เดปอร์ติโบ รองแชมป์ 1950 ไม่ใช่เรื่องราวที่คนพูดถึงกันบ่อยเมื่อนึกถึงประวัติศาสตร์เดปอร์ติโบ ลา โกรุญญา เพราะภาพจำของสโมสรส่วนใหญ่มักผูกอยู่กับทีมซูเปอร์เดปอร์ในทศวรรษ 1990 ที่เคยคว้าแชมป์ลีกและเข้ารอบลึกในถ้วยยุโรป แต่ก่อนหน้านั้นถึง 40 ปี ทีมจากกาลิเซียทีมนี้เคยจบฤดูกาลลาลีกาด้วยอันดับ 2 มาแล้ว ห่างจากแชมป์เพียงแต้มเดียวเท่านั้น เรื่องราวของฤดูกาล 1949-50 จึงเป็นภาพที่ต่างไปจากที่แฟนบอลรุ่นหลังคุ้นเคย เพราะเกิดขึ้นในยุคที่สเปนเพิ่งฟื้นตัวจากสงครามกลางเมืองได้ไม่นาน
เดปอร์ขึ้นมาอยู่หัวตารางได้อย่างไรในปี 1950
เดปอร์ติโบเลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นลาลีกาเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสรเมื่อปี 1941 ด้วยการชนะเพลย์ออฟเลื่อนชั้นเหนือมูร์เซีย 2-1 จากนั้นทีมใช้เวลาราวแปดปีปรับตัวอยู่ในลีกสูงสุด ก่อนจะมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญในฤดูกาล 1949-50 ภายใต้ผู้จัดการทีมชาวอาร์เจนตินา อเลฆานโดร สโกเปลลี ผู้นำผู้เล่นอเมริกาใต้เข้ามาเสริมทัพหลายคน ได้แก่ ฆูลิโอ กอร์กูเอรา, ออสวัลโด การ์เซีย, ราฟาเอล ฟรังโก และดาโกแบร์โต โมลล์ การเสริมทัพชุดนี้ทำให้ทีมมีความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และเปลี่ยนเดปอร์ติโบจากทีมที่แค่พยายามรักษาสถานะทีมลีกสูงสุดให้กลายเป็นทีมที่ลุ้นแชมป์ได้จริง การนำเข้าผู้เล่นจากอเมริกาใต้ในยุคนั้นยังไม่ใช่เรื่องปกติสำหรับสโมสรขนาดกลางของสเปน ทำให้การตัดสินใจของสโกเปลลีถือเป็นความกล้าที่แหวกแนวไปจากสโมสรร่วมสมัยหลายแห่งที่ยังพึ่งพาผู้เล่นในประเทศเป็นหลัก
ห่างจากแชมป์แค่ไหนและพลาดตรงจุดใด
ฤดูกาลนั้นลาลีกามี 14 ทีม แข่งรวม 182 นัด ยิงประตูรวมกันมากถึง 773 ลูก เฉลี่ย 4.25 ประตูต่อนัด ซึ่งเป็นระดับที่สูงมากแม้เทียบกับมาตรฐานทศวรรษ 1940 เอง ตารางคะแนนสุดท้ายจบลงแบบสูสีอย่างเหลือเชื่อ แอตเลติโก มาดริดคว้าแชมป์ด้วย 33 คะแนน จากชนะ 15 เสมอ 3 แพ้ 8 ได้ประตู 71 เสีย 51 ส่วนเดปอร์ติโบตามมาห่างเพียง 1 คะแนนด้วย 32 คะแนน จากชนะ 12 เสมอ 8 แพ้ 6 ได้ประตู 48 เสีย 38 ที่น่าสนใจคือบาเลนเซียซึ่งจบอันดับ 3 ก็ตามหลังเดปอร์ติโบเพียง 1 คะแนนเช่นกัน แปลว่าทั้งสามทีมอยู่ในระยะห่างกันแค่ 2 คะแนนเท่านั้นตลอดทั้งตาราง

ตัวเลขที่บอกจุดที่เดปอร์ติโบพลาดไปชัดเจนคือจำนวนนัดที่เสมอ ทีมเสมอไปถึง 8 นัด ขณะที่แอตเลติโก มาดริดเสมอเพียง 3 นัด ถ้าเดปอร์ติโบเปลี่ยนผลเสมอเป็นชนะได้อีกแค่หนึ่งนัดตลอดฤดูกาล แชมป์ลีกปีนั้นอาจเปลี่ยนมือไปอยู่ที่กาลิเซียแทน ดาวซัลโวของฤดูกาลนั้นเป็นเตลโม ซาร์ราจากแอธเลติก บิลเบาด้วย 24 ประตู ซึ่งไม่ได้อยู่ในทีมใดในสองทีมที่ลุ้นแชมป์ สะท้อนว่าการแข่งขันชิงแชมป์ปีนั้นตัดสินกันด้วยความสม่ำเสมอทั้งฤดูกาลมากกว่าฟอร์มของดาวยิงคนเดียว
