แอตเลติโกแชมป์ 1973 เป็นผลจากการต่อสู้กับบาร์เซโลนาจนถึงนัดสุดท้ายของฤดูกาล 1972-73 และมันคือแชมป์ลีกที่มีความหมายพิเศษกว่าตัวเลขในตารางคะแนน เพราะนี่คือฤดูกาลสุดท้ายที่ทุกสโมสรในลาลีกาต้องใช้ผู้เล่นที่มีสิทธิ์ลงเล่นในประเทศเท่านั้น ก่อนที่ฤดูกาลถัดไปตลาดนักเตะต่างชาติจะเปิดกว้างขึ้นอีกครั้งและเปลี่ยนหน้าตาของลีกไปอย่างสิ้นเชิง
ฤดูกาล 1972-73 ตัดสินกันอย่างไร
แอตเลติโก มาดริดจบฤดูกาล 1972-73 ด้วย 48 คะแนน จากการชนะ 20 นัด เสมอ 8 นัด และแพ้ 6 นัด ส่วนบาร์เซโลนารองแชมป์ทำได้ 46 คะแนน จากการชนะ 18 นัด เสมอ 10 นัด และแพ้ 6 นัดเท่ากัน ห่างกันเพียง 2 คะแนนเท่านั้น ถือเป็นหนึ่งในฤดูกาลที่สูสีที่สุดของทศวรรษนั้น ส่วนตำแหน่งดาวซัลโวของฤดูกาลนี้ไม่ได้เป็นของผู้เล่นจากสองทีมอันดับต้น แต่เป็นของมารีอานินจากเรอัล โอเบียโดที่ทำได้ 19 ประตู ตามด้วยหลุยส์ อารากอนเนสของแอตเลติโกที่ทำได้ 16 ประตู ซึ่งเป็นตัวเลขที่ดีที่สุดในทีมแชมป์ฤดูกาลนั้น การที่แชมป์ลีกไม่ได้มาพร้อมดาวซัลโวของทีมตัวเองสะท้อนว่าแอตเลติโกคว้าแชมป์ได้ด้วยความสม่ำเสมอตลอดทั้งฤดูกาลมากกว่าการมีผู้เล่นคนใดคนหนึ่งโดดเด่นกว่าคนอื่นอย่างชัดเจน ต่างจากบางฤดูกาลที่ทีมแชมป์มักมีดาวยิงนำทีมอย่างเห็นได้ชัด
ทีมชุดนี้สร้างขึ้นจากผู้เล่นกลุ่มไหน

ในยุคนั้นลาลีกายังปิดตลาดนักเตะต่างชาติ ทุกสโมสรจึงต้องพึ่งพาผู้เล่นที่มีสิทธิ์ลงเล่นในประเทศทั้งหมด แนวรุกหลักของแอตเลติโกฤดูกาลนี้ประกอบด้วยโฆเซ เอวโลฆิโอ การาเต เล่นร่วมกับหลุยส์ อารากอนเนสและอเดลาร์โด ซึ่งเป็นชุดที่คุ้นเคยกันมาหลายฤดูกาลก่อนหน้านั้นแล้ว ความคุ้นเคยระหว่างผู้เล่นชุดนี้ที่สร้างสมประสบการณ์ร่วมกันมานาน คือส่วนหนึ่งที่ทำให้ทีมสามารถแข่งขันกับบาร์เซโลนาได้จนถึงนัดสุดท้าย แม้ว่าตัวเลขประตูรายบุคคลของนักเตะแต่ละคนจะไม่ได้โดดเด่นเท่าดาวซัลโวของลีกก็ตาม เพราะทีมนี้ไม่ได้พึ่งพาผู้ทำประตูคนเดียว แต่กระจายบทบาทกันระหว่างกองหน้าหลายคนที่เล่นด้วยกันมานาน
การาเตมีบทบาทอย่างไรในแนวรุก
โฆเซ เอวโลฆิโอ การาเต เกิดปี 1944 อยู่กับแอตเลติโก มาดริดตั้งแต่ปี 1966 ถึง 1977 รวม 11 ฤดูกาล ก่อนหน้าฤดูกาล 1972-73 เขาคว้ารางวัลปิชิชิติดต่อกันสามสมัยคือฤดูกาล 1968-69 ทำได้ 14 ประตูร่วมกับอามันซิโอ ฤดูกาล 1969-70 ทำได้ 16 ประตูร่วมกับอามันซิโอและอารากอนเนส และฤดูกาล 1970-71 ทำได้ 17 ประตูร่วมกับเรฆัช แต่พอมาถึงฤดูกาลแชมป์ 1972-73 เขากลับยิงได้เพียง 5 ประตูจาก 24 นัดที่ลงสนาม ตัวเลขที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัดนี้ไม่ได้แปลว่าเขาไม่มีความสำคัญกับทีมอีกต่อไป