เบราน์ชไวค์ 1967 โยฮันเซนทำให้ทีมขนาดกลางชนะลีกด้วยความต่อเนื่องของแกนผู้เล่นอย่างไร

เฮลมุท โยฮันเซน กุนซือ ไอน์ทรัคท์ เบราน์ชไวค์

เบราน์ชไวค์ 1967 คือหนึ่งในเรื่องราวที่คนนอกวงการฟุตบอลเยอรมันมักไม่รู้จัก นั่นคือการที่ไอน์ทรัคท์ เบราน์ชไวค์ สโมสรจากเมืองขนาดกลางในแคว้นโลว์เออร์แซกโซนี คว้าแชมป์บุนเดสลีกาได้สำเร็จอย่างเหนือความคาดหมาย ทั้งที่ก่อนหน้านั้นทีมเคยเป็นเพียงทีมกลางตารางมาตลอด ความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากฝีมือของโค้ชเฮลมุท โยฮันเซน ที่สร้างทีมด้วยความต่อเนื่องของแกนนักเตะชุดเดิมมากกว่าการทุ่มซื้อนักเตะดังเข้าทีม เรื่องราวของไอน์ทรัคท์ เบราน์ชไวค์ ในฤดูกาลนั้นจึงเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าความสำเร็จในลีกใหญ่ไม่จำเป็นต้องมาจากเงินทุนมหาศาลหรือนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์เสมอไป

เบราน์ชไวค์ 1967 จากผู้ก่อตั้งสู่ทีมลุ้นแชมป์

ไอน์ทรัคท์ เบราน์ชไวค์ ได้รับสิทธิ์เป็นหนึ่งในสมาชิกก่อตั้งบุนเดสลีกาตั้งแต่วันที่ 6 พฤษภาคม 1963 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ลีกฟุตบอลอาชีพระดับชาติแห่งแรกของเยอรมนีตะวันตกเพิ่งถือกำเนิดขึ้น แต่ตลอดสามฤดูกาลแรกของลีก สโมสรไม่เคยแสดงผลงานที่โดดเด่นพอจะถูกจับตามองในฐานะทีมลุ้นแชมป์เลย ผลงานของทีมในช่วงนั้นอยู่แถวกลางตารางเป็นส่วนใหญ่ พอเพียงสำหรับการอยู่รอดในลีกสูงสุดแต่ไม่เคยเข้าใกล้กลุ่มทีมหัวตารางเลยสักฤดูกาลเดียว จนกระทั่งเฮลมุท โยฮันเซน เข้ามาคุมทีมและค่อยๆ วางระบบการเล่นที่แข็งแกร่งขึ้นทีละฤดูกาล แทนที่จะพยายามเปลี่ยนแปลงทีมอย่างฉับพลันด้วยการซื้อนักเตะจำนวนมาก เขาเลือกพัฒนานักเตะที่มีอยู่ในทีมให้เล่นเข้าขากันมากขึ้นทีละขั้นตอน ในฤดูกาล 1966-67 ทุกอย่างมารวมกันได้อย่างลงตัว ไอน์ทรัคท์ เบราน์ชไวค์ สร้างความประหลาดใจให้วงการฟุตบอลเยอรมันด้วยการคว้าแชมป์บุนเดสลีกาไปครอง ซึ่งเป็นผลงานที่แทบไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าทีมขนาดกลางทีมนี้จะทำได้สำเร็จ บันทึกประวัติศาสตร์ของสโมสรเองยังบรรยายแชมป์สมัยนี้ว่าเป็นความสำเร็จแบบ ‘เหนือความคาดหมาย’ เพราะก่อนหน้าฤดูกาลนี้ไม่มีใครจัดให้ไอน์ทรัคท์อยู่ในกลุ่มทีมเต็งแชมป์เลยแม้แต่น้อย

โวลเตอร์กับระบบเกมรับ

หน้าต่างโค้งประดับลวดลายโกธิกของอาคารศาลากลางเก่าในเมืองเบราน์ชไวค์
ศาลากลางเก่าสไตล์โกธิกกลางเมืองเบราน์ชไวค์ เมืองบ้านเกิดของไอน์ทรัคท์ เบราน์ชไวค์

หัวใจสำคัญของแชมป์สมัยนี้คือเกมรับที่แน่นหนาของไอน์ทรัคท์ ตลอดทั้งฤดูกาล ทีมเสียประตูเพียง 27 ลูกจาก 34 นัดเท่านั้น ซึ่งเป็นสถิติเกมรับที่ดีที่สุดทีมหนึ่งของฤดูกาลนั้น ฮอร์สท์ โวลเตอร์เป็นหนึ่งในนักเตะที่มีบทบาทสำคัญในระบบเกมรับของทีม ควบคู่ไปกับเพื่อนร่วมทีมอย่างเคลาส์ เกอร์เวียนและวัลเทอร์ ชมิดท์ ที่ช่วยกันรักษาความมั่นคงในแนวรับได้ตลอดฤดูกาล ความสม่ำเสมอของแนวรับชุดนี้คือสิ่งที่ทำให้ไอน์ทรัคท์แตกต่างจากทีมกลางตารางทั่วไป เพราะแม้ทีมจะไม่ได้มีแนวรุกที่ระเบิดประตูถล่มทลายเหมือนทีมชั้นนำบางทีม แต่การเสียประตูน้อยทำให้ทีมสามารถเก็บแต้มได้อย่างสม่ำเสมอในทุกสนาม ไม่ว่าจะเป็นเกมเหย้าหรือเกมเยือน และนี่คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทีมสะสมคะแนนได้มากพอจะลุ้นแชมป์ในช่วงท้ายฤดูกาล ทีมอื่นในลีกที่มีแนวรุกโดดเด่นกว่าแต่แนวรับหละหลวมมักเสียแต้มในเกมที่ไม่ควรเสีย ขณะที่ไอน์ทรัคท์กลับเก็บแต้มได้อย่างสม่ำเสมอแม้ในเกมที่ไม่ได้เล่นได้ดีที่สุดก็ตาม

