ลีลล์ดับเบิลแชมป์ฤดูกาล 1945/46 คือความสำเร็จครั้งแรกของสโมสรที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นจากการรวมทีมเมื่อปี 1944 โดยคว้าทั้งแชมป์ดิวิชันหนึ่งและแชมป์กุปเดอฟร็องส์ในฤดูกาลแรกที่ลงแข่งขันเต็มรูปแบบ ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นเพียงไม่ถึงสองปีหลังการรวมสโมสร และเป็นดับเบิลที่ต้องผูกไว้กับชื่อลีลล์หลังการรวมทีมเท่านั้น ไม่ใช่มรดกที่สืบทอดมาจากสโมสรต้นทางแห่งใดแห่งหนึ่งโดยเฉพาะ บทความนี้ไล่เรียงว่าขุมกำลังของทีมหลังรวมมาจากไหน ลีกกลับมาแข่งขันตามปกติอย่างไรหลังสงคราม และรายละเอียดของนัดชิงถ้วยที่ปิดฉากความสำเร็จนี้ ก่อนจะย้อนดูว่าเหตุใดดับเบิลครั้งนี้จึงต้องถูกผูกไว้กับชื่อสโมสรหลังปี 1944 อย่างเคร่งครัด
สโมสรหลังรวมมีขุมกำลังอย่างไร
การรวมสโมสรในปี 1944 ทำให้ลีลล์มีนักเตะจากทั้งสองต้นทางมารวมกันเป็นทีมเดียว ส่งผลให้มีความลึกของตัวผู้เล่นมากกว่าสโมสรอื่นในดิวิชันหนึ่งหลายทีมตั้งแต่ฤดูกาลแรก กองหน้าคนสำคัญที่สุดของทีมชุดนี้คือเรอเน บีเอล ซึ่งจบฤดูกาล 1945/46 ด้วยตำแหน่งดาวซัลโวของลีกที่ 28 ประตูจาก 26 นัด ทิ้งห่างปีแยร์ ซินีบัลดีของแร็งส์ที่ทำได้ 26 ประตูอยู่พอสมควร นอกจากบีเอลแล้ว ทีมยังมีผู้เล่นรุ่นใหม่อย่างฌ็อง เลอช็องทร์และฌ็อง บาราตต์ที่เริ่มก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญในแนวรุก ความหลากหลายของผู้เล่นที่มาจากพื้นเพต่างกันเช่นนี้ทำให้ทีมชุดนี้มีทางเลือกในการปรับแผนการเล่นได้มากกว่าสโมสรที่มีรากฐานจากทีมเดียวตามปกติ ความแข็งแกร่งของขุมกำลังชุดนี้ทำให้สื่อฝรั่งเศสในยุคนั้นตั้งฉายาให้ทีมว่า “รถถังสงคราม” ซึ่งสะท้อนทั้งความหนักหน่วงในเกมรุกและความมั่นคงของทีมโดยรวม ไม่ใช่ฉายาที่เกิดจากผลงานเพียงนัดเดียวหรือฤดูกาลเดียวแบบฉาบฉวย การที่ทีมสามารถรักษาความสม่ำเสมอได้ตลอดทั้งฤดูกาลแรกเต็มรูปแบบเช่นนี้ ยังเป็นเครื่องยืนยันว่ากระบวนการรวมนักเตะจากสองสโมสรต้นทางเข้าด้วยกันประสบความสำเร็จในทางปฏิบัติจริง ไม่ใช่เพียงการรวมนิติบุคคลบนกระดาษเท่านั้น
ลีกกลับสู่ตารางปกติแบบใด

ฤดูกาล 1945/46 ถือเป็นฤดูกาลแรกของฟุตบอลอาชีพฝรั่งเศสหลังสงครามที่กลับมาจัดการแข่งขันแบบเต็มรูปแบบอีกครั้ง หลังจากที่ระบบอาชีพหยุดชะงักไปในช่วงสงครามและสโมสรถูกลดสถานะกลับไปเป็นสมัครเล่นชั่วคราว ลีลล์จบฤดูกาลด้วยการเป็นจ่าฝูงด้วยคะแนน 45 แต้ม จากผลงานชนะ 19 นัด เสมอ 7 นัด และแพ้ 8 นัด นำหน้าอาแอสแซ็งเตเตียนที่ตามมาด้วย 44 แต้ม และโกอ็องรูเบส์-ตูร์กวงที่ได้ 41 แต้มอยู่ในอันดับสาม ส่วนท้ายตารางนั้นโอลิงปิกลียงและโซโชซ์-มงเบลียาร์ต้องตกชั้นไปเล่นในดิวิชันสอง แม้ว่าสโมสรบางแห่งจะได้รับการคุ้มครองสถานะเป็นกรณีพิเศษเนื่องจากความเสียหายที่เกิดจากสงคราม