ลุ้นแชมป์ 98 ต่อ 97 แมนซิตี้กับลิเวอร์พูลในปี 2019

สนามเอติฮัด สเตเดียม ของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ คู่แข่งลิเวอร์พูลในปี 2019

ลุ้นแชมป์ 98 ต่อ 97 คือการแข่งขันระหว่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้กับลิเวอร์พูลในพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2018/19 ซิตี้ชนะ 14 เกมลีกสุดท้ายและจบด้วย 98 คะแนน ส่วนลิเวอร์พูลชนะเก้านัดท้ายแต่ได้ 97 คะแนน ความต่างหนึ่งแต้มเกิดจากผลงานตลอด 38 นัด รวมทั้งการพบกันโดยตรง ผลเสมอช่วงต้นปี และความสามารถในการเก็บชัยชนะภายใต้แรงกดดันจนถึงวันสุดท้าย

ทีมขึ้นนำในแต่ละช่วงได้อย่างไร

ลิเวอร์พูลเริ่มฤดูกาลด้วยชัยชนะหกนัดรวด ก่อนเสมอเชลซี ขณะที่ซิตี้สะดุดเสมอวูล์ฟแฮมป์ตันในเกมที่สาม เมื่อทั้งสองพบกันวันที่ 7 ตุลาคม 2018 และจบ 0–0 แต่ละทีมจึงมี 20 คะแนนจากแปดนัด การแข่งขันยังใกล้กันมากในช่วงที่ทั้งสองเริ่มแสดงความสม่ำเสมอของตัวเอง

ซิตี้ขยับนำในเดือนพฤศจิกายน หลังจบเกมลีกนัดที่ 13 ทั้งคู่ ซิตี้มี 35 คะแนน ส่วนลิเวอร์พูลมี 33 คะแนน แต่เดือนธันวาคมเปลี่ยนภาพการแข่งขัน ลิเวอร์พูลชนะเกมลีกทั้งเจ็ดนัดของเดือน ขณะที่ซิตี้แพ้เชลซี พาเลซ และเลสเตอร์ เมื่อสิ้นปีและต่างเล่นครบ 20 นัด ลิเวอร์พูลมี 54 คะแนนนำซิตี้ที่มี 47 คะแนนอยู่เจ็ดแต้ม

ความได้เปรียบเจ็ดคะแนนจึงไม่ได้มาจากซิตี้หยุดชนะทั้งหมด ทีมยังชนะเอฟเวอร์ตันและเซาแธมป์ตันในช่วงเดียวกัน แต่ความพ่ายแพ้สามครั้งในเดือนที่ลิเวอร์พูลเก็บแต้มเต็มทำให้ส่วนต่างขยายรวดเร็ว การนำเริ่มชัดเพราะทีมหนึ่งรักษาความต่อเนื่องได้ตรงกับช่วงที่อีกทีมทำคะแนนหล่น

ลุ้นแชมป์ 98 ต่อ 97 ต้องดูจำนวนเกมที่เล่นด้วย

ในครึ่งหลังของฤดูกาล โปรแกรมของสองทีมไม่ได้เรียงวันเดียวกันเสมอไป ตัวอย่างวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2019 ซิตี้ชนะเอฟเวอร์ตันจนมี 62 คะแนนเท่าลิเวอร์พูลและขึ้นนำด้วยผลต่างประตู แต่ซิตี้เล่นไป 26 นัด ส่วนลิเวอร์พูลเล่น 25 นัด ตำแหน่งจ่าฝูงในวันนั้นจึงยังมีเกมที่เหลือไม่เท่ากันประกอบอยู่ด้วย

การพบกันโดยตรงเปลี่ยนส่วนต่างเท่าไร

นัดแรกที่แอนฟิลด์เปิดโอกาสให้ซิตี้ชนะช่วงท้าย เฟอร์จิล ฟาน ไดก์ทำฟาวล์เลรอย ซาเนในเขตโทษ แต่ริยาด มาห์เรซยิงจุดโทษข้ามคาน ผลเสมอ 0–0 ทำให้ทั้งสองแบ่งทีมละหนึ่งคะแนนและรักษายอดสะสมเท่ากันเมื่อจบเกมที่แปดของตัวเอง

