โซเซียดาดปี2003 คู่หน้าที่พาทีมท้าทายมาดริด

สนามอาโนเอตา รังเหย้าของเรอัล โซเซียดาด

โซเซียดาดปี2003 ท้าทายเรอัล มาดริดได้ด้วยการเล่นที่เชื่อมกองกลางกับคู่หน้าอย่างลงตัว นิฮัต คาห์เวจีและดาร์โก โควาเชวิชทำรวมกัน 43 ประตู แต่พลังของทีมไม่ได้เริ่มที่จังหวะยิงเท่านั้น การขึ้นบอลของชาบี อลอนโซ การสนับสนุนจากริมเส้น และการปรับการเคลื่อนที่ของกองหน้าช่วยให้เรอัล โซเซียดาดไปถึง 76 คะแนน จบรองแชมป์ห่างมาดริดเพียงสองแต้ม หลังยังนำอยู่ก่อนการแข่งขันสองนัดสุดท้าย

เดอนูเอซ์จัดทีมอย่างไร

ชาบี อลอนโซขึ้นบอลให้โซเซียดาดปี2003

เรย์นัลด์ เดอนูเอซ์เข้ามารับงานในฤดูกาล 2002/03 โดยโรเบร์โต โอลาเบซึ่งคุมทีมช่วงท้ายฤดูกาลก่อนเปลี่ยนไปเป็นผู้อำนวยการกีฬา โซเซียดาดเพิ่งผ่านการดิ้นรนหนีตกชั้นมา เป้าหมายสูงสุดจึงไม่ได้เป็นสิ่งที่สโมสรสามารถถือว่าอยู่ใกล้ตั้งแต่ต้น การเปลี่ยนผู้ฝึกสอนเกิดขึ้นพร้อมความจำเป็นที่จะทำให้ทีมมีผลงานมั่นคงกว่าเดิม

เดอนูเอซ์เล่าย้อนหลังว่า วิสัยทัศน์และคุณภาพการจ่ายบอลของอลอนโซช่วยให้ทีมพาบอลออกจากแดนหลังและเลือกทิศทางการเล่นได้ดี เขามองว่าการจับคู่อลอนโซกับมิเกล อารันบูรูตรงกลางมีลักษณะเกื้อหนุนกัน นั่นทำให้การเริ่มเกมบุกมีคนอ่านสนามและหาทางส่งบอลไปถึงผู้เล่นข้างหน้า

วาเลรี คาร์ปินอยู่ด้านขวา ส่วนฆาเบียร์ เด เปโดรอยู่ด้านซ้าย โค้ชให้ความสำคัญกับประสบการณ์และความเข้าใจเกมของทั้งคู่ โดยเฉพาะคุณภาพเท้าซ้ายของเด เปโดร ทางเลือกสองฝั่งช่วยให้การขึ้นเกมไม่จำเป็นต้องมุ่งผ่านกลางสนามทุกครั้ง คู่หน้าจึงได้รับการสนับสนุนจากผู้เล่นหลายทิศทาง

ผลงานเริ่มชัดตั้งแต่เกมเปิดฤดูกาลที่ชนะแอธเลติก คลับ 4–2 ที่อาโนเอตา จากนั้นโซเซียดาดผ่านครึ่งแรกของฤดูกาลลีกโดยไม่แพ้เลย การแข่งขันในถ้วยต่างออกไป เพราะทีมแพ้ซาราโกซาในโกปา เดล เรย์ แต่สำหรับลีก ความต่อเนื่องตลอด 19 นัดแรกทำให้การขึ้นไปนำไม่ใช่เรื่องที่เกิดจากชัยชนะใหญ่เพียงครั้งเดียว

สนามหญ้าและอัฒจันทร์สีน้ำเงินขาวภายในอาโนเอตายามค่ำคืน
ภายในสนามอาโนเอตาในซานเซบาสเตียนเมื่อปี 2021

คู่หน้าคนละลักษณะ

นิฮัตและโควาเชวิชเรียนรู้การวิ่งร่วมกัน

การมีสองกองหน้าไม่ได้หมายถึงปล่อยให้แต่ละคนรอบอลแล้วแย่งกันยิง เดอนูเอซ์อธิบายว่าโควาเชวิชเคยคุ้นกับการต่อสู้เพื่อทำประตูในเขตโทษมากกว่าการวิ่งสัมพันธ์กับเพื่อน เขาจึงต้องปรับให้กองหน้ารายนี้เคลื่อนที่ร่วมกับนิฮัตมากขึ้น งานของคู่หน้ามีทั้งการเข้าหาบอลและการสร้างจังหวะให้คนข้างกัน

ผลปลายฤดูกาลคือนิฮัตทำ 23 ประตูและโควาเชวิชทำ 20 ประตู รวมกัน 43 จากทั้งหมด 71 ประตูของโซเซียดาด หรือประมาณร้อยละ 61 ตัวเลขนี้แสดงว่าคู่หน้ารับผิดชอบผลผลิตหลักของทีม ขณะเดียวกันอีก 28 ประตูก็มาจากคนอื่น การมีผู้เล่นแนวรุกที่ยิงสม่ำเสมอจึงอยู่ร่วมกับการเติมประตูจากส่วนอื่นได้

