แอธเลติกชนะบาร์เซโลนา 12–1 ที่ซานมาเมสวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 1931 โดยบาตาทำคนเดียวเจ็ดประตู เกมนี้เกิดขึ้นในนัดที่สิบของลาลีกาฤดูกาล 1930/31 และกลายเป็นหนึ่งในผลการแข่งขันที่โดดเด่นที่สุดของฟุตบอลสเปน แต่สกอร์ปลายทางเพียงอย่างเดียวยังเล่าเหตุการณ์ไม่ครบ
บาร์เซโลนาเพิ่งชนะคู่นี้ 6–3 ในนัดเปิดฤดูกาล ขณะที่เกมในบิลเบามีการบาดเจ็บซึ่งทำให้ทีมเยือนเหลือผู้เล่นสิบคนตั้งแต่ช่วงต้น การเปลี่ยนจากเกมแรกที่บาร์เซโลนาชนะสู่ความพ่ายแพ้ยับเยินในเกมกลับ จึงต้องอ่านทั้งลำดับประตูและเงื่อนไขที่เกิดขึ้นบนสนาม
แอธเลติกชนะบาร์เซโลนาในเกมกลับของฤดูกาล
วันที่ 7 ธันวาคม 1930 บาร์เซโลนาเป็นเจ้าบ้านและชนะแอธเลติก 6–3 การพบกันครั้งถัดมาในเดือนกุมภาพันธ์จึงเป็นเกมกลับของลีกที่มีสิบทีม ไม่ใช่นัดชิงหรือการแข่งขันบอลถ้วย ซึ่งสามารถใช้สกอร์รวมสองนัดตัดสินผู้ผ่านเข้ารอบได้
แอธเลติกของเฟร็ด เพนต์แลนด์มีแนวรุกลาฟูเอนเต อิรารากอร์รี บาตา ชิร์รีที่สอง และโกรอสติซาอยู่ในรายชื่อผู้เล่น ส่วนผู้รักษาประตูในเกมนี้คือโฆเซ หลุยส์ อิสปิซูอา ฝั่งบาร์เซโลนามีเจมส์ เบลลามีเป็นผู้ฝึกสอน และรามอน ยอเรนส์ลงเฝ้าเสา

สองประตูของบาตาและจังหวะที่บาร์ซายังตอบโต้ได้
บาตายิงให้เจ้าบ้านนำในนาทีที่ 2 และ 8 แต่โกยบูรูทำประตูให้บาร์เซโลนาในนาทีที่ 10 ลดช่องว่างเหลือ 2–1 ช่วงแรกของเกมจึงยังไม่ได้เป็นการทำประตูทางเดียว ทีมเยือนมีคำตอบก่อนที่เหตุการณ์บาดเจ็บจะเปลี่ยนจำนวนผู้เล่นในสนาม
เรื่องเล่าย้อนหลังของแอธเลติกระบุว่า มาร์ตีต้องออกจากสนามหลังชนเสาประตูในนาทีที่ 11 และบาร์เซโลนาไม่สามารถส่งตัวสำรองลงแทนได้ภายใต้เงื่อนไขการแข่งขันเวลานั้น ทีมเยือนจึงต้องเล่นต่อด้วยผู้เล่นสิบคน การขาดผู้เล่นเกิดขึ้นขณะตามหลังเพียงหนึ่งประตู ไม่ใช่หลังสกอร์ขาดไปแล้ว
การบาดเจ็บเป็นเงื่อนไขสำคัญ แต่ไม่ใช่คำอธิบายทั้งหมด
จำนวนผู้เล่นที่น้อยลงทำให้บาร์เซโลนาต้องรับมือเกมที่เหลือด้วยกำลังในสนามลดลง แต่สองประตูแรกของแอธเลติกเกิดก่อนมาร์ตีออกไปแล้ว จึงไม่ควรอธิบายทุกประตูว่าเกิดจากการบาดเจ็บเพียงเหตุเดียว เจ้าบ้านเริ่มต้นเกมได้เฉียบคม และยังต้องเปลี่ยนโอกาสหลังจากนั้นให้เป็นประตูจริง
บาตาทำประตูที่สามของตนในนาที 24 ตามด้วยโกรอสติซานาที 27 และลาฟูเอนเตนาที 36 ก่อนบาตายิงอีกในนาที 37 แอธเลติกจึงนำ 6–1 เมื่อพักครึ่ง โดยได้ประตูจากกองหน้าหลายคน แม้บาตาจะเป็นผู้ทำประตูส่วนใหญ่ก็ตาม
เจ็ดประตูของบาตาแบ่งเป็นสี่ก่อนพักและสามหลังพัก
