ไม่ใช่ทุกทีมแชมป์ลีกที่สร้างขึ้นจากการซื้อผู้เล่นราคาแพง ชื่อ บัสบี้ เบบส์ คือหลักฐานที่ชัดเจนของแนวทางตรงข้าม เพราะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชุดที่คว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 สองฤดูกาลติดต่อกันในปี 1956 และ 1957 นั้นสร้างขึ้นจากนักเตะเยาวชนที่ปั้นขึ้นมาเองภายในสโมสรเป็นหลัก ไม่ใช่การไล่ซื้อดาวดังจากทีมอื่นอย่างที่สโมสรใหญ่ส่วนมากทำกัน และทีมอายุน้อยชุดนี้เองที่ทำให้คำว่าบัสบี้ เบบส์ กลายเป็นชื่อที่ยังถูกพูดถึงในวงการฟุตบอลอังกฤษจนถึงทุกวันนี้
ชื่อบัสบี้ เบบส์ มาจากไหน
คำว่าบัสบี้ เบบส์ ถูกตั้งขึ้นโดยทอม แจ็คสัน นักข่าวหนังสือพิมพ์ Manchester Evening News ตั้งแต่ปี 1951 ก่อนที่ทีมชุดนี้จะคว้าแชมป์ลีกเสียอีก ชื่อนี้มาจากการผสมนามสกุลของแมตต์ บัสบี้ ผู้จัดการทีม เข้ากับคำว่า เบบส์ ที่สื่อถึงอายุอันน้อยของผู้เล่นชุดหลัก ทีมชุดแชมป์ฤดูกาล 1955/56 มีอายุเฉลี่ยราว 21 ปี ส่วนทีมชุดแชมป์ฤดูกาล 1956/57 มีอายุเฉลี่ยราว 22 ปี ซึ่งถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับทีมแชมป์ลีกทั่วไปในยุคนั้น
ชื่อเล่นที่สื่อตั้งให้จึงไม่ได้เกินจริงแต่อย่างใด เพราะเมื่อดูจากผลงานในสนามแล้ว ทีมชุดนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าอายุน้อยไม่ใช่อุปสรรคต่อความสำเร็จในระดับสูงสุดของลีกอังกฤษ
สองฤดูกาลแชมป์จบด้วยระยะห่างเท่าไร

ฤดูกาล 1955/56 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นแชมป์ดิวิชั่น 1 ด้วยผลงาน 25 ชนะ 10 เสมอ 7 แพ้ เก็บได้ 60 แต้ม ยิง 83 เสีย 51 ประตู ทิ้งห่างอันดับสองถึง 11 แต้มเต็ม โดยแบล็กพูลและวูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส ตามมาเป็นอันดับสองร่วมกันด้วย 49 แต้มเท่ากัน ผู้ทำประตูสูงสุดของทีมคือทอมมี เทย์เลอร์ ที่ยิงไป 25 ประตูในลีก ส่วนเอ็ดดี โคลแมน กองกลางตัวรับที่ลงเล่นนัดแรกให้ทีมชุดใหญ่เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 1955 ก็กลายเป็นตัวหลักคู่กับดันแคน เอ็ดเวิร์ดส์ตั้งแต่ฤดูกาลนั้น
ฤดูกาล 1956/57 ทีมป้องกันแชมป์ได้สำเร็จด้วยผลงานที่ดีขึ้นไปอีก เก็บได้ 64 แต้ม จาก 28 ชนะ 8 เสมอ 6 แพ้ ยิงไปถึง 103 ประตู เสีย 54 ประตู ทิ้งห่างท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ทีมรองแชมป์ที่ได้ 56 แต้มอยู่ 8 แต้ม ทอมมี เทย์เลอร์ ยังคงทำผลงานได้ดีด้วย 22 ประตู ขณะที่บิลลี วีแลน ขึ้นมาเป็นดาวยิงสูงสุดของทีมด้วย 26 ประตูในลีก ทีมยังเข้าชิงเอฟเอคัพในฤดูกาลนี้แต่แพ้แอสตัน วิลลา 1-2 ที่เวมบลีย์ จึงพลาดโอกาสทำดับเบิลไปอย่างน่าเสียดาย
นักเตะเยาวชนถูกปั้นขึ้นมาอย่างไร
