แชมป์ปี 1936 ฤดูกาลสุดท้ายก่อนลาลีกาเงียบไปสามปี

สนามซาน มาเมส (สนามเก่า) รังเหย้าของแอธเลติก บิลเบา

ฤดูกาล 1935-36 จบลงตามปฏิทินปกติทุกอย่าง แอธเลติก บิลเบา คว้าแชมป์ลาลีกาไปครอง แฟนบอลยังไม่รู้ตัวว่านี่คือฤดูกาลสุดท้ายก่อนที่ฟุตบอลสเปนจะหายไปจากปฏิทินนานถึงสามปี เรื่องราวของฤดูกาลนี้จึงควรเล่าจากมุมของฤดูกาลที่จบครบสมบูรณ์ ไม่ใช่มองย้อนกลับไปจากช่องว่างที่ตามมาทีหลัง

ฤดูกาล 1935-36 ตัดสินแชมป์กันอย่างไร

ฤดูกาลนี้แข่งขันระหว่างวันที่ 10 พฤศจิกายน 1935 ถึง 19 เมษายน 1936 แอธเลติก บิลเบา จบอันดับหนึ่งด้วย 31 คะแนน มาดริด เอฟซี ตามมาเป็นรองแชมป์ด้วย 29 คะแนน ส่วนเรอัลโอเบียโดจบอันดับสามด้วย 28 คะแนน และราซิ่ง ซานตันเดร์ อันดับสี่ด้วย 27 คะแนน ตัวเลขเหล่านี้แสดงว่าทั้งสี่ทีมบนสุดของตารางห่างกันเพียงไม่กี่แต้ม การชิงแชมป์ฤดูกาลนั้นจึงสูสีจนถึงช่วงท้าย ไม่ใช่การไล่บี้แบบทิ้งห่างคู่แข่งตั้งแต่ต้นฤดูกาล การที่เรอัลโอเบียโดขึ้นมาจบอันดับสามได้ในฤดูกาลนี้ยังน่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะเป็นสโมสรจากแคว้นอัสตูเรียสที่เพิ่งขึ้นสู่ลีกสูงสุดได้ไม่กี่ปีก่อนหน้านั้น แต่สามารถแทรกขึ้นมาอยู่ในกลุ่มบนของตารางร่วมกับสโมสรใหญ่จากมาดริดและบิลเบาได้สำเร็จ

ทีมบิลเบาชุดนี้ต่างจากชุดต้นทศวรรษแค่ไหน

นี่คือแชมป์ลาลีกาสมัยที่สี่ของบิลเบาในทศวรรษ 1930 ต่อจากฤดูกาล 1929-30, 1930-31 และ 1933-34 และแกนหลักของทีมก็ยังเป็นชุดเดิมเป็นส่วนใหญ่ ทั้งอากุสติน เซาโต บาต้า และกีเยร์โม กอรอสติซา ยังคงอยู่กับสโมสรต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 1929 จนถึงฤดูกาลนี้ การที่ผู้เล่นชุดแชมป์แรกสามารถรักษาฟอร์มจนคว้าแชมป์สมัยที่สี่ได้ในอีกหกปีถัดมา แสดงให้เห็นถึงความต่อเนื่องของทีมชุดนี้ที่หาได้ยากในวงการฟุตบอล ไม่ว่าจะยุคใดก็ตาม ระหว่างทางนั้นทีมยังต้องผ่านช่วงที่เป็นรองแชมป์ให้มาดริด เอฟซี ถึงสองปีติดต่อกันในฤดูกาล 1931-32 และ 1932-33 ก่อนจะกลับมาคว้าแชมป์ได้อีกครั้งในปี 1933-34 และรักษามาตรฐานต่อเนื่องมาจนถึงฤดูกาลนี้ นี่คือทีมที่ผ่านทั้งช่วงขาขึ้นและขาลงมาด้วยแกนผู้เล่นที่แทบไม่เปลี่ยนแปลง

ปฏิทินการแข่งขันปิดฉากลงเมื่อไร

ผนังภายนอกสนามเบนิโต บียามารินพร้อมตัวอักษรชื่อสนามขนาดใหญ่และต้นไซเปรสเรียงแถวด้านหน้า
ด้านนอกสนามเบนิโต บียามาริน สนามเหย้าของเรอัลเบติสในเมืองเซบียา

ฤดูกาล 1935-36 จบลงในวันที่ 19 เมษายน 1936 ซึ่งเป็นเวลาเกือบสามเดือนก่อนสงครามกลางเมืองสเปนจะปะทุขึ้นในเดือนกรกฎาคมปีเดียวกัน นั่นหมายความว่าลีกได้แข่งขันจนจบครบตามกำหนดการโดยไม่มีสัญญาณผิดปกติใด ๆ แทรกเข้ามาก่อน ทีมแชมป์ได้ฉลองความสำเร็จตามปกติ นักเตะแยกย้ายไปพักหลังจบฤดูกาลเหมือนทุกปีที่ผ่านมา ไม่มีใครในตอนนั้นรู้ว่านี่จะกลายเป็นช่วงเวลาสงบสุขครั้งสุดท้ายก่อนที่ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป ระยะห่างเกือบสามเดือนระหว่างวันปิดฤดูกาลกับวันที่ความขัดแย้งปะทุขึ้น เป็นเครื่องยืนยันว่าการหยุดแข่งขันของลาลีกาไม่ได้เกิดขึ้นกลางฤดูกาลแบบที่บางคนอาจเข้าใจผิด แต่เกิดขึ้นหลังจากฤดูกาลจบสมบูรณ์แล้วอย่างน้อยหนึ่งฤดูร้อนเต็ม ๆ

