แมนยูดับเบิล1994 เกิดจากทีมที่สะสมแต้มไว้มากในลีก แต่ยังต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเมื่อเส้นทางเอฟเอคัพเพิ่มนัดแข่งใหม่เข้ามาในเดือนเมษายน อเล็กซ์ เฟอร์กูสันใช้แกนผู้เล่นชุดเดิมเป็นฐาน พร้อมเปลี่ยนคนและหน้าที่ตามการติดโทษแบนและคู่แข่ง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดจึงผ่านทั้งช่วงที่แบล็กเบิร์นไล่จี้และรอบรองชนะเลิศที่เกือบจบลงด้วยการตกรอบ ก่อนยืนยันแชมป์ลีกวันที่ 2 พฤษภาคม และชนะเชลซีในนัดชิงถ้วยวันที่ 14 พฤษภาคม 1994
ต้นฤดูกาลสร้างระยะห่าง
แมนยูดับเบิล1994 เริ่มจากมาตรฐานในลีก
ยูไนเต็ดเข้าสู่ฤดูกาล 1993/94 ในฐานะแชมป์เก่า และแพ้เพียงครั้งเดียวจากเกมลีก 29 นัดแรก ช่วงหนึ่งทีมไม่แพ้ต่อเนื่องถึง 22 นัด ก่อนเชลซีบุกมาชนะที่โอลด์แทรฟฟอร์ดในวันที่ 5 มีนาคม ผลงานที่ทำไว้ก่อนหน้านั้นทำให้ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ยังไม่พรากตำแหน่งจ่าฝูง แต่หยุดความต่อเนื่องในเวลาที่โปรแกรมกำลังเข้าสู่ช่วงตัดสิน
ข้อได้เปรียบของการเริ่มต้นดีคือทีมไม่จำเป็นต้องชนะทุกนัดที่เหลือเพื่อรักษาโอกาสแชมป์ อย่างไรก็ตาม แต้มสะสมไม่ได้ทำให้การจัดทีมเดือนเมษายนง่ายขึ้นโดยอัตโนมัติ เมื่อผู้เล่นบางคนติดโทษแบน เฟอร์กูสันยังต้องหาวิธีให้ทีมเล่นได้โดยไม่มีตัวเลือกที่คุ้นเคย และเกมถ้วยที่เสมอก็เพิ่มภาระอีกหนึ่งนัดเข้าไปในปฏิทินเดิม
ความต่างระหว่างต้นฤดูกาลกับโค้งท้ายจึงอยู่ที่ระยะเผื่อความผิดพลาด ตอนทีมเก็บแต้มสม่ำเสมอ คู่แข่งต้องเร่งตาม แต่เมื่อยูไนเต็ดเริ่มสะดุด ผลการแข่งขันของแบล็กเบิร์นก็มีความหมายมากขึ้นทุกสัปดาห์ การรักษาแชมป์ต้องอาศัยทั้งสิ่งที่สะสมมาและการกลับมาชนะให้ทันเวลา
แบล็กเบิร์นไล่มาถึงสามแต้ม
เกมแพ้ 2–0 ที่อีวูดพาร์ก
วันที่ 2 เมษายน ยูไนเต็ดแพ้แบล็กเบิร์น 0–2 ที่อีวูดพาร์ก ช่องว่างระหว่างสองทีมลดเหลือสามคะแนน แบล็กเบิร์นไม่ได้ขึ้นมาใกล้เพราะผลนัดเดียว ช่วงตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงกลางเดือนเมษายน ทีมของเคนนี ดัลกลิชชนะถึง 16 จาก 20 เกมลีก การพบกันโดยตรงจึงเป็นส่วนหนึ่งของการไล่ตามที่ยาวนาน

ผลที่อีวูดพาร์กทำให้ยูไนเต็ดเสียทั้งโอกาสเพิ่มแต้มและโอกาสหยุดคู่แข่งในวันเดียวกัน เฟอร์กูสันยังส่งผู้เล่นหลักลงในรอบรองชนะเลิศที่ตามมา
ยูไนเต็ดต้องรับมือกับโอลด์แฮมที่เวมบลีย์ในวันที่ 10 เมษายน จากนั้นมีเกมลีกกับวิมเบิลดันวันที่ 16 เมษายนอยู่แล้ว เมื่อรอบรองไม่จบในนัดแรก นัดแข่งใหม่วันที่ 13 เมษายนจึงแทรกกลางระหว่างสองเกมดังกล่าว กลายเป็นการแข่งขันสามนัดในเจ็ดวันตามปฏิทิน และหนึ่งในนั้นต้องเล่นถึงช่วงต่อเวลาพิเศษ
รอบรองถ้วยเพิ่มเกมกลางสัปดาห์
โอลด์แฮมกับนัดแข่งใหม่
รอบรองนัดแรกเกือบเป็นจุดจบของเส้นทางถ้วย โอลด์แฮมนำในช่วงต่อเวลา ก่อนมาร์ก ฮิวจ์สตีเสมอในนาทีที่ 119 ให้ยูไนเต็ดรอดด้วยผล 1–1 ประตูนั้นไม่ได้ส่งทีมเข้าชิงทันที แต่ทำให้ต้องกลับมาเจอกันอีกครั้งที่เมนโรดในอีกสามวัน