อุลซัสและการสนับสนุนแนวรุก

หอคอยสองต้นของโบสถ์เซนต์แอนดรูว์สูงเด่นเหนือแนวต้นไม้ในเมืองเบราน์ชไวค์
หอคอยโบสถ์เซนต์แอนดรูว์ในเมืองเบราน์ชไวค์ บ้านของไอน์ทรัคท์ เบราน์ชไวค์

แม้เกมรับจะเป็นจุดแข็งหลัก แต่ไอน์ทรัคท์ก็ไม่ได้ละเลยเกมรุกไปเสียทีเดียว โลธาร์ อุลซัสเป็นหนึ่งในผู้เล่นแนวรุกคนสำคัญของทีมชุดแชมป์ ทำงานร่วมกับยัวร์เกิน โมลล์ในการสร้างโอกาสทำประตูให้ทีม แม้จำนวนประตูของทีมจะไม่ได้โดดเด่นเป็นอันดับต้นของลีก แต่ความสม่ำเสมอในการทำประตูเมื่อจำเป็นก็เพียงพอที่จะเปลี่ยนเกมรับที่แน่นหนาให้กลายเป็นชัยชนะได้อย่างต่อเนื่อง กัปตันทีมโยอาคิม เบเซอทำหน้าที่เป็นแกนกลางที่เชื่อมเกมรับกับเกมรุกเข้าด้วยกัน และเป็นผู้นำทีมทั้งในและนอกสนามตลอดฤดูกาลที่กดดันนี้ ความกดดันดังกล่าวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อทีมยังคงรั้งตำแหน่งลุ้นแชมป์ไว้ได้ในทุกสัปดาห์ที่ผ่านไป การผสมผสานระหว่างเกมรับที่มั่นคงกับเกมรุกที่ทำงานได้ตามจังหวะ คือสูตรสำเร็จที่ทำให้ทีมขนาดกลางทีมนี้ก้าวขึ้นมาเป็นแชมป์ลีกได้ในที่สุด โดยไม่ต้องพึ่งพาซูเปอร์สตาร์เพียงคนเดียวในการพาทีมไปสู่ความสำเร็จ นักเตะแนวรุกและแนวรับของทีมชุดนี้ส่วนใหญ่อยู่ร่วมกันมาหลายฤดูกาลก่อนหน้า ทำให้มีความเข้าใจในจังหวะการเล่นของกันและกันเป็นอย่างดี ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบที่ทีมที่เพิ่งซื้อนักเตะใหม่จำนวนมากมักไม่มี

สนามกับชุมชนในปีแชมป์

ความสำเร็จของไอน์ทรัคท์ยังเชื่อมโยงกับพัฒนาการของสนามเหย้าด้วย เมื่อบุนเดสลีกาก่อตั้งขึ้นในปี 1963 DFB กำหนดให้ทุกสนามต้องมีความจุขั้นต่ำ 35,000 ที่นั่ง ทำให้สนามของไอน์ทรัคท์ต้องขยายให้รองรับผู้ชมได้เกือบ 40,000 คน และในปี 1967 ซึ่งเป็นปีแชมป์พอดี สนามยังได้รับการเพิ่มที่นั่งสำเร็จรูปอีก 454 ที่นั่ง ทำให้ความจุรวมเพิ่มขึ้นเป็นราว 37,000 ที่นั่ง เมื่อฤดูกาลจบลงด้วยการที่ไอน์ทรัคท์คว้าแชมป์ พิธีมอบถ้วยรางวัลจัดขึ้นในวันที่ 3 มิถุนายน 1967 ต่อหน้าผู้ชมที่แน่นสนามราว 37,000 คน โดยถ้วยแชมป์ถูกส่งมอบให้กับกัปตันทีมโยอาคิม เบเซอท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความยินดีของทั้งเมือง สำหรับเมืองขนาดกลางอย่างเบราน์ชไวค์ การได้เห็นสโมสรของตัวเองคว้าแชมป์ประเทศถือเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง และยังคงเป็นความทรงจำสำคัญของแฟนบอลท้องถิ่นมาจนถึงทุกวันนี้ แม้จะผ่านมาแล้วหลายทศวรรษก็ตาม การขยายสนามให้รองรับผู้ชมได้มากขึ้นในปีเดียวกับที่ทีมคว้าแชมป์ จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ที่เชื่อมโยงพัฒนาการของสโมสรเข้ากับพัฒนาการของเมืองไปพร้อมกันอย่างพอดิบพอดี

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

24/7 Fun8824/7 JBO