กิงตาเดลบูอิตเร จากเด็กกาสตียาสู่ผู้เปลี่ยนลาลีกา

เอมิลิโอ บูตรากูเอญโญ ในสีเสื้อเรอัล มาดริด

กิงตาเดลบูอิตเรคือชื่อของนักเตะห้าคนที่เติบโตจากกาสตียา ได้แก่ เอมิลิโอ บูตราเกนโญ มานูเอล ซานชิส มิเชล ราฟาเอล มาร์ติน บาซเกซ และมิเกล ปาร์เดซา ต่อมาชื่อนี้กลายเป็นภาพแทนเรอัลมาดริดยุคครองลีกปลายทศวรรษ 1980 แต่สมาชิกดั้งเดิมทั้งห้าไม่ได้ขึ้นชุดใหญ่พร้อมกัน และไม่ได้อยู่ร่วมกันตลอดช่วงห้าแชมป์ลีกต่อเนื่อง

การติดตามเส้นทางแต่ละคนทำให้เห็นว่าทีมแชมป์ถูกสร้างขึ้นทีละขั้น ตั้งแต่การทำงานของอามันซิโอที่ทีมสำรอง การให้โอกาสของอัลเฟรโด ดิ สเตฟาโน ไปจนถึงการเล่นร่วมกับดาวดังรุ่นก่อนและผู้เล่นที่ซื้อเข้ามาใหม่ ชื่อเรียกของคนรุ่นหนึ่งจึงไม่ได้หมายความว่าคนรุ่นนั้นทำทุกอย่างได้ตามลำพัง

กิงตาเดลบูอิตเรได้ชื่อจากหน้าหนังสือพิมพ์

วันที่ 14 พฤศจิกายน 1983 ฆูลิโอ เซซาร์ อิเกลเซียสเผยแพร่บทความในหนังสือพิมพ์เอลปาอิส ซึ่งมีชื่อเกี่ยวกับอามันซิโอและคนรุ่นเอลบูอิตเร ฉายาเอลบูอิตเรของบูตราเกนโญเป็นส่วนที่ถูกนำมาใช้เรียกกลุ่ม ขณะนั้นพวกเขากำลังสร้างผลงานให้กาสตียา ทีมสำรองของเรอัลมาดริด

ต้นฉบับไม่ได้พูดถึงบูตราเกนโญคนเดียว อิเกลเซียสเชื่อมผลงานของกองหน้ากับความคิดของอามันซิโอและความสามารถของเพื่อนร่วมรุ่นอีกสี่คน สิ่งที่ทำให้บทความมีน้ำหนักจึงเป็นภาพของกลุ่มผู้เล่นที่ช่วยกันสร้างเกม มากกว่าการประกาศว่าจะมีดาวยิงหน้าใหม่ขึ้นมาหนึ่งคน

กาสตียาคว้าแชมป์ดิวิชันสองในฤดูกาล 1983–1984 ภายใต้การคุมทีมของอามันซิโอ ผลงานระดับทีมทำให้คำเรียกนี้มีผลงานรองรับ นักเตะไม่ได้มีเพียงชื่อเสียงจากการฝึกซ้อมหรือความคาดหวังในอนาคต แต่ผ่านการแข่งขันกับสโมสรอื่นในลีกระดับผู้ใหญ่มาแล้ว

ซานชิสกับมาร์ติน บาซเกซเริ่มด้วยกัน

ดิ สเตฟาโนส่งซานชิสกับมาร์ติน บาซเกซเป็นตัวจริงในเกมเยือนมูร์เซียวันที่ 4 ธันวาคม 1983 ที่ลาคอนโดมินา ซานชิสยิงประตูเดียวให้มาดริดชนะ 1–0 การประเดิมจึงมีทั้งโอกาสลงสนามและผลการแข่งขันที่ช่วยให้ทีมชุดใหญ่เดินหน้าต่อได้

ซานชิสต่อมาอยู่ชุดใหญ่นาน 18 ฤดูกาล และเป็นกัปตันตอนมาดริดคว้าแชมป์ยุโรปในปี 1998 และ 2000 เส้นทางของเขาเชื่อมยุคดาวรุ่งจากกาสตียาเข้ากับทีมแชมป์รุ่นหลัง จึงยาวกว่าช่วงห้าแชมป์ลีกที่คนมักนึกถึงเมื่อได้ยินชื่อกลุ่มนี้

ปาร์เดซาและบูตราเกนโญตามมา

ปาร์เดซาได้ลงชุดใหญ่ครั้งแรกวันที่ 31 ธันวาคม 1983 ในเกมกับเอสปันญอล ส่วนบูตราเกนโญต้องรอถึงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 1984 เมื่อมาดริดไปเยือนกาดิซ การมาถึงของคนที่ให้ชื่อกับกลุ่มจึงเกิดหลังเพื่อนหลายคนมีประสบการณ์ชุดใหญ่แล้ว

บูตราเกนโญลงสนามที่กาดิซในฐานะตัวสำรองหมายเลข 14 ก่อนทำสองประตูและจ่ายให้เพื่อนทำอีกหนึ่งลูก มาดริดชนะ 3–2 การประเดิมนี้แสดงคุณสมบัติสองด้านพร้อมกัน คือการทำประตูเองและการช่วยให้เพื่อนจบสกอร์ ซึ่งกลายเป็นส่วนสำคัญของบทบาทเขาในเวลาต่อมา

