โอแซร์ขึ้นลีก 1980 การสร้างสโมสรผ่านงานระยะยาว

สนาม Stade de l'Abbé-Deschamps ของโอแซร์

โอแซร์ขึ้นลีก 1980 คือจุดที่สโมสรจากเมืองเล็ก ๆ ในแคว้นบูร์กอญได้เลื่อนชั้นสู่ดิวิชันหนึ่งของฝรั่งเศสเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ แต่เบื้องหลังความสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน เพราะกีย์ รูซ์ คุมทีมชุดใหญ่มาแล้วเกือบสองทศวรรษก่อนจะพาทีมไปถึงจุดนี้ได้ บทความนี้จะพาไปดูการบริหารระยะยาวของสโมสรและการพัฒนาเยาวชนที่ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน โดยแยกออกจากเรื่องราวแชมป์ดับเบิลของสโมสรในปี 1996 ซึ่งเป็นคนละช่วงเวลากันโดยสิ้นเชิง สำหรับผู้อ่านที่คุ้นเคยกับโอแซร์เฉพาะในยุครุ่งเรืองช่วงทศวรรษ 1990 การย้อนกลับไปดูจุดเริ่มต้นในปี 1980 จะช่วยให้เห็นว่าความสำเร็จในเวลาต่อมาไม่ได้เกิดขึ้นแบบฉับพลัน แต่ผ่านการวางรากฐานที่ใช้เวลานับสิบปีกว่าจะเห็นผล

สโมสรก้าวผ่านระดับใดก่อน1980

ก่อนจะไปถึงดิวิชันหนึ่ง โอแซร์เป็นสโมสรที่ไต่อันดับขึ้นมาทีละขั้นในระบบลีกฝรั่งเศส กีย์ รูซ์ ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการทีมชุดใหญ่ตั้งแต่ปี 1961 ซึ่งหมายความว่าเขาทำงานกับสโมสรนี้มาแล้วถึง 19 ปี ก่อนจะพาทีมเลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุดได้สำเร็จในปี 1980 การเลื่อนชั้นครั้งนั้นตัดสินกันในนัดสุดท้ายของฤดูกาล โดยโอแซร์เอาชนะ อาแอส กานส์ ไปได้ 2-1 ซึ่งเป็นผลการแข่งขันที่ปิดฉากเส้นทางอันยาวนานของสโมสรที่ไม่เคยได้เล่นในลีกสูงสุดของฝรั่งเศสมาก่อนเลย ระยะเวลาเกือบสองทศวรรษที่รูซ์คุมทีมก่อนถึงจุดนี้ ทำให้เห็นว่าความสำเร็จของโอแซร์ไม่ได้มาจากการลงทุนระยะสั้น แต่มาจากการวางงานอย่างต่อเนื่องภายใต้ผู้จัดการทีมคนเดียวกันมาตลอด ในยุคที่สโมสรฟุตบอลฝรั่งเศสหลายแห่งเปลี่ยนผู้จัดการทีมกันบ่อยครั้งตามผลงานแต่ละฤดูกาล การที่โอแซร์ให้รูซ์ทำงานต่อเนื่องยาวนานเช่นนี้ถือเป็นแนวทางที่ต่างออกไปอย่างชัดเจน และกลายเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ทีมมีทิศทางการพัฒนาที่สม่ำเสมอ ไม่ต้องเริ่มปรับระบบใหม่ทุกครั้งที่เปลี่ยนผู้คุมทีม

บทบาทรูซ์กับอาเมลต่างกันอย่างไร

ผู้รักษาประตูกำลังปัดบอลออกจากกรอบเขตโทษในเกมฟุตบอล
จังหวะผู้รักษาประตูปัดบอลในเกมฟุตบอลระดับสโมสร

อีกหนึ่งบุคคลสำคัญของโอแซร์ในยุคนี้คือฌอง โคลด อาเมล ประธานสโมสรที่ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี 1963 จนถึงปี 2009 รวมเป็นเวลา 46 ปี บทบาทของอาเมลกับรูซ์นั้นแตกต่างกันอย่างชัดเจน รูซ์รับผิดชอบงานคุมทีมและวางแผนเกมในสนาม ขณะที่อาเมลดูแลการบริหารสโมสรในภาพรวมและวางรากฐานระยะยาว ทั้งสองคนทำงานร่วมกันมาอย่างต่อเนื่องเพื่อพาสโมสรผ่านแต่ละขั้นของระบบลีก การแบ่งบทบาทที่ชัดเจนเช่นนี้ต่างจากสโมสรที่มักเปลี่ยนทั้งประธานและผู้จัดการทีมบ่อยครั้งตามผลงานระยะสั้น เพราะโอแซร์เลือกให้คนสองคนนี้ทำงานร่วมกันในระยะยาวจนกลายเป็นแกนหลักของการบริหารสโมสรตลอดหลายทศวรรษ ความสัมพันธ์ระหว่างประธานสโมสรกับผู้จัดการทีมที่ยาวนานเช่นนี้ยังหมายความว่าทั้งคู่ตัดสินใจเรื่องสำคัญของสโมสรโดยไม่ต้องเริ่มสร้างความไว้วางใจกันใหม่ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงบุคลากร ต่างจากสโมสรอื่นที่ประธานกับผู้จัดการทีมอาจมาจากคนละยุคและมีมุมมองการบริหารที่ขัดแย้งกัน การที่อาเมลและรูซ์ทำงานคู่กันมาตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1960 จนถึงช่วงเลื่อนชั้นในปี 1980 จึงเป็นภาพสะท้อนของเสถียรภาพในการบริหารที่หาได้ยากในวงการฟุตบอลอาชีพ

