เอนริเก ปอร์ตา กรานาดา คือชื่อคู่กันที่แฟนบอลรุ่นหลังอาจไม่คุ้นเคย เพราะกรานาดาในสายตาคนดูบอลยุคนี้คือทีมกลางตารางที่เพิ่งกลับมาเล่นลีกสูงสุดได้ไม่นาน แต่ในฤดูกาล 1971-72 กรานาดามีผู้เล่นคนหนึ่งที่คว้าตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดของลาลีกาได้สำเร็จ และจนถึงทุกวันนี้เขายังเป็นนักเตะเพียงคนเดียวในประวัติศาสตร์สโมสรที่ทำได้ นั่นคือเอนริเก ปอร์ตา ปีกหรือกองหน้าที่ยิงประตูพาทีมเล็กจากแคว้นอันดาลูเซียขึ้นไปอยู่ในหน้าสถิติระดับประเทศ
กรานาดาอยู่ในลีกสูงสุดช่วงไหนบ้างในทศวรรษ 1970
กรานาดาไม่ได้เพิ่งขึ้นมาเล่นลีกสูงสุดแล้วตกชั้นทันที แต่อยู่ในลาลีกาต่อเนื่องถึงหกฤดูกาลในทศวรรษ 1970 คือตั้งแต่ฤดูกาล 1970-71 ไปจนถึง 1975-76 ก่อนจะตกชั้นหลังจบฤดูกาลนั้น ความต่อเนื่องระดับนี้ถือว่าไม่ธรรมดาสำหรับสโมสรขนาดกลางที่ไม่ได้มีทุนทรัพย์เทียบเท่าทีมใหญ่ในมาดริดหรือบาร์เซโลนา หลังจากตกชั้นในปี 1976 กรานาดาต้องใช้เวลานานถึงราวสามสิบห้าปีกว่าจะได้กลับมาเล่นในลีกสูงสุดอีกครั้งในฤดูกาล 2011-12 ซึ่งสะท้อนว่าช่วงต้นทศวรรษ 1970 คือยุคทองที่แท้จริงของสโมสรในระดับลีกอาชีพสูงสุด และฤดูกาล 1971-72 ที่ปอร์ตาคว้าดาวซัลโวก็อยู่กลาง ๆ ของช่วงเวลานั้นพอดี นับตั้งแต่ขึ้นชั้นมาในปี 1970 ทีมค่อย ๆ สร้างความมั่นคงในลีกสูงสุดทีละฤดูกาล จนมีฤดูกาลที่จบอันดับ 6 ได้ถึงสองครั้งในช่วงหกปีนั้น ซึ่งถือว่าเป็นผลงานที่สม่ำเสมอกว่าสโมสรขนาดกลางอื่น ๆ จากภูมิภาคเดียวกันในยุคนั้น
ปอร์ตายิงกี่ประตูและแซงใครในตารางดาวซัลโว
ฤดูกาล 1971-72 เอนริเก ปอร์ตายิงได้ 20 ประตูให้กรานาดา มากพอที่จะคว้ารางวัลปิชิชิในฐานะดาวซัลโวสูงสุดของฤดูกาล นักเตะอันดับสองที่ตามมาคือเคร์มัน เดโบราจากลาส พัลมาส ซึ่งทำได้ 15 ประตู ห่างกันถึง 5 ลูก การที่ผู้เล่นจากทีมขนาดกลางอย่างกรานาดาแซงหน้านักเตะจากทีมอื่นทั้งลีกได้ขาดลอยขนาดนี้ ถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักในลาลีกา เพราะปกติดาวซัลโวมักมาจากทีมใหญ่ที่มีโอกาสทำเกมรุกและได้บอลในพื้นที่อันตรายบ่อยกว่า การที่ปอร์ตาทำได้ต่อเนื่องตลอดฤดูกาลจนคว้ารางวัลนี้ไปครอง จึงเป็นจุดสูงสุดที่ไม่มีนักเตะกรานาดาคนไหนไล่ตามทันอีกเลยนับจากวันนั้น
ทีมกรานาดาชุดนั้นเล่นแบบไหน
