จานนี ริเวรา คือชื่อที่ต้องพูดถึงทุกครั้งที่วงการฟุตบอลอิตาลีย้อนกลับไปหาตำนานหมายเลขสิบในยุคที่เกมรับครองความยิ่งใหญ่ทั่วเซเรีย อา เพราะเขาคือกองกลางของมิลานที่คว้ารางวัลบัลลงดอร์ในปี 1969 และกลายเป็นนักฟุตบอลที่เกิดในอิตาลีคนแรกที่ได้รางวัลนี้มาครอง ชื่อของเขายังคงถูกยกมาเปรียบเทียบทุกครั้งที่มีการพูดถึงผู้เล่นสร้างสรรค์ของอิตาลีในยุคก่อน เพราะเขาคือตัวแทนของสไตล์การเล่นที่ใช้สมองนำหน้าพละกำลังในสนามที่เต็มไปด้วยเกมรับสุดเข้มข้น
เขาได้รางวัลบัลลงดอร์ปีไหนและสถิติในลีกเป็นอย่างไร
จานนี ริเวรา คว้าบัลลงดอร์ในปี 1969 ซึ่งเป็นช่วงที่เขาอยู่ในวัยหนุ่มแต่มีประสบการณ์ในสนามระดับสูงสุดของอิตาลีมาแล้วหลายฤดูกาล ตลอดอาชีพค้าแข้งในเซเรีย อา เขาลงเล่นทั้งหมด 527 นัด ทำประตูได้ 128 ลูกในระยะเวลา 20 ฤดูกาล ทำให้เขาเป็นผู้เล่นที่ลงสนามมากเป็นอันดับ 11 ในประวัติศาสตร์ลีก และยังครองสถิติเป็นกองกลางที่ทำประตูสูงสุดตลอดกาลของเซเรีย อาอีกด้วย เฉพาะกับสโมสรมิลานเพียงทีมเดียว เขาลงเล่นในลีกไปทั้งหมด 501 นัดและทำได้ 122 ประตู ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความสม่ำเสมอที่หาได้ยากสำหรับผู้เล่นในตำแหน่งกองกลางตัวรุกในยุคที่การันฟาวล์และการเข้าปะทะหนักหน่วงเป็นเรื่องปกติของสนาม การรักษาความสม่ำเสมอในระดับนี้ตลอดสองทศวรรษเต็มยังทำให้ชื่อของเขาติดอยู่ในการจัดอันดับผู้เล่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอิตาลีแทบทุกครั้งที่มีการรวบรวมรายชื่อในลักษณะนี้
ทำไมถึงบอกว่าเขาเป็นชาวอิตาลีโดยกำเนิดคนแรกที่ได้รางวัลนี้
ก่อนหน้าริเวรา เคยมีนักฟุตบอลสัญชาติอิตาลีคว้าบัลลงดอร์มาแล้วครั้งหนึ่งในปี 1961 คือโอมาร์ ซีวอรี แต่ซีวอรีเป็นชาวอาร์เจนตินาโดยกำเนิดที่ภายหลังแปลงสัญชาติมาเป็นอิตาลี ริเวราจึงกลายเป็นนักเตะอิตาลีคนที่สองที่ได้รางวัลนี้ แต่เป็นคนแรกที่เกิดในอิตาลีจริง ๆ ความแตกต่างเล็กน้อยนี้เองที่ทำให้ชื่อของริเวรามีความหมายพิเศษต่อวงการฟุตบอลอิตาลีมากกว่าปกติ เพราะเป็นเครื่องยืนยันว่าระบบพัฒนานักเตะภายในประเทศสามารถผลิตผู้เล่นระดับโลกได้จริง ไม่ต้องพึ่งพาผู้เล่นที่มีรากเหง้าจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียว สำหรับแฟนบอลอิตาลีในยุคนั้น การมีนักเตะที่เติบโตมาในระบบเยาวชนของประเทศตัวเองแล้วก้าวขึ้นไปเป็นผู้เล่นระดับโลกได้สำเร็จ ถือเป็นความภาคภูมิใจที่ต่างไปจากการได้เห็นผู้เล่นต่างชาติมาสร้างผลงานให้ทีมโดยตรง
บทบาทหมายเลขสิบในอิตาลียุคนั้นทำหน้าที่อะไร