เกมที่เอติฮัดวันที่ 3 มกราคม 2019 มีผลต่อช่องว่างชัดกว่า ลิเวอร์พูลมาถึงพร้อมความได้เปรียบเจ็ดแต้ม แต่ซิตี้ชนะ 2–1 จากประตูของเซร์คิโอ อเกวโรและซาเน โดยโรแบร์โต ฟีร์มีโนทำประตูให้ทีมเยือน ซิตี้จึงเพิ่มจาก 47 เป็น 50 คะแนน ขณะที่ลิเวอร์พูลอยู่ที่ 54 คะแนนตามเดิม ส่วนต่างลดเหลือสี่แต้มหลังต่างเล่นครบ 21 นัด

พื้นสนามสีเขียวและอัฒจันทร์สีฟ้าภายในเอติฮัด
อัฒจันทร์ล้อมสนามฟุตบอลภายในเอติฮัดในยุคหลังการย้ายสนามปี 2003

การแข่งขันครั้งนั้นกลายเป็นความพ่ายแพ้ในลีกเพียงนัดเดียวของลิเวอร์พูลตลอดฤดูกาล และซิตี้ได้รวมสี่คะแนนจากการพบกันทั้งสองครั้งเทียบกับหนึ่งคะแนนของลิเวอร์พูล ความได้เปรียบจากคู่แข่งโดยตรงมีความสำคัญ แต่ทั้งสองยังเหลือการแข่งขันกับทีมอื่นอีกมากหลังเกมเดือนมกราคม

ซิตี้เองแพ้นิวคาสเซิล 1–2 วันที่ 29 มกราคมและหยุดอยู่ที่ 56 คะแนน ลิเวอร์พูลเสมอเลสเตอร์ในวันถัดมาแล้วมี 61 คะแนนหลังครบ 24 นัดเท่ากัน ช่องว่างจึงกลับเป็นห้าแต้ม การชนะคู่แข่งลุ้นแชมป์โดยตรงไม่ได้ทำให้ซิตี้ควบคุมสถานการณ์ได้ทันที เพราะยังต้องแก้ผลการแข่งขันของตัวเองในเกมต่อ ๆ ไป

ความต่อเนื่องปลายฤดูกาลกดดันกันอย่างไร

หลังแพ้นิวคาสเซิล ซิตี้เริ่มชุดชัยชนะ 14 นัดด้วยการชนะอาร์เซนอล 3–1 วันที่ 3 กุมภาพันธ์ แล้วไม่ทำคะแนนหล่นอีกเลย ขณะที่ลิเวอร์พูลเสมอสี่เกมระหว่างวันที่ 30 มกราคมถึง 3 มีนาคม ได้แก่ เลสเตอร์ เวสต์แฮม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และเอฟเวอร์ตัน เมื่อผ่านเกมเสมอที่กูดิสัน พาร์ก ลิเวอร์พูลมี 70 คะแนนจาก 29 นัด ซิตี้มี 71 คะแนนจากจำนวนเกมเท่ากัน

นับจากนั้นลิเวอร์พูลชนะเก้านัดที่เหลือ เริ่มด้วยเกมกับเบิร์นลีย์และเดินหน้าเก็บคะแนนได้สูงสุดทุกครั้ง แต่ซิตี้ก็ไม่เปิดช่องให้แซง ทั้งสองทีมยังสลับขึ้นนำระหว่างสุดสัปดาห์ตามว่าใครลงแข่งก่อน ความกดดันจึงเกิดจากการต้องตอบชัยชนะของคู่แข่งด้วยชัยชนะของตัวเองอย่างต่อเนื่อง

