ของสนามมาจนถึงทุกวันนี้

โครงหลังคาและอัฒจันทร์คอนกรีตทรงโค้งของสนามดิเอโก อาร์มันโด มาราโดนา มองจากลานด้านนอก
โครงหลังคาและอัฒจันทร์ทรงโค้งของสนามดิเอโก อาร์มันโด มาราโดนา มองจากด้านนอก

การปรับปรุงครั้งนั้นเปลี่ยนสนามจากอัฒจันทร์ยืนขนาดมหึมาให้กลายเป็นสนามที่นั่งทันสมัยตามมาตรฐานสากล แม้ความจุจะลดลงไปมาก แต่ความปลอดภัยและความสะดวกสบายของผู้ชมกลับดีขึ้นอย่างชัดเจน หลังคาโปร่งแสงที่ติดตั้งในครั้งนั้นยังกลายเป็นจุดสังเกตที่ทำให้จำสนามแห่งนี้ได้ง่ายเมื่อเทียบกับสนามอื่นในอิตาลี

สนามเปลี่ยนชื่อกี่ครั้งและเพราะอะไร

ตลอดประวัติศาสตร์ สนามแห่งนี้มีชื่อมาแล้วทั้งหมดสามชื่อ เริ่มจากสตาดิโอ เดล โซเล ระหว่างปี 1959 ถึง 1963 ก่อนเปลี่ยนเป็นสนามซาน เปาโล ตามชื่อนักบุญเปาโลระหว่างปี 1963 ถึง 2020 และเปลี่ยนอีกครั้งเป็นสตาดิโอ ดิเอโก อาร์มันโด มาราโดนา ตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2020 เป็นต้นมา เพื่อเป็นเกียรติแก่ตำนานนักเตะที่เคยสร้างความรุ่งโรจน์ให้นาโปลีในทศวรรษ 1980 หลังการเสียชีวิตของเขาในปีเดียวกัน กล่าวได้ว่าสนามผ่านการเปลี่ยนชื่ออย่างเป็นทางการมาแล้วสองครั้ง จนมีชื่อเรียกต่างกันรวมสามชื่อตลอดหกสิบกว่าปีที่ผ่านมา

ทิวทัศน์เมืองเนเปิลส์และอ่าวเนเปิลส์ยามเย็น มีภูเขาไฟวิสุเวียสอยู่เบื้องหลัง
อ่าวเนเปิลส์และภูเขาไฟวิสุเวียสมองจากมุมสูงของเมือง

ชื่อสนามซาน เปาโล จึงเป็นชื่อที่ใช้ยาวนานที่สุดในบรรดาสามชื่อ ยาวนานถึง 57 ปี และเป็นชื่อที่แฟนบอลรุ่นเก่าคุ้นเคยมากที่สุด แม้ปัจจุบันชื่อทางการจะเปลี่ยนไปแล้วก็ตาม สื่อและแฟนบอลจำนวนไม่น้อยยังคงเรียกสนามแห่งนี้ด้วยชื่อเดิมติดปากอยู่บ้างในบทสนทนาทั่วไป

สนามที่เทศบาลเป็นเจ้าของมีข้อจำกัดอะไร

สนามแห่งนี้เป็นทรัพย์สินของเทศบาลเมืองเนเปิลส์มาโดยตลอด ไม่ใช่ทรัพย์สินของสโมสรนาโปลีเอง โดยสโมสรต้องจ่ายค่าเช่าให้กับเทศบาลเพื่อใช้เป็นสนามเหย้า โครงสร้างความเป็นเจ้าของแบบนี้ทำให้การตัดสินใจปรับปรุงสนามครั้งใหญ่ต้องผ่านกระบวนการของหน่วยงานรัฐ ซึ่งมักใช้เวลานานกว่าสนามที่สโมสรเป็นเจ้าของเอง เพราะต้องผ่านการอนุมัติงบประมาณและขั้นตอนราชการหลายชั้น

ตัวอย่างที่เห็นชัดคือการปรับปรุงช่วงปี 2018 ถึง 2019 มูลค่าราว 20 ล้านยูโร เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยโลกฤดูร้อนปี 2019 ที่เนเปิลส์เป็นเจ้าภาพ งานปรับปรุงครั้งนั้นครอบคลุมการเปลี่ยนห้องแต่งตัวและพื้นที่สื่อมวลชนให้ทันสมัยขึ้น เปลี่ยนที่นั่งเก่าเป็นรุ่นใหม่ที่กว้างกว่าเดิม ติดตั้งจอภาพขนาดใหญ่ ปรับปรุงระบบแสงสว่าง และเปลี่ยนราวกันตกจากโลหะเป็นกระจกใส แม้จะเป็นงานปรับปรุงที่จำเป็น แต่ก็ใช้เวลาเตรียมการนานพอสมควรก่อนจะได้รับอนุมัติงบประมาณจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สะท้อนให้เห็นข้อจำกัดของสนามที่มีเจ้าของเป็นภาครัฐได้เป็นอย่างดี สำหรับแฟนบอลที่คุ้นเคยกับสนามที่สโมสรเป็นเจ้าของเองในลีกอื่น ความล่าช้าแบบนี้อาจดูแปลกตา แต่เป็นเรื่องปกติของสนามฟุตบอลหลายแห่งในอิตาลีที่ยังคงเป็นทรัพย์สินของเทศบาลมาตั้งแต่ยุคก่อสร้างครั้งแรกจนถึงปัจจุบัน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

24/7 Fun8824/7 JBO