ในสนาม ริเวราไม่ได้ยึดติดกับตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งตายตัว บางเกมเขาถอยลงมาเป็นตัวเชื่อมเกมในแดนกลาง บางเกมขยับขึ้นไปเล่นเป็นตัวรุกกลางในบทบาทที่ชาวอิตาลีเรียกว่าเมซซาลา แต่บทบาทที่พบเห็นบ่อยที่สุดคือการเล่นเป็นหมายเลขสิบคลาสสิกที่ยืนอยู่หลังกองหน้า คอยรับบอลและจ่ายบอลให้เพื่อนร่วมทีมทำประตู การเล่นแบบอิสระไม่ยึดตำแหน่งตายตัวเช่นนี้ต้องอาศัยทั้งวิสัยทัศน์ในการอ่านเกมและความสามารถในการควบคุมจังหวะของทีมทั้งหมด ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ไม่ใช่ผู้เล่นทุกคนจะมีติดตัวมาตั้งแต่เริ่มต้นอาชีพ โค้ชที่คุมทีมในยุคนั้นมักให้อิสระกับริเวรามากกว่าผู้เล่นตำแหน่งอื่น เพราะเข้าใจว่าความคิดสร้างสรรค์ของเขาคือกุญแจสำคัญที่ทำให้ทีมมีทางเลือกในเกมรุกมากกว่าการอาศัยเพียงจังหวะสวนกลับตามแบบฉบับทั่วไปของยุคนั้น

เขาเล่นในทีมที่เน้นเกมรับได้อย่างไร
สิ่งที่น่าสนใจคือริเวราเล่นในยุคที่ฟุตบอลอิตาลีทั้งลีกให้ความสำคัญกับเกมรับแบบกาเตนัชโชเป็นหลัก ทีมส่วนใหญ่เน้นความมั่นคงในแนวหลังมากกว่าความหวือหวาในเกมรุก แต่ริเวรากลับสามารถอยู่รอดและกลายเป็นดาวเด่นของทีมได้ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ เพราะบทบาทหมายเลขสิบของเขาถูกออกแบบมาให้ทำงานร่วมกับระบบเกมรับที่แน่นหนาได้อย่างลงตัว เมื่อทีมตั้งรับแล้วสามารถแย่งบอลคืนมาได้ ริเวราก็จะเป็นคนที่รับบอลมาจากแดนกลางเพื่อจัดการเกมสวนกลับให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด การมีผู้เล่นสร้างสรรค์แบบนี้อยู่ในทีมที่เน้นเกมรับจึงเป็นส่วนผสมที่ทำให้มิลานประสบความสำเร็จทั้งในประเทศและเวทียุโรปได้พร้อมกัน หลายคนในวงการมองว่าริเวราคือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดว่าเกมรับที่แน่นหนากับเกมรุกที่สร้างสรรค์ไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกันเสมอไป ตราบใดที่ทีมรู้จักจัดวางบทบาทของผู้เล่นแต่ละคนให้เหมาะสมกับระบบโดยรวม
เขาทิ้งอะไรไว้ให้ฟุตบอลอิตาลี
ตลอดการค้าแข้งกับมิลาน ริเวราคว้าแชมป์ยูโรเปียนคัพมาได้สองสมัยในปี 1963 และ 1969 พร้อมกับแชมป์เซเรีย อาอีกสามสมัยและโกปปา อีตาเลียอีกสี่สมัย เขาได้รับเกียรติให้เป็นกัปตันทีมตั้งแต่ปี 1966 ตอนอายุเพียง 23 ปี และรั้งตำแหน่งนี้ยาวนานถึง 12 จาก 19 ฤดูกาลที่อยู่กับสโมสร มรดกที่ริเวราทิ้งไว้ไม่ได้มีแค่ถ้วยรางวัลหรือสถิติตัวเลข แต่คือภาพจำของผู้เล่นสร้างสรรค์ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าแม้ในยุคที่เกมรับครองความยิ่งใหญ่ ก็ยังมีที่ว่างสำหรับผู้เล่นที่เล่นด้วยหัวสมองและวิสัยทัศน์มากกว่าพละกำลังเพียงอย่างเดียว แม้ยุคสมัยของฟุตบอลจะเปลี่ยนไปมากจากตอนที่เขาลงเล่น แต่เรื่องราวของจานนี ริเวรายังคงถูกหยิบยกมาเล่าให้แฟนบอลรุ่นใหม่ฟังทุกครั้งที่พูดถึงประวัติศาสตร์ของสโมสรและวงการฟุตบอลอิตาลีโดยรวม