เฟอร์กูสันเปลี่ยนผู้เล่นตัวจริงสามคนในนัดแข่งใหม่ ไบรอัน ร็อบสัน รอย คีน และอังเดร แคนเชลสกีส์เข้ามาแทนดิออน ดับลิน ไบรอัน แม็คแคลร์ และลี ชาร์ป คีนกับแคนเชลสกีส์กลับจากการติดโทษแบน ขณะที่เอริก คันโตนายังอยู่ระหว่างรับโทษ การเปลี่ยนชุดนี้จึงมีทั้งการได้ผู้เล่นคืนและการตัดสินใจปรับวิธีเล่น
ร็อบสันอยู่หน้ากองหลัง ฮิวจ์สยืนด้านบน
ร็อบสันทำหน้าที่อยู่หน้ากองหลังสี่คน ส่วนฮิวจ์สเป็นกองหน้าตัวบนสุด โดยมีผู้เล่นแดนกลางเติมขึ้นสนับสนุน บทบาทของร็อบสันให้ผลตั้งแต่ประตูแรก เมื่อเขาจ่ายให้เดนิส เออร์วินขึ้นไปทำประตู แคนเชลสกีส์เพิ่มความเร็วทางด้านข้างและทำประตูที่สอง ก่อนโอลด์แฮมไล่มาเป็น 2–1 ก่อนพักครึ่ง
ครึ่งหลังร็อบสันกับไรอัน กิ๊กส์ทำเพิ่มจนยูไนเต็ดชนะ 4–1 ผู้ทำประตูทั้งสี่คนจึงไม่ได้มีฮิวจ์สอยู่ในรายชื่อ แม้เขาจะเป็นกองหน้าตัวหลักของวันนั้น การวางคนรอบกองหน้าเปิดทางให้ผู้เล่นตำแหน่งอื่นเข้ามาจบสกอร์ และทำให้ทีมผ่านรอบรองได้ในช่วงที่ยังใช้คันโตนาไม่ได้
สามวันต่อมา ยูไนเต็ดแพ้วิมเบิลดัน 0–1 ในลีก ผลนี้ทำให้ชัยชนะเหนือโอลด์แฮมไม่ได้ลบความกังวลเรื่องแชมป์ลีกทันที ปฏิทินที่แน่นกับผลแพ้เกิดขึ้นต่อเนื่องกัน แต่ตัวผลการแข่งขันเพียงอย่างเดียวไม่ได้บอกว่าความเหนื่อยเป็นสาเหตุทั้งหมดของการเสียแต้ม
จากยืนยันลีกถึงนัดชิงถ้วย
ชนะเชลซีที่เวมบลีย์
วันที่ 2 พฤษภาคม โคเวนทรีชนะแบล็กเบิร์น 2–1 ทำให้คู่แข่งตามยูไนเต็ดห้าคะแนนทั้งที่เหลือเกมเดียว ยูไนเต็ดจึงได้แชมป์โดยไม่ต้องลงสนามในวันนั้น เมื่อจบโปรแกรมลีก 42 นัด ทีมมี 92 คะแนนจากชัยชนะ 27 นัด เสมอ 11 และแพ้สี่ ทิ้งแบล็กเบิร์นที่มี 84 คะแนน ก่อนหันไปสู่รอบชิงเอฟเอคัพที่เวมบลีย์

นัดชิงวันที่ 14 พฤษภาคม คันโตนากลับมาเป็นตัวจริงร่วมกับฮิวจ์ส ขณะที่คีนกับพอล อินซ์อยู่ในแดนกลาง กิ๊กส์และแคนเชลสกีส์ลงเล่นด้วย ร็อบสันซึ่งมีบทบาทสำคัญในนัดแข่งใหม่ไม่ได้อยู่ในสิบเอ็ดคนแรกของนัดชิง การเลือกทีมจึงเปลี่ยนอีกครั้งเมื่อเฟอร์กูสันมีตัวเลือกพร้อมกว่าเดิม
เชลซีรักษาผลเสมอ 0–0 ไว้ได้ถึงพักครึ่ง ก่อนคันโตนายิงจุดโทษสองครั้งในครึ่งหลัง ฮิวจ์สทำประตูที่สาม และแม็คแคลร์ซึ่งลงมาเป็นตัวสำรองปิดท้ายชัยชนะ 4–0 ทั้งผู้เล่นที่กลับจากโทษแบนและตัวสำรองจึงมีส่วนในเกมตัดสิน ขณะที่แกนแนวรับอย่างปีเตอร์ ชไมเคิล สตีฟ บรูซ และแกรี พัลลิสเตอร์อยู่ในทีมตัวจริงทั้งสองนัดรอบรองและนัดชิง
สองถ้วยของยูไนเต็ดจบลงด้วยเงื่อนไขต่างกัน ลีกให้รางวัลกับแต้มที่เก็บมาตลอดฤดูกาล ส่วนเอฟเอคัพต้องอาศัยประตูตีเสมอเกือบวินาทีสุดท้าย การแก้ทีมในนัดแข่งใหม่ และการเปลี่ยนโอกาสครึ่งหลังนัดชิงเป็นสี่ประตู ความสำเร็จจึงประกอบด้วยทั้งฐานที่มั่นคงและการตัดสินใจเฉพาะเกมที่ทำให้ทีมเดินต่อได้