เกมวันที่ 13 เมษายน 2003 กับมาดริดเป็นตัวอย่างของความสามารถดังกล่าว โควาเชวิชยิงสองประตูและนิฮัตเพิ่มอีกลูกจนโซเซียดาดนำ 3–0 โรนัลโดตีคืนให้ทีมเยือน แต่อลอนโซยิงปั่นตอบกลับเป็น 4–1 ก่อนจบครึ่งแรก คู่หน้าทำหน้าที่ได้แล้ว ขณะที่กองกลางก็สามารถสร้างประตูของตัวเองได้เช่นกัน

มาดริดได้ประตูเพิ่มจากฆาเบียร์ ปอร์ติโยช่วงท้ายเกม แต่เจ้าบ้านชนะ 4–2 และลดระยะห่างจากจ่าฝูงเหลือสามคะแนน ชัยชนะที่อาโนเอตาจึงมีผลทั้งด้านคะแนนและการแข่งขันกับคู่แข่งโดยตรง โซเซียดาดแสดงให้เห็นว่ายังอยู่ในเส้นทางลุ้นแชมป์หลังเคยเสียตำแหน่งผู้นำไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม สกอร์สี่ประตูไม่ได้หมายถึงเกมที่ฝ่ายชนะควบคุมทุกจังหวะ การเสียสองประตูในนัดเดียวกันเตือนว่าทีมยังต้องรับมือพลังเกมรุกของมาดริด สิ่งที่ทำให้โซเซียดาดได้สามแต้มคือการใช้โอกาสให้เกิดผลมากพอ และรักษาระยะที่สร้างไว้จนจบเกมได้

โค้งสุดท้ายกับความกดดัน

ตารางก่อนจบฤดูกาล

หลังผ่านนัดที่ 36 โซเซียดาดมี 73 คะแนน ส่วนมาดริดมี 72 คะแนน สถานการณ์ยังอยู่ในมือทีมของเดอนูเอซ์ แต่ผลเสมอบาเลนเซีย 1–1 วันที่ 1 มิถุนายนทำให้พลาดโอกาสหนีเป็นสามแต้ม หลังมาดริดเสมอเซลตา บีโกด้วยสกอร์เดียวกันไปก่อนแล้ว

ในเกมกับบาเลนเซีย อลอนโซยิงให้เจ้าบ้านนำ แต่อ็องโตนี เรแวแยร์ตีเสมออย่างรวดเร็ว ต่อมาโรแบร์โต อายาลาถูกไล่ออก ทว่าโซเซียดาดไม่สามารถเปลี่ยนความได้เปรียบด้านจำนวนผู้เล่นให้เป็นชัยชนะได้ ผลเสมอจึงรักษาตำแหน่งจ่าฝูงไว้พร้อมกับทิ้งระยะห่างที่เปราะบางเพียงหนึ่งคะแนน

นัดถัดมาวันที่ 15 มิถุนายน โซเซียดาดแพ้เซลตาที่บีโก 2–3 นิฮัตยิงสองประตูแต่ไม่เพียงพอ เมื่อมาดริดบุกชนะแอตเลติโก มาดริด 4–0 จ่าฝูงจึงเปลี่ยนมือ มาดริดขึ้นไปมี 75 คะแนน ส่วนโซเซียดาดยังอยู่ที่ 73 คะแนน ก่อนการแข่งขันวันสุดท้าย

สนามเมโตรโปลิตาโนแห่งใหม่และถนนด้านนอกใต้แสงไฟยามค่ำ
สนามเมโตรโปลิตาโนแห่งใหม่ในกรุงมาดริดเมื่อปี 2018

สถานการณ์ใหม่ทำให้โซเซียดาดไม่สามารถกำหนดปลายทางได้ด้วยตัวเองอีกแล้ว แม้มีผลงานพบกันโดยตรงเหนือกว่ามาดริด แต่ข้อได้เปรียบนั้นจะใช้ได้ก็ต่อเมื่อจบด้วยคะแนนเท่ากัน การตามสองแต้มจึงบังคับให้ต้องชนะพร้อมหวังว่าคู่แข่งจะทำคะแนนหล่นด้วย

วันที่ 22 มิถุนายน โซเซียดาดทำงานของตนสำเร็จด้วยชัยชนะเหนือแอตเลติโก 3–0 โควาเชวิช เด เปโดร และนิฮัตเป็นผู้ทำประตู แต่ในอีกสนามมาดริดชนะแอธเลติก 3–1 ผลรวมจึงหยุดที่มาดริด 78 คะแนนและโซเซียดาด 76 คะแนน รองแชมป์ได้สิทธิ์เข้ารอบแบ่งกลุ่มแชมเปียนส์ลีกโดยตรง แต่พลาดตำแหน่งสูงสุดของสเปน

ทั้งสองทีมชนะเท่ากันที่ 22 นัด ความแตกต่างอยู่ที่มาดริดเสมอ 12 แพ้สี่ ส่วนโซเซียดาดเสมอสิบแพ้หก การมีคู่หน้าที่ผลิตประตูมหาศาลพาทีมเข้าใกล้แชมป์ได้มาก แต่สองคะแนนสุดท้ายเกิดจากผลการแข่งขันตลอด 38 นัด เรื่องราวของโซเซียดาดจึงรวมทั้งการเล่นร่วมกันที่ยอดเยี่ยมและความละเอียดอ่อนของการลุ้นลีกจนถึงวันสุดท้าย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

24/7 Fun8824/7 JBO