ผู้เล่นกลุ่มไหนที่ทำให้ทีมเล่นได้ระดับนั้น
นอกจากกลุ่มผู้เล่นอเมริกาใต้ที่สโกเปลลีดึงเข้ามา อีกหนึ่งเสาหลักของทีมชุดนี้คือผู้รักษาประตูฆวน อากูญญา ที่มีฉายาว่าซาเนตัส เขาคว้ารางวัลซาโมรา ซึ่งเป็นรางวัลสำหรับผู้รักษาประตูที่เสียประตูน้อยที่สุดของลีก มาแล้วถึง 4 สมัยตลอดอาชีพค้าแข้งกับสโมสร การมีนายทวารระดับรางวัลส่วนบุคคลยืนคุมประตูร่วมกับกองหน้าอเมริกาใต้ที่นำเข้ามาใหม่ ทำให้ทีมมีทั้งความมั่นคงในเกมรับและความคมในเกมรุกไปพร้อมกัน ซึ่งตรงกับตัวเลขที่ทีมเสียประตูเพียง 38 ลูกตลอดฤดูกาล น้อยกว่าทั้งแชมป์และเกือบทุกทีมในกลุ่มหัวตาราง

ทำไมทีมรักษาระดับนี้ไว้ไม่ได้ในทศวรรษถัดมา
หลังจบรองแชมป์ฤดูกาล 1949-50 เดปอร์ติโบยังรักษาสถานะทีมลีกสูงสุดไว้ได้ต่อเนื่องอีกถึง 9 ฤดูกาล จนถึงปี 1957 ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานพอสมควรสำหรับทีมจากเมืองที่ไม่ได้ใหญ่เท่าสโมสรจากมาดริดหรือบาร์เซโลนา แต่สุดท้ายทีมก็ตกชั้นในปี 1957 ปิดฉากช่วงเวลาที่ดีที่สุดช่วงหนึ่งของสโมสรก่อนยุคซูเปอร์เดปอร์ การไม่สามารถรักษาระดับความสำเร็จของฤดูกาล 1949-50 ไว้ได้ต่อเนื่องแสดงให้เห็นว่าทีมเล็กที่เคยลุ้นแชมป์ได้ด้วยการเสริมทัพเฉพาะจุด ยังต้องอาศัยการลงทุนและวางระบบระยะยาวมากกว่านั้น จึงจะรักษาระดับนั้นไว้ได้ข้ามทศวรรษ
ริอาซอร์กับเมืองลา โกรุญญา มีบทบาทอย่างไรกับสโมสร
สนามริอาซอร์เปิดใช้งานวันที่ 28 ตุลาคม 1944 ด้วยนัดลีกพบบาเลนเซีย ซึ่งหมายความว่าเมื่อถึงฤดูกาลรองแชมป์ 1949-50 สนามแห่งนี้เป็นบ้านของทีมมาแล้วประมาณห้าปี ปัจจุบันริอาซอร์มีความจุ 32,490 ที่นั่ง ตั้งอยู่ใกล้ชายฝั่งของเมืองลา โกรุญญา เมืองท่าสำคัญของแคว้นกาลิเซียทางตะวันตกเฉียงเหนือของสเปน การที่สโมสรจากเมืองท่าขนาดกลางแห่งนี้สามารถขึ้นไปลุ้นแชมป์ลีกได้ในปี 1950 จึงเป็นเรื่องที่มีความหมายมากกว่าตัวเลขในตาราง เพราะเป็นการพิสูจน์ว่าทีมนอกสองเมืองใหญ่อย่างมาดริดและบาร์เซโลนาก็สามารถแข่งขันในระดับสูงสุดของลีกสเปนได้ แม้จะยังไม่คว้าแชมป์จริงในปีนั้นก็ตาม สำหรับแฟนบอลเดปอร์ติโบที่ติดตามสโมสรมาอย่างยาวนาน ฤดูกาล 1949-50 จึงควรถูกจดจำไม่น้อยไปกว่ายุคซูเปอร์เดปอร์ เพราะเป็นหลักฐานว่าความสำเร็จระดับสูงของสโมสรไม่ได้เพิ่งเริ่มต้นในทศวรรษ 1990 แต่มีรากฐานย้อนไปได้ไกลถึงช่วงกลางศตวรรษที่ 20

