พรีเมียร์ลีก20ทีม เริ่มใช้ในฤดูกาล 1995/96 ด้วยการให้สี่สโมสรตกชั้นหลังจบฤดูกาลก่อนหน้า และรับทีมเลื่อนชั้นเพียงสองทีม จำนวนสมาชิกจึงลดจาก 22 เหลือ 20 โดยไม่ต้องตัดสโมสรออกนอกผลการแข่งขัน การเปลี่ยนครั้งนี้กระทบทั้งทีมท้ายตารางลีกสูงสุดและผู้ลุ้นขึ้นมาจากดิวิชันหนึ่ง โดยเฉพาะเรดิงซึ่งจบอันดับสองแต่ยังต้องผ่านเพลย์ออฟ ก่อนพลาดตั๋วให้โบลตัน
เหตุผลที่ลีกตั้งเป้า20ทีม
พรีเมียร์ลีก20ทีม อยู่ในแผนตั้งแต่เริ่มองค์กร
ประวัติอย่างเป็นทางการของพรีเมียร์ลีกระบุว่า ผู้ก่อตั้งมีความตั้งใจลดจำนวนสโมสรเหลือ 20 ทีมตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อสนับสนุนการพัฒนาและความเป็นเลิศทั้งระดับสโมสรและทีมชาติ ลีกเปิดฉากในปี 1992 ด้วย 22 ทีมก่อน จึงมีระยะเปลี่ยนผ่านระหว่างการตั้งองค์กรใหม่กับการใช้ขนาดลีกตามเป้าหมาย
ฤดูกาล 1992/93, 1993/94 และ 1994/95 ยังเป็นลีก 22 สโมสร แต่ละทีมจึงมีโปรแกรม 42 นัดเหมือนกัน การลดจำนวนเกิดขึ้นหลังจบปีที่สาม ไม่ใช่การลบเกมสองคู่แข่งออกจากตารางกลางฤดูกาล ทีมที่กำลังแข่งปี 1994/95 ยังต้องเล่นให้ครบตามรูปแบบเดิม แล้วผลการขึ้นลงจึงกำหนดสมาชิกของปีถัดไป
การแยกช่วงเวลาเช่นนี้สำคัญต่อการอ่านอันดับ เพราะอันดับที่เคยปลอดภัยในลีกขนาดเดิมอาจกลายเป็นอันดับตกชั้นในปีเปลี่ยนผ่าน ขณะเดียวกัน อันดับต้นของลีกรองก็อาจยังไม่เพียงพอสำหรับเลื่อนชั้นอัตโนมัติ การปรับโครงสร้างจึงไม่ได้เปลี่ยนเฉพาะจำนวนคู่แข่งขัน แต่เปลี่ยนเส้นแบ่งที่แต่ละสโมสรต้องไปให้ถึงด้วย
สี่สโมสรลงจากลีกในปี1995
จำนวนตกชั้นเพิ่มในปีเปลี่ยนผ่าน
สี่ทีมที่ตกชั้นคือคริสตัล พาเลซ นอริช ซิตี้ เลสเตอร์ ซิตี้ และอิปสวิช ทาวน์ เรียงจากอันดับ 19 ถึง 22 ตามลำดับ พาเลซมี 45 คะแนน นอริช 43 เลสเตอร์ 29 และอิปสวิช 27 ส่วนแอสตัน วิลลาจบอันดับ 18 ด้วย 48 คะแนนและอยู่รอด
คริสตัล พาเลซจึงเป็นกรณีที่เห็นผลของเส้นแบ่งใหม่ชัดที่สุด เพราะในลีก 22 ทีมที่ตกชั้นสามสโมสร อันดับ 19 จะอยู่นอกสามอันดับท้าย แต่ปีนี้ต้องหลีกเลี่ยงสี่อันดับท้าย พาเลซจึงไม่ได้ปลอดภัยเพียงเพราะมีทีมอยู่ข้างล่างสามทีม การอยู่รอดต้องขึ้นไปให้ถึงอันดับ 18 หรือสูงกว่า
นอริชเป็นอีกตัวอย่างของความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรวดเร็ว สโมสรเคยจบอันดับสามในฤดูกาลแรกของพรีเมียร์ลีก แต่สองปีต่อมาลงไปอยู่ในกลุ่มตกชั้น ส่วนพาเลซกับเลสเตอร์เพิ่งขึ้นมาในปี 1994 และต้องกลับลงไปทันที ผลงานในอดีตหรือสถานะทีมเลื่อนชั้นไม่ได้เปลี่ยนข้อกำหนดเรื่องสี่ทีมท้ายตาราง

สองตั๋วขึ้นมาแทนสี่ทีมที่ลง
เส้นทางแชมป์ลีกรองกับเพลย์ออฟ
ด้านดิวิชันหนึ่งซึ่งเป็นลีกรองในเวลานั้น มิดเดิลสโบรห์จบอันดับหนึ่งด้วย 82 คะแนนจาก 46 นัดและได้ตั๋วอัตโนมัติ เรดิงตามมาเป็นอันดับสองที่ 79 คะแนน ส่วนโบลตันมี 77 คะแนนในอันดับสาม วูล์ฟแฮมป์ตันกับทรานเมียร์มี 76 คะแนนและอยู่ในอันดับสี่กับห้า