การฝึกนักเตะเชื่อมทีมชุดใหญ่อย่างไร

รากฐานด้านการพัฒนาผู้เล่นของโอแซร์เริ่มต้นตั้งแต่ปี 1946 เมื่อปีแยร์ กรอสฌ็อง ผู้จัดการทีมคนแรกอย่างเป็นทางการของสโมสร ก่อตั้งโรงเรียนฟุตบอลขึ้นมา นี่คือจุดเริ่มต้นของแนวคิดการปั้นนักเตะจากพื้นที่แทนการซื้อผู้เล่นสำเร็จรูปจากสโมสรอื่น ต่อมาหลังทีมเลื่อนชั้นสู่ดิวิชันหนึ่งได้แล้วในปี 1980 อาเมลได้ผลักดันให้สร้างศูนย์ฝึกเยาวชนที่ชื่อว่าลาปีรามิดขึ้นในปี 1982 ตั้งอยู่ห่างจากสนามอับเบเดช็องส์เพียงไม่กี่ร้อยเมตร ความต่อเนื่องจากโรงเรียนฟุตบอลปี 1946 มาสู่ศูนย์ฝึกลาปีรามิดในปี 1982 สะท้อนว่าสโมสรให้ความสำคัญกับการพัฒนาเยาวชนมาตลอด ไม่ใช่เพิ่งเริ่มทำหลังจากประสบความสำเร็จในสนามแล้วเท่านั้น จุดที่ควรระวังคือแผนงานบางฉบับอาจระบุปีก่อตั้งศูนย์ฝึกไว้ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ เพราะเอกสารประวัติศาสตร์ของสโมสรระบุชัดว่าลาปีรามิดสร้างขึ้นในปี 1982 ซึ่งเป็นช่วงหลังทีมเลื่อนชั้นสู่ดิวิชันหนึ่งไปแล้ว ไม่ใช่ก่อนหน้านั้น การแยกลำดับเวลาให้ถูกต้องจึงสำคัญต่อการเข้าใจว่าอะไรเป็นเหตุและอะไรเป็นผลในเส้นทางพัฒนาของสโมสร

เลื่อนชั้นสำเร็จแล้วโจทย์เปลี่ยนอะไร

ที่นั่งอัฒจันทร์สีเขียวเรียงเป็นแถวยาวภายในสนามฟุตบอล
แถวที่นั่งอัฒจันทร์สีเขียวของสนามฟุตบอล

เมื่อโอแซร์ผ่านพ้นการเลื่อนชั้นในปี 1980 มาได้ โจทย์ของสโมสรก็เปลี่ยนจากการไต่อันดับในดิวิชันสองไปสู่การอยู่รอดและแข่งขันในดิวิชันหนึ่งให้ได้อย่างมั่นคง การมีศูนย์ฝึกลาปีรามิดตามมาในปี 1982 จึงเป็นการตอบโจทย์ใหม่นี้โดยตรง คือการสร้างนักเตะรุ่นใหม่ขึ้นมาป้อนทีมชุดใหญ่อย่างต่อเนื่อง แทนที่จะต้องพึ่งพาตลาดซื้อขายนักเตะเพียงอย่างเดียวเพื่อรักษาสถานะในลีกสูงสุด แนวทางนี้เองที่ต่อมากลายเป็นเอกลักษณ์ของโอแซร์ในสายตาแฟนบอลฝรั่งเศส คือการเป็นสโมสรที่ปั้นนักเตะเองมากกว่าจะไล่ซื้อดาวดังจากที่อื่น ความสำเร็จของสโมสรในเวลาต่อมา รวมถึงการเป็นแชมป์ดับเบิลในปี 1996 นั้นเป็นเรื่องราวของอีกยุคหนึ่งที่ควรอ่านแยกจากช่วงเลื่อนชั้นปี 1980 นี้ เพราะบริบทของผู้เล่นและสถานะสโมสรในสองช่วงเวลาต่างกันอย่างมาก การเข้าใจจุดเริ