มาดริดแชมป์ยุคบัลดาโนในฤดูกาล1994/95เป็นการคืนตำแหน่งแชมป์ลีกให้เรอัลมาดริดผ่านทีมที่ผสมผู้เล่นหลายช่วงอาชีพ อิวาน ซาโมราโนเป็นตัวจบสกอร์หลัก โฆเซ เอมิลิโอ อมาวิสกาเข้ามาสร้างผลงานทันที ส่วนราอูลเริ่มก้าวขึ้นจากทีมเยาวชน ความสำเร็จจึงไม่ได้อธิบายได้ด้วยนักเตะใหม่คนเดียว แต่เกิดจากการทำให้กำลังเหล่านี้ช่วยกันพาทีมไปถึงเกมปิดงานกับเดปอร์ติโบ
มาดริดแชมป์ยุคบัลดาโนเริ่มจากทีมที่ต้องกลับมา
งานใหม่ของบัลดาโน
เมื่อฆอร์เค บัลดาโนคุมทีมในปี1994 บาร์เซโลนาเป็นแชมป์ลีกสี่ฤดูกาลติดต่อกัน ทีมจากมาดริดจึงต้องกลับมาชนะการแข่งขันระยะยาว ไม่ใช่เพียงเอาชนะคู่ปรับในนัดเดียว ช่วงเดียวกันทีมรับผู้เล่นอย่างอมาวิสกาจากบายาโดลิดเข้ามา ขณะที่ซาโมราโนอยู่กับสโมสรแล้วตั้งแต่ปี1992
ความต่างของจุดเริ่มต้นมีผลต่อหน้าที่ที่แต่ละคนต้องทำ ซาโมราโนต้องเปลี่ยนประสบการณ์ในลีกให้เป็นประตูต่อเนื่อง อมาวิสกาต้องแย่งตำแหน่งในทีมใหม่ ส่วนราอูลต้องแสดงให้เห็นว่าพร้อมรับความกดดันของทีมชุดใหญ่ ทั้งสามเรื่องเกิดขึ้นพร้อมกันภายในฤดูกาลเดียว
มาดริดยังมีผู้เล่นรุ่นก่อนเป็นฐาน ฟรันซิสโก บูโยและมานูเอล ซานชิสลงลีกคนละ37นัด เฟร์นันโด เอียร์โรลง33นัด การเปลี่ยนทีมจึงไม่ได้หมายถึงล้างผู้เล่นเก่าออกทั้งหมด แต่เป็นการเพิ่มทางเลือกใหม่บนแกนที่มีประสบการณ์อยู่แล้ว
ในแดนกลาง ไมเคิล เลาดรุปลงลีก33นัดและเฟร์นันโด เรดอนโด23นัด ทั้งคู่เป็นส่วนหนึ่งของขุมกำลัง แต่จำนวนเกมที่ต่างกันก็เตือนว่าทีมแชมป์ไม่ได้มีสิบเอ็ดคนชุดเดียวลงเล่นตลอดปี บัลดาโนต้องจัดองค์ประกอบให้ทำงานได้ในวันที่ผู้เล่นพร้อมไม่เหมือนกัน
ซาโมราโน อมาวิสกา และราอูล
ผู้เล่นที่ช่วยกันยิง
ซาโมราโนลงเล่นครบ38นัดและทำ28ประตู คว้ารางวัลดาวซัลโวลีก จุดเด่นที่ประวัติสโมสรยกให้เขาคือการหาจังหวะจบสกอร์และการโหม่ง ผู้เล่นแนวรุกจึงมีเป้าหมายในเขตโทษที่พร้อมเปลี่ยนบอลส่งเข้ามาให้เป็นโอกาส แม้บทบาทของกองหน้าชิลีจะไม่ได้จำกัดอยู่กับลูกกลางอากาศเท่านั้น
อมาวิสกาลง37นัด ยิงสิบประตู ส่วนราอูลลง28นัดและยิงเก้าประตู รวมกับซาโมราโนแล้วได้47จาก76ประตูลีกของทีม ตัวเลขนี้แสดงทั้งน้ำหนักของผู้ยิงหลักและความช่วยเหลือจากอีกสองคน มาดริดพึ่งประตูของซาโมราโนมาก แต่ไม่ได้ปล่อยให้เขารับภาระทั้งหมด

| ผู้เล่น | ลงสนาม | ประตู |
|---|---|---|
| ซาโมราโน | 38 | 28 |
| อมาวิสกา | 37 | 10 |
| ราอูล | 28 | 9 |
ราอูลประเดิมทีมชุดใหญ่วันที่29ตุลาคม1994ที่ลารอมาเรดา ขณะอายุ17ปี มาดริดแพ้ซาราโกซา2–3ในวันนั้น เส้นทางของเขาจึงเริ่มจากเกมที่ทีมไม่ได้ชนะ แม้ต่อมาจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของฤดูกาลแชมป์ก็ตาม