ตั๋วที่เหลือหนึ่งใบต้องตัดสินด้วยเพลย์ออฟของอันดับสองถึงห้า เรดิงจึงไม่ได้เลื่อนชั้นตามมิดเดิลสโบรห์ทันที แม้จะอยู่เหนือโบลตันสองคะแนนหลังเล่นครบฤดูกาล ตำแหน่งรองแชมป์ให้สิทธิ์เข้าร่วมรอบเพลย์ออฟ แต่ไม่ได้ทำให้หลีกเลี่ยงความเสี่ยงของการแข่งขันแบบแพ้คัดออกได้
เรดิงผ่านทรานเมียร์ด้วยผลรวม 3–1 ขณะที่โบลตันผ่านวูล์ฟแฮมป์ตันด้วยผลรวม 3–2 ทั้งสองทีมจึงไปพบกันที่เวมบลีย์ในวันที่ 29 พฤษภาคม 1995 เพื่อแย่งสิทธิ์ขึ้นพรีเมียร์ลีกใบสุดท้าย ผลงาน 46 นัดทำหน้าที่คัดทีมเข้าสู่รอบนี้ ส่วนผู้ได้ตั๋วต้องตัดสินจากเกมที่ตามมาอีกชุดหนึ่ง

นัดชิงเริ่มด้วยเรดิงนำ 2–0 ภายใน 12 นาทีแรก และมีโอกาสยิงจุดโทษเพิ่ม แต่คีธ บรานาแกนเซฟไว้ได้ โบลตันกลับมาเสมอ 2–2 ในเวลาปกติ ก่อนชนะ 4–3 หลังต่อเวลาพิเศษ โอเวน คอยล์กับมิกซู ปาอาเตไลเนนทำคนละประตู และฟาเบียน เดอ เฟรตัสยิงสองลูก ส่งทีมของบรูซ ริอ็อคขึ้นไปพร้อมมิดเดิลสโบรห์
เรดิงจึงเป็นฝ่ายที่จบลีกสูงกว่าแต่ไม่ได้เลื่อนชั้น เหตุการณ์นี้ไม่ได้หมายความว่าอันดับสองถูกยกเลิกหรือโบลตันแซงคะแนนย้อนหลัง ทั้งสองผ่านเงื่อนไขเข้ารอบเหมือนกัน แล้วโบลตันเป็นผู้ชนะการแข่งขันที่กำหนดให้ตั๋วใบที่สอง
จาก42นัดเป็น38นัด
โปรแกรมของลีก20ทีม
เมื่อมี 20 สโมสร แต่ละทีมเหลือคู่แข่ง 19 ทีม การพบกันเหย้าและเยือนจึงเป็น 19 คูณสอง เท่ากับ 38 นัด ลดจากเดิมสี่นัดต่อทีม โดยแบ่งเป็นเกมเหย้าหายไปสองนัดและเกมเยือนหายไปสองนัด รูปแบบพบทุกทีมทั้งสองสนามยังเหมือนเดิม สิ่งที่เปลี่ยนคือจำนวนคู่แข่ง
| รายการ | ลีก 22 ทีม | ลีก 20 ทีม |
|---|---|---|
| คู่แข่งของแต่ละทีม | 21 ทีม | 19 ทีม |
| เกมเหย้าต่อทีม | 21 นัด | 19 นัด |
| เกมเยือนต่อทีม | 21 นัด | 19 นัด |
| เกมรวมต่อทีม | 42 นัด | 38 นัด |
| เกมทั้งลีก | 462 นัด | 380 นัด |
จำนวนเกมทั้งลีกลดลง 82 นัด ไม่ใช่เพียงสี่นัด เพราะสี่นัดเป็นส่วนต่างของโปรแกรมสโมสรหนึ่งทีม เมื่อรวมทุกทีมต้องระวังว่าเกมเดียวปรากฏในโปรแกรมของทั้งเจ้าบ้านและทีมเยือน ลีก 20 ทีมจึงมี 20 คูณ 38 แล้วหารสอง เท่ากับ 380 เกม ส่วนลีก 22 ทีมมี 22 คูณ 42 แล้วหารสอง เท่ากับ 462 เกม
สำหรับสโมสรที่อยู่ต่อ การมีเกมเหย้าน้อยลงสองนัดหมายถึงวันเปิดสนามรับคู่แข่งในลีกน้อยลงจริง ส่วนภาระในเอฟเอคัพ ลีกคัพ หรือรายการยุโรปไม่ได้หายไปตามตัวเลขนี้ จำนวนเกมรวมของแต่ละสโมสรจึงยังต่างกันได้ตามเส้นทางในรายการอื่น
การเปลี่ยนเป็น 20 ทีมจึงเชื่อมกันทั้งระบบ สี่ทีมออกและสองทีมเข้าทำให้สมาชิกเหลือน้อยลง จากนั้นโปรแกรมต่อทีมจึงลดเหลือ 38 นัด เรื่องของพาเลซและเรดิงแสดงผลต่อเส้นทางขึ้นลง ขณะที่จำนวน 380 เกมแสดงผลต่อปฏิทินของลีกในฤดูกาลใหม่