ภาพรวมของตารางคะแนนฤดูกาลนี้จึงสะท้อนว่าลีกกลับมาแข่งขันกันด้วยกติกาปกติเต็มรูปแบบแล้ว ไม่ใช่การแข่งขันชั่วคราวหรือการแข่งขันเฉพาะกาลแบบที่เคยเกิดขึ้นในบางปีระหว่างสงคราม ส่วนต่างเพียงหนึ่งแต้มระหว่างลีลล์กับแซ็งเตเตียนในตารางสุดท้ายยังบอกด้วยว่าการคว้าแชมป์ครั้งนี้ไม่ได้มาจากความได้เปรียบที่ทิ้งห่างคู่แข่งตั้งแต่ต้นฤดูกาล แต่ต้องอาศัยความสม่ำเสมอตลอดทั้งโปรแกรมการแข่งขันจึงจะรักษาตำแหน่งจ่าฝูงไว้ได้จนจบฤดูกาล
รอบชิงถ้วยเพิ่มความสำเร็จอย่างไร
นอกจากแชมป์ลีกแล้ว ลีลล์ยังผ่านเข้าชิงชนะเลิศกุปเดอฟร็องส์ในฤดูกาลเดียวกัน โดยพบกับแรดสตาร์ในนัดชิงชนะเลิศที่จัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 26 พฤษภาคม 1946 ณ สนามโอลิงปิกอีฟดูมานัวร์ เมืองกอล็องบ์ ใกล้กรุงปารีส ต่อหน้าผู้ชม 59,692 คน ลีลล์เอาชนะไปได้ด้วยสกอร์ 4 ต่อ 2 โดยโรเฌร์ ว็องดูแรนยิงสองประตู ส่วนโบแล็ก แต็งปอฟสกีและเรอเน บีเอลต่างยิงคนละหนึ่งประตู ผู้ตัดสินในนัดนี้คือปีแยร์ วีโรลล์ นัดชิงชนะเลิศครั้งนี้ยังสร้างรายได้ให้การจัดการแข่งขันสูงถึง 3,654,370 ฟรังก์ สะท้อนความสนใจของแฟนบอลฝรั่งเศสที่มีต่อฟุตบอลอาชีพในปีแรก ๆ หลังสงครามได้เป็นอย่างดี ชัยชนะครั้งนี้ทำให้ลีลล์กลายเป็นสโมสรแรกในประวัติศาสตร์ของตนเองที่คว้าทั้งแชมป์ลีกและแชมป์ถ้วยในฤดูกาลเดียวกัน นับเป็นดับเบิลแรกของสโมสรหลังการรวมทีมเมื่อสองปีก่อนหน้านั้น และเป็นการปิดฉากฤดูกาลแรกเต็มรูปแบบของทีมได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ดับเบิลนี้ควรผูกกับชื่อใด

ประเด็นสำคัญที่ต้องย้ำอีกครั้งคือดับเบิลฤดูกาล 1945/46 นี้เป็นความสำเร็จของลีลล์ในฐานะสโมสรที่ก่อตั้งขึ้นใหม่ในปี 1944 เท่านั้น ไม่ใช่ความสำเร็จที่สืบทอดมาจากโอลิมปิกลิลลัวส์ซึ่งเคยคว้าแชมป์ลีกฤดูกาล 1932/33 มาก่อนหน้านั้นกว่าทศวรรษ ทั้งสองความสำเร็จนี้อยู่ในทะเบียนของสโมสรคนละแห่งกันตามกฎหมาย และเกิดขึ้นภายใต้บริบทของฟุตบอลฝรั่งเศสคนละยุคกันด้วย การเข้าใจเช่นนี้ช่วยให้ผู้อ่านที่ติดตามประวัติลีกเอิงไม่ปะปนระหว่างเรื่องเล่าเชิงวัฒนธรรมของเมืองลีลล์กับสถิติที่ผูกพันกับนิติบุคคลของสโมสรโดยตรง ดับเบิลปี 1946 จึงควรถูกกล่าวถึงในฐานะจุดเริ่มต้นของยุคความสำเร็จของลีลล์ยุคใหม่ ซึ่งวางรากฐานให้สโมสรกลายเป็นหนึ่งในทีมชั้นนำของฝรั่งเศสตลอดช่วงปลายทศวรรษ 1940 ต่อเนื่องไปจนถึงทศวรรษ 1950 หลักฐานที่ยืนยันความต่อเนื่องนี้ได้ชัดเจนคือผลงานในฤดูกาล 1948/49 ที่ลีลล์จบอันดับสองของดิวิชันหนึ่งด้วยคะแนน 47 แต้ม ตามหลังแร็งส์ที่คว้าแชมป์ไปด้วยคะแนน 48 แต้มเพียงแต้มเดียว แสดงให้เห็นว่าความแข็งแกร่งของทีมชุดที่คว้าดับเบิลในปี 1946 ไม่ได้เป็นเพียงผลงานชั่วครั้งชั่วคราวของฤดูกาลแรกเท่านั้น