ด้านหน้าอาคารสนามซานติอาโก เบร์นาเบวพร้อมชื่อสนามและตราสโมสร
ด้านนอกสนามซานติอาโก เบร์นาเบวในกรุงมาดริด

มิเชลมีนัดแรกก่อนการขึ้นทีมถาวร

กรณีของมิเชลต้องแยกสองช่วงออกจากกัน เขาเคยเล่นชุดใหญ่กับกัสเตยอนในเดือนเมษายน 1982 ระหว่างการหยุดงานของนักฟุตบอลอาชีพ และทำประตูในเกมที่มาดริดชนะ 2–1 นั่นเป็นการลงสนามก่อนบทความตั้งชื่อกลุ่มจะเผยแพร่เสียอีก

อย่างไรก็ตาม มิเชลเพิ่งก้าวขึ้นชุดใหญ่ในฤดูกาล 1984–1985 หลังช่วงสร้างผลงานให้กาสตียา การมีนัดประเดิมเร็วไม่ได้แปลว่าเขาได้พื้นที่ประจำเร็วกว่าคนอื่นทันที เส้นทางนี้ทำให้ลำดับวันลงสนามครั้งแรกกับลำดับการปักหลักในทีมเป็นคนละเรื่องกัน

มิเชลมีจุดเด่นด้านการเปิดบอล โดยเฉพาะด้วยเท้าขวา เขากับบูตราเกนโญจึงสร้างความสัมพันธ์ที่ช่วยเพิ่มทางเลือกในเกมรุก กองหน้าที่หาพื้นที่เก่งต้องการผู้เล่นส่งบอลเข้าจุดอันตราย และมิเชลก็มีคุณภาพที่จะทำหน้าที่นั้นได้สม่ำเสมอ

ปีแชมป์แรกไม่ได้มีทั้งห้าคนพร้อมหน้า

ฤดูกาล 1985–1986 มาดริดคว้าแชมป์ลีกภายใต้หลุยส์ โมโลวนี แต่ปาร์เดซาไปเล่นกับซาราโกซาในฤดูกาลนั้น เขากลับมาในปี 1986–1987 และมีส่วนร่วมกับแชมป์ลีกสมัยที่สองของชุดห้าปีต่อเนื่อง ก่อนย้ายกลับซาราโกซาอีกครั้ง

ปาร์เดซาเล่นให้ซาราโกซาต่ออีกสิบฤดูกาลและได้คัพวินเนอร์สคัพปี 1995 เส้นทางของเขาจึงไม่ใช่เรื่องของผู้เล่นที่หายไปหลังออกจากมาดริด แต่เป็นสมาชิกกลุ่มดั้งเดิมซึ่งสร้างความสำเร็จส่วนใหญ่ในบริบทของอีกสโมสรหนึ่ง

กำแพงอิฐ ประตูสีน้ำเงินและโครงหลังคาสนามลาโรมาเรดา
ด้านนอกสนามลาโรมาเรดาในซาราโกซาเมื่อปี 2016

แม้แต่สี่คนที่อยู่มาดริดในลีกปี 1985–1986 ก็มีเวลาลงสนามต่างกัน มิเชลกับบูตราเกนโญเล่นคนละ 31 นัด ซานชิส 28 นัด และมาร์ติน บาซเกซ 17 นัด การเป็นส่วนหนึ่งของรุ่นเดียวกันไม่ได้ทำให้สถานะในทีมเท่ากันโดยอัตโนมัติ

เยาวชนต้องเล่นร่วมกับคนรุ่นก่อนและนักเตะใหม่

ทีมแชมป์ปี 1986 ยังมีโฆเซ อันโตนิโอ กามาโช ฆวนนิโต และซานติยานา รวมถึงผู้เล่นอย่างฮอร์เค บัลดาโน อูโก ซานเชซ และราฟาเอล กอร์ดิโย ซานเชซยิง 22 ประตูในลีก บัลดาโน 16 และบูตราเกนโญสิบลูก ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่าภาระทำประตูถูกแบ่งระหว่างนักเตะจากหลายเส้นทาง

วันที่ 23 มีนาคม 1986 มิเชลกับบัลดาโนทำประตูให้มาดริดชนะบายาโดลิด 2–1 ที่เบร์นาเบวและยืนยันแชมป์ก่อนจบลีกสี่นัด ผู้ทำประตูคนหนึ่งมาจากกาสตียา ส่วนอีกคนเป็นกองหน้าชาวอาร์เจนตินาที่เข้ามาเสริมทีม ช่วงเวลาปิดแชมป์จึงสะท้อนส่วนผสมของทีมได้ชัดเจน

กิงตาเดลบูอิตเรจึงควรถูกจดจำทั้งในฐานะนักเตะห้าคนและจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนรุ่น มิตรภาพกับความคุ้นเคยจากทีมสำรองช่วยสร้างแกนใหม่ แต่ห้าแชมป์ลีกระหว่างปี 1986–1990 เกิดจากทีมที่กว้างกว่าชื่อเรียกนั้น และจากเส้นทางของสมาชิกที่ไม่ได้เดินคู่กันตลอดเวลา

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

24/7 Fun8824/7 JBO