จำนวน28นัดของราอูลประกอบด้วยการเป็นตัวจริง19ครั้งและลงสำรองเก้าครั้ง เขาจึงไม่ได้เข้ามายึดทุกเกมตั้งแต่วันแรก การมีทั้งสองรูปแบบเปิดพื้นที่ให้ผู้เล่นหนุ่มมีส่วนร่วมกับทีมที่กำลังลุ้นแชมป์ โดยยังมีซาโมราโนลงตัวจริงครบทุกนัดเป็นแกนแนวรุก
อมาวิสกาก็มีความสำคัญมากกว่าป้ายชื่อผู้เล่นใหม่ ประวัติสโมสรระบุว่าเขาค่อยยึดตำแหน่งตัวจริง และมีประตูในเกมสำคัญทั้งกับบาร์เซโลนาและเดปอร์ติโบ ผลงานจึงไม่ได้อยู่เพียงยอดรวมปลายปี แต่ปรากฏในวันที่ทีมต้องเอาชนะคู่แข่งระดับหัวตารางด้วย
วันที่7มกราคม1995 มาดริดชนะบาร์เซโลนา5–0ที่ซานติอาโก เบร์นาเบว ซาโมราโนทำสามประตูและมีส่วนกับอีกสองประตู เกมนี้แสดงความอันตรายของเขาต่อคู่ปรับโดยตรง ขณะเดียวกันอมาวิสกาและหลุยส์ เอ็นริเกก็อยู่ในรายชื่อผู้ทำประตู
ชัยชนะดังกล่าวเป็นหลักฐานว่ามาดริดเอาชนะทีมของโยฮัน ครัฟฟ์ได้อย่างเด็ดขาดในวันนั้น แต่ยังเหลือการแข่งขันอีกหลายเดือน การไปถึงถ้วยจริงต้องรักษาผลงานกับคู่แข่งอื่นต่อไปด้วย โดยเฉพาะเดปอร์ติโบซึ่งจบฤดูกาลเป็นรองแชมป์ ไม่ใช่บาร์เซโลนา
แชมป์ตัดสินกับเดปอร์ติโบ
ชนะ2–1ที่เบร์นาเบว
วันที่3มิถุนายน1995 มาดริดเปิดบ้านพบเดปอร์ติโบในนัดที่36จาก38นัด อมาวิสกายิงให้เจ้าบ้านนำ ก่อนเบเบโตตีเสมอ และซาโมราโนทำประตูช่วงท้ายให้มาดริดชนะ2–1 ผลนี้ทำให้ทีมเป็นแชมป์แน่นอนโดยยังเหลืออีกสองเกม

ชื่อผู้ทำประตูสองคนเชื่อมภาพทั้งฤดูกาลเข้ากับวันตัดสิน อมาวิสกาเป็นผู้เริ่มสร้างความได้เปรียบ ส่วนซาโมราโนเป็นผู้คืนความได้เปรียบหลังคู่แข่งตอบโต้ เกมจึงไม่ได้ไหลไปทางเดียวตั้งแต่ต้นจนจบ และมาดริดยังต้องหาประตูเพิ่มหลังเสียสถานะผู้นำในสกอร์ไปแล้ว
การชนะคู่แข่งลุ้นแชมป์โดยตรงมีผลสองด้าน มาดริดได้คะแนนของตนเองพร้อมหยุดเดปอร์ติโบจากการเพิ่มคะแนนในนัดเดียวกัน ภายใต้ระบบชนะสองคะแนนของฤดูกาลนั้น ผลต่างระหว่างชนะกับเสมอจึงมีความหมายต่อเวลาที่จะรับรองแชมป์ แม้จะไม่จำเป็นต้องรอจนโปรแกรมทั้งหมดสิ้นสุด
หลังครบ38นัด มาดริดมี55คะแนนจากชนะ23 เสมอเก้า และแพ้หก ส่วนเดปอร์ติโบมี51คะแนน ตัวเลข55เป็นยอดจบฤดูกาล จึงควรแยกจากสถานการณ์ในคืนวันที่3มิถุนายน ซึ่งเป็นวันที่สิทธิ์แชมป์ขาดแล้วแต่ยังมีเกมให้เล่นต่อ
มาดริดยิง76ประตู มากที่สุดในลีก และได้แชมป์สมัยที่26 การคืนตำแหน่งครั้งนี้จึงมีทั้งประสิทธิภาพของผู้จบสกอร์หลัก ผลงานของนักเตะใหม่ และพื้นที่ให้ดาวรุ่งเติบโต แกนเก่าช่วยประคองทีม ขณะที่กำลังใหม่ทำให้แนวรุกมีคำตอบเพิ่มขึ้น