เบื้องหลังความสำเร็จของทีมชุดนี้คือระบบเยาวชนที่แมตต์ บัสบี้วางรากฐานไว้ตั้งแต่เข้ามาคุมทีม โดยมีโจ อาร์มสตรอง หัวหน้าแมวมอง คอยตระเวนหาผู้เล่นดาวรุ่งทั่วประเทศ และจิมมี เมอร์ฟี ผู้ช่วยผู้จัดการทีมที่ดูแลทีมสำรองและทีมเยาวชนของสโมสรระหว่างปี 1946 ถึง 1964 เป็นผู้ปั้นนักเตะเหล่านั้นให้พร้อมสำหรับทีมชุดใหญ่ ผลลัพธ์ของระบบนี้ชัดเจนที่สุดคือการที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้าแชมป์ถ้วยเอฟเอ ยูธ คัพ ห้าสมัยติดต่อกันระหว่างปี 1953 ถึง 1957
การคว้าแชมป์ยูธคัพห้าสมัยติดไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากการลงทุนในระบบเยาวชนอย่างจริงจังในช่วงเวลาที่สโมสรอื่นส่วนใหญ่ยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับแนวทางนี้มากนัก ทำให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีแหล่งผลิตนักเตะคุณภาพของตัวเองอย่างต่อเนื่อง แทนที่จะต้องพึ่งพาตลาดซื้อขายนักเตะเพียงอย่างเดียว
ใครคือผู้เล่นหลักของทีมชุดนั้น

นอกจากทอมมี เทย์เลอร์ เอ็ดดี โคลแมน และดันแคน เอ็ดเวิร์ดส์แล้ว ฤดูกาล 1956/57 ยังมีชื่อใหม่ที่โดดเด่นขึ้นมาคือบ็อบบี ชาร์ลตัน ซึ่งลงเล่นนัดแรกให้ทีมชุดใหญ่เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 1956 และทำสองประตูในนัดเปิดตัวทันที จบฤดูกาลด้วย 10 ประตูจาก 14 นัดในลีก ก่อนจะกลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่มีชื่อเสียงที่สุดของสโมสรในเวลาต่อมา ผู้เล่นเหล่านี้ล้วนผ่านระบบเยาวชนของสโมสรมาด้วยกัน ทำให้พวกเขาเข้าใจรูปแบบการเล่นและมีความผูกพันกับทีมมากกว่าผู้เล่นที่ถูกซื้อเข้ามาจากทีมอื่น
ความต่อเนื่องของผู้เล่นชุดเยาวชนที่ขยับขึ้นมาเล่นทีมชุดใหญ่ทีละรุ่นคือสิ่งที่ทำให้ทีมรักษามาตรฐานไว้ได้ตลอดสองฤดูกาล เพราะแต่ละคนต่างรู้จักกันมาตั้งแต่ระดับเยาวชน และเข้าใจบทบาทของตัวเองในระบบการเล่นของแมตต์ บัสบี้เป็นอย่างดี ต่างจากทีมที่ต้องใช้เวลาปรับตัวเมื่อมีผู้เล่นใหม่จากภายนอกเข้ามาผสมกับผู้เล่นเดิมในทีมชุดใหญ่
ทำไมทีมนี้ถึงถูกพูดถึงจนวันนี้
สิ่งที่ทำให้บัสบี้ เบบส์ ยังคงถูกพูดถึงในวงการฟุตบอลอังกฤษจนถึงทุกวันนี้ไม่ใช่แค่ถ้วยแชมป์ลีกสองสมัยที่ทีมคว้ามาได้ แต่คือแนวทางการสร้างทีมที่พิสูจน์ว่าสโมสรสามารถแข่งขันในระดับสูงสุดได้ด้วยนักเตะที่ปั้นขึ้นมาเองจากระบบเยาวชน โดยไม่ต้องพึ่งพาการซื้อผู้เล่นจากทีมอื่นเป็นหลัก ซึ่งเป็นแนวคิดที่ค่อนข้างล้ำสมัยสำหรับยุคนั้น
ทีมอายุเฉลี่ยเพียง 21 ถึง 22 ปีที่คว้าแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษได้สองปีติดต่อกันยังคงเป็นตัวอย่างที่ถูกหยิบยกมาอ้างอิงทุกครั้งที่มีการพูดถึงคุณค่าของระบบเยาวชนในฟุตบอลสโมสร และทำให้ชื่อของแมตต์ บัสบี้ ผูกติดอยู่กับแนวทางการสร้างทีมแบบนี้มาจนถึงปัจจุบัน สโมสรอื่นหลายแห่งในเวลาต่อมาก็เริ่มลงทุนในระบบเยาวชนของตัวเองมากขึ้น โดยมองทีมชุดบัสบี้ เบบส์ เป็นต้นแบบว่าการปั้นนักเตะเองตั้งแต่ระดับเยาวชนสามารถนำไปสู่ความสำเร็จระดับสูงสุดของประเทศได้จริง