ฤดูกาล 1971-72 กรานาดาจบอันดับ 6 ของตารางด้วย 36 คะแนน จากการชนะ 14 นัด เสมอ 8 นัด และแพ้ 12 นัด ยิงได้ 40 ประตูและเสีย 34 ประตู คิดเป็นผลต่างประตูบวก 6 ตัวเลขนี้บอกว่าทีมไม่ได้เป็นทั้งทีมบุกดุดันสุดขั้วหรือทีมตั้งรับแน่นจนไม่เสียประตู แต่เป็นทีมที่รักษาสมดุลได้ในระดับหนึ่งและอาศัยการทำประตูจากปอร์ตาเป็นตัวชี้ขาดในหลายนัด อันดับ 6 ถือว่าเป็นผลงานที่ดีที่สุดช่วงหนึ่งของสโมสรในทศวรรษนั้น และเมื่อดูจากจำนวนประตูที่ทำได้ตลอดฤดูกาล จะเห็นว่าสัดส่วนที่มาจากปอร์ตาคนเดียวนั้นสูงถึงครึ่งหนึ่งของประตูทั้งหมดที่ทีมทำได้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเขาไม่ใช่แค่ดาวซัลโวของลีก แต่ยังเป็นเสาหลักในแนวรุกของทีมด้วย เมื่อเทียบกับทีมแชมป์หรือทีมลุ้นแชมป์ในฤดูกาลเดียวกันที่มักมีผู้ทำประตูกระจายอยู่หลายคน การที่กรานาดาพึ่งพาผู้เล่นคนเดียวมากขนาดนี้ก็เป็นดาบสองคม เพราะหากปอร์ตาได้รับบาดเจ็บหรือฟอร์มตก ทีมก็แทบไม่มีตัวเลือกอื่นมาทดแทนกำลังยิงที่หายไป โชคดีที่ตลอดฤดูกาลนั้นเขารักษาฟอร์มได้สม่ำเสมอจนพาทีมจบอันดับ 6 ได้สำเร็จ
สนามลอส การ์เมเนส กับเมืองกรานาดามีบทบาทอย่างไร

กรานาดาลงเล่นเกมเหย้าที่สนามลอส การ์เมเนส ซึ่งเปิดใช้งานมาตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคม 1934 และเป็นสนามเหย้าของสโมสรมาต่อเนื่องจนถึงปี 1995 ก่อนย้ายไปสนามใหม่ที่ใช้ชื่อเดียวกัน เมืองกรานาดาเองมีจุดเด่นทางภูมิศาสตร์ที่ต่างจากเมืองใหญ่อื่นในลีก คือตั้งอยู่ใกล้เชิงเขาเซียร์รา เนวาดาและมีสถาปัตยกรรมประวัติศาสตร์อย่างพระราชวังอัลฮัมบราเป็นสัญลักษณ์ของเมือง ภาพจำของกรานาดาในสายตาคนนอกจึงมักผูกกับมรดกทางวัฒนธรรมเหล่านี้มากกว่าฟุตบอล ทำให้ช่วงเวลาที่ทีมยืนอยู่ในลีกสูงสุดพร้อมมีดาวซัลโวของประเทศเป็นเรื่องที่คนภายนอกเมืองรู้จักน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ทั้งที่ในทางสถิติแล้วมันคือความสำเร็จระดับประเทศที่มีสโมสรจากอันดาลูเซียเพียงไม่กี่แห่งเคยไปถึง
ทำไมไม่มีผู้เล่นกรานาดาคนไหนทำซ้ำได้อีก

นับจากปี 1976 ที่กรานาดาตกชั้นไป สโมสรต้องใช้เวลาราวสามสิบห้าปีกว่าจะได้กลับมาเล่นลีกสูงสุดอีกครั้งในฤดูกาล 2011-12 ระยะเวลาที่ห่างหายไปนานขนาดนี้ทำให้แทบไม่มีโอกาสให้ผู้เล่นคนไหนของสโมสรได้ลงแข่งในเวทีที่จะไปแย่งตำแหน่งดาวซัลโวของประเทศได้อีก เพราะการจะคว้าปิชิชิได้ต้องอยู่ในลีกสูงสุดต่อเนื่องมากพอ และทีมต้องแข็งพอจะสร้างโอกาสให้ผู้เล่นทำประตูได้จำนวนมากตลอดทั้งฤดูกาล ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ยากสำหรับสโมสรขนาดกลางอยู่แล้ว ยิ่งเมื่อบวกกับช่วงเวลาที่ตกชั้นยาวนาน โอกาสแบบที่ปอร์ตาเคยได้รับในปี 1971-72 จึงไม่ได้เวียนกลับมาหาใครในกรานาดาอีกเลย และยังคงเป็นสถิติที่โดดเดี่ยวของสโมสรมาจนถึงทุกวันนี้