| ช่วงการแข่งขัน | นาทีที่ทำประตู | จำนวน |
|---|---|---|
| ครึ่งแรก | 2, 8, 24 และ 37 | 4 ประตู |
| ครึ่งหลัง | 57, 60 และ 68 | 3 ประตู |
| รวม | ทำประตูทั้งสองครึ่ง | 7 ประตู |
หลังพักครึ่ง การิซูเรียตาเพิ่มสกอร์เป็น 7–1 ในนาที 55 แล้วบาตาทำอีกสามประตูจนแอธเลติกนำ 10–1 ในนาที 68 ผลงานเจ็ดประตูของเขาจึงเสร็จสิ้นก่อนช่วงท้ายเกม และเป็นสัดส่วนเกินครึ่งของจำนวนประตูที่เจ้าบ้านทำได้ทั้งหมด
ประตูที่สิบเอ็ดมาจากการทำเข้าประตูตัวเองของฝ่ายบาร์เซโลนา ก่อนอิรารากอร์รีปิดท้ายในนาที 83 เป็น 12–1 การนับประตูของทีมต้องรวมลูกเข้าประตูตัวเองนี้ด้วย แต่ไม่นำไปเพิ่มในผลงานส่วนตัวของบาตาหรือกองหน้าแอธเลติกคนอื่น

บาตาจากฤดูกาลแรกสู่ปีที่ยิง 27 ประตู
ฤดูกาล 1929/30 บาตาลงลีกให้แอธเลติก 7 นัดและยิง 1 ประตู แต่ในฤดูกาล 1930/31 เขาลง 17 นัดและทำ 27 ประตู การยิงบาร์เซโลนาเจ็ดลูกจึงเป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มบทบาทอย่างมากภายในปีเดียว และช่วยให้เขาจบฤดูกาลในฐานะดาวซัลโว
หากตัดเจ็ดประตูจากเกมนี้ออก บาตายังมีอีก 20 ประตูในฤดูกาลเดียวกัน ตัวเลขดังกล่าวแสดงว่าเขาไม่ได้มีเพียงวันทำประตูผิดปกติหนึ่งวันแล้วเงียบไปตลอดปี แต่มีผลงานสะสมจากการแข่งขันนัดอื่นด้วย
กูบาลาทำได้เจ็ดประตูเช่นกันในปี 1952
วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 1952 ลาดิสเลา กูบาลายิงเจ็ดประตูให้บาร์เซโลนาชนะสปอร์ติ้ง กิฆอน 9–0 ในลีก ผลงานของกูบาลาจึงเป็นตัวอย่างอีกครั้งของนักเตะที่ทำได้เจ็ดประตูในเกมลาลีกา โดยผู้เล่นของสโมสรที่เคยเสียเจ็ดประตูให้บาตากลายเป็นผู้สร้างผลงานระดับเดียวกันในเวลาต่อมา
สกอร์ 12–1 ไม่ได้ทำให้ช่องว่างทั้งฤดูกาลเท่ากับสิบเอ็ดประตู
แอธเลติกจบลีกปี 1931 เป็นแชมป์ด้วย 22 คะแนน ส่วนบาร์เซโลนาจบอันดับสี่ที่ 21 คะแนน แม้แพ้ในบิลเบาด้วยผลต่างสิบเอ็ดประตู ทีมเยือนยังอยู่ห่างแชมป์เพียงคะแนนเดียวเมื่อรวมผลงานทั้งหมด
บาร์เซโลนามีผลงานชนะ 7 เสมอ 7 และแพ้ 4 นัด ขณะที่แอธเลติกชนะ 11 และแพ้ 7 โดยไม่เสมอเลย รูปแบบการเก็บคะแนนต่างกันมาก และชัยชนะขาดลอยก็ยังให้คะแนนตามระบบเดียวกับชัยชนะเฉือนคู่แข่ง
ในบัญชีประตู เกมนี้มีน้ำหนักชัดเจน เพราะแอธเลติกยิงรวม 73 ประตูตลอดลีกและได้ถึง 12 ประตูจากนัดเดียว ส่วนบาร์เซโลนาเสียรวม 43 ประตูและเสียในเกมนี้ 12 ครั้ง แต่ในบัญชีคะแนน ผลดังกล่าวเป็นชัยชนะหนึ่งนัดของเจ้าบ้านและความพ่ายแพ้หนึ่งนัดของทีมเยือน