สโมสรและผู้เล่นทำอะไรในช่วงที่ไม่มีลีก

ผนังภายนอกสนามรามอน ซานเชซ ปิซฆวน มีตราสัญลักษณ์สโมสรเซบียาขนาดใหญ่ติดอยู่กลางผนัง
ผนังด้านนอกสนามรามอน ซานเชซ ปิซฆวน สนามเหย้าของเซบียา

เมื่อสงครามกลางเมืองสเปนปะทุขึ้น ลาลีการะดับประเทศต้องหยุดแข่งขันไปสามฤดูกาลเต็มคือ 1936-37, 1937-38 และ 1938-39 นักเตะแต่ละคนมีเส้นทางที่ต่างกันไปตามสถานการณ์ บางคนอย่างอิซิโดร ลังการา ดาวซัลโวของเรอัลโอเบียโด เข้าร่วมทีมชาติบาสก์ที่ออกทัวร์ยุโรปในปี 1937 เพื่อระดมทุนช่วยเหลือฝ่ายสาธารณรัฐ ก่อนหลายคนในทีมทัวร์ชุดนั้นจะแยกย้ายไปเล่นต่อในเม็กซิโกและอาร์เจนตินา ช่วงเวลาสามปีนี้จึงไม่ใช่แค่การหยุดแข่งขันเฉย ๆ แต่เป็นช่วงที่นักฟุตบอลสเปนจำนวนไม่น้อยต้องกระจายตัวออกไปหาที่ทางใหม่นอกประเทศเพื่อความอยู่รอดทั้งในทางอาชีพและทางกายภาพ สโมสรเองก็ไม่มีการแข่งขันระดับประเทศให้ยึดโยงไว้ตลอดสามปีนั้น ต่างจากทุกฤดูกาลก่อนหน้าที่มีปฏิทินแข่งขันแน่นอนให้วางแผนล่วงหน้าได้ทุกปี ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ทำให้ทั้งสโมสรและนักเตะต้องตัดสินใจเฉพาะหน้ากันเป็นส่วนใหญ่

เมื่อลีกกลับมา อะไรที่ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว

ลาลีกากลับมาแข่งขันอีกครั้งในฤดูกาล 1939-40 โดยมี 12 ทีมเข้าร่วม แชมป์ตกเป็นของอัตเลติโก อาบิอาซิออน ซึ่งเป็นแชมป์สมัยแรกของสโมสรนั้น ส่วนเซบียาจบเป็นรองแชมป์ แอธเลติก บิลเบาซึ่งเคยเป็นแชมป์เก่าจบเพียงอันดับสามด้วย 26 คะแนน ไม่สามารถกลับมายืนจุดเดิมได้ทันที กอรอสติซากลับมาลงเล่นให้บิลเบาในฤดูกาลนี้เป็นฤดูกาลสุดท้ายก่อนย้ายไปบาเลนเซีย ขณะที่บาต้าซึ่งอาชีพระดับสูงถูกตัดจบตั้งแต่อายุ 28 ปีตอนสงครามปะทุ ได้ไปเล่นในระดับเซกุนด้า ดิบิซิออน แทนที่จะกลับมาลีกสูงสุดอีกครั้ง ผู้ทำประตูสูงสุดของลีกฤดูกาลนั้นกลายเป็นวิกโตริโอ อูนามูโน จากบิลเบาเองด้วย 20 ประตู ซึ่งเป็นสัญญาณว่าคนรุ่นใหม่กำลังเข้ามาแทนที่นักเตะชุดที่เคยคว้าแชมป์ก่อนสงคราม ฟุตบอลสเปนหลังปี 1939 จึงไม่ใช่การกลับมาแบบไร้รอยต่อ แต่เป็นการเริ่มต้นใหม่ที่มีทั้งใบหน้าเก่าและใบหน้าใหม่ปะปนกันไป ต่างจากภาพความต่อเนื่องที่ฤดูกาล 1935-36 เคยมีอยู่ก่อนหน้านั้น เมื่อมองย้อนกลับไป ฤดูกาล 1935-36 จึงกลายเป็นจุดปิดฉากของยุคที่ทีมชุดเดิมสามารถคว้าแชมป์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้อย่างต่อเนื่อง ก่อนที่ทุกอย่างจะถูกบังคับให้เริ่มนับหนึ่งใหม่โดยที่ไม่มีใครเลือกได้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

24/7 Fun8824/7 JBO