เพราะประสบการณ์และตำแหน่งของเขาในแนวรุกยังคงมีผลต่อการเล่นของทีมโดยรวม เพียงแต่บทบาทของเขาในฤดูกาลนี้เปลี่ยนจากดาวยิงหลักมาเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ช่วยประคองเกมรุกของทีมแทน ตลอด 11 ฤดูกาลที่อยู่กับแอตเลติโก การาเตได้เห็นทั้งช่วงที่ตัวเองเป็นดาวซัลโวของประเทศและช่วงที่ต้องแบ่งบทบาทให้เพื่อนร่วมทีมคนอื่น ความยืดหยุ่นแบบนี้เองที่ทำให้เขายังเป็นตัวหลักของทีมได้ต่อเนื่องจนเกือบสิ้นสุดอาชีพค้าแข้งกับสโมสร
แชมป์นี้ต่างจากแชมป์ปี 1966 ตรงไหน

แอตเลติโก มาดริดคว้าแชมป์ลาลีกาในทศวรรษ 1960 และ 1970 รวมสี่สมัยคือฤดูกาล 1965-66, 1969-70, 1972-73 และ 1976-77 แชมป์ปี 1965-66 เกิดขึ้นในช่วงที่การาเตเพิ่งจะเข้าร่วมทีมพอดี ขณะที่แชมป์ปี 1972-73 เป็นช่วงปลายอาชีพของเขาที่แอตเลติโกแล้ว ความต่างสำคัญระหว่างสองแชมป์นี้คือแชมป์ปี 1966 เกิดขึ้นตอนที่การาเตยังเป็นดาวยิงดาวรุ่ง ส่วนแชมป์ปี 1973 เกิดขึ้นในช่วงที่เขากลายเป็นผู้เล่นอาวุโสของทีมที่ยิงประตูน้อยลงแต่ยังมีบทบาทในเกมรุก ทีมชุดปี 1973 จึงเป็นภาพของสโมสรที่ผ่านการเปลี่ยนผ่านผู้เล่นมาหลายรุ่นแล้ว และคว้าแชมป์ได้ด้วยความลงตัวของทั้งทีมมากกว่าการพึ่งพาดาวยิงคนเดียวเหมือนในอดีต
ฤดูกาลถัดไปเปลี่ยนภาพลีกไปแค่ไหน
ฤดูกาล 1973-74 ลาลีกาเปิดให้สโมสรเซ็นนักเตะต่างชาติได้อีกครั้ง บาร์เซโลนาคว้าตัวโยฮัน ครัฟฟ์มาร่วมทีมและคว้าแชมป์ลีกทันทีด้วย 50 คะแนน จากการชนะ 21 นัด เสมอ 8 นัด และแพ้ 5 นัด ส่วนแอตเลติโกที่เพิ่งเป็นแชมป์เก่าตกไปอยู่อันดับ 2 ด้วย 40 คะแนน ดาวซัลโวของฤดูกาลนี้กลับไม่ใช่ครัฟฟ์ แต่เป็นกีนีจากสปอร์ติง กิฆอนที่ทำได้ 20 ประตู ตามด้วยมาร์เซียล ปิญาของบาร์เซโลนา 17 ประตู และครัฟฟ์เอง 16 ประตู หลังจากนั้นแอตเลติโกเองก็เริ่มเซ็นนักเตะอาร์เจนตินาอย่างรูเบน อายาลา ปานาเดโร ดิอาซ และรามอน กาโช เอเรเดีย พร้อมโค้ชฆวน คาร์โลส โลเรนโซ เข้ามาเสริมทัพ ก่อนจะพาทีมเข้าชิงชนะเลิศยูโรเปียนคัพในปี 1974 ซึ่งสะท้อนว่าการเปิดตลาดต่างชาติเปลี่ยนทั้งหน้าตาของทีมแชมป์เก่าและสมดุลของทั้งลีกไปพร้อมกัน แม้แต่เรอัลมาดริดเองก็ไม่รอดจากแรงกระเพื่อมนี้ เพราะฤดูกาล 1973-74 ทีมจบเพียงอันดับ 8 ด้วย 34 คะแนนเท่านั้น ทั้งที่เพิ่งปรับทีมด้วยการเซ็นนักเตะต่างชาติเข้ามาเสริมเช่นกัน แสดงให้เห็นว่าการเปิดตลาดใหม่ไม่ได้การันตีความสำเร็จทันทีสำหรับทุกสโมสร บางทีมปรับตัวได้เร็วอย่างบาร์เซโลนา ขณะที่บางทีมยังต้องใช้เวลาสร้างความลงตัวระหว่างผู้เล่นเก่ากับผู้เล่นใหม่ต่อไปอีกพักหนึ่ง