วันที่ 4 พฤษภาคม ลิเวอร์พูลบุกชนะนิวคาสเซิล 3–2 ดิว็อก โอริกีลงสำรองแล้วยิงประตูชัยช่วงท้าย ทำให้ทีมมี 94 คะแนนจาก 37 นัด นำซิตี้สองคะแนน แต่สองวันต่อมา แว็งซองต์ กอมปานียิงไกลให้ซิตี้ชนะเลสเตอร์ 1–0 ที่เอติฮัด ซิตี้จึงกลับมานำด้วย 95 คะแนนเมื่อเล่นครบ 37 นัดเท่ากัน

วันสุดท้ายวันที่ 12 พฤษภาคม ทั้งคู่ยังต้องชนะงานของตัวเอง ลิเวอร์พูลทำได้ด้วยการชนะวูล์ฟแฮมป์ตัน 2–0 ส่วนซิตี้ต้องกลับมาจากการตามหลังไบรท์ตันก่อนชนะ 4–1 ที่เอเม็กซ์ ผลทั้งสองสนามทำให้ลำดับจบเหมือนก่อนเริ่มวันนั้น คือซิตี้นำหนึ่งคะแนนและได้ครองแชมป์ต่อ

ด้านหน้าสนามเอเม็กซ์ที่มีป้ายชื่อสนามและช่องขายตั๋ว
ด้านนอกสนามเอเม็กซ์ของไบรท์ตันในเดือนสิงหาคม 2015

ทำไม97คะแนนจึงยังเป็นรองแชมป์

คำตอบอยู่ในจำนวนชัยชนะและผลเสมอ ซิตี้ชนะ 32 นัด เสมอ 2 และแพ้ 4 นัด คิดเป็น 96 คะแนนจากชัยชนะกับอีกสองคะแนนจากผลเสมอ ลิเวอร์พูลชนะ 30 นัด เสมอ 7 และแพ้เพียงครั้งเดียว คิดเป็น 90 คะแนนจากชัยชนะกับอีกเจ็ดคะแนนจากผลเสมอ รวมแล้วจึงน้อยกว่าหนึ่งแต้ม

ลิเวอร์พูลแพ้น้อยกว่าซิตี้สามนัด แต่ชนะน้อยกว่าสองนัด การไม่แพ้ช่วยรักษาคะแนนไว้ได้ส่วนหนึ่ง ทว่าผลเสมอให้หนึ่งคะแนนขณะที่ชัยชนะให้สามคะแนน ระบบนี้ทำให้ทีมที่แพ้มากกว่ายังจบเหนือกว่าได้ หากเปลี่ยนเกมอื่นให้เป็นชัยชนะมากพอ ผลต่างประตูไม่ต้องถูกนำมาใช้ตัดสินแชมป์ เพราะคะแนนสะสมของทั้งคู่ไม่เท่ากัน

ตัวเลข 97 คะแนนจึงไม่ใช่ความผิดพลาดในตัวมันเอง แต่เป็นผลรวมที่ต้องวัดกับคู่แข่งในฤดูกาลเดียวกัน ซิตี้เก็บ 42 คะแนนเต็มจาก 14 นัดท้าย ส่วนลิเวอร์พูลเพิ่ม 27 คะแนนจากเก้านัดท้าย ทั้งสองทีมปิดฤดูกาลได้โดยไม่ทำแต้มหล่นอีก แต่ฐานคะแนนก่อนเริ่มช่วงสุดท้ายเหลือความต่างที่ลิเวอร์พูลไล่ไม่ทัน

แชมป์ปี 2019 จึงไม่ได้ถูกตัดสินด้วยวันใดวันหนึ่งเพียงลำพัง เกมตรงที่เอติฮัดลดช่องว่าง ชุดผลเสมอเปิดโอกาสให้เปลี่ยนผู้นำ และชัยชนะปลายฤดูกาลรักษาความได้เปรียบจนจบ เมื่อสองทีมเดินหน้าชนะพร้อมกัน ผลงานที่สะสมก่อนหน้านั้นก็ยังคงอยู่บนตารางและกลายเป็นส่วนต่างหนึ่งแต้มในที่สุด

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

24/7 Fun8824/7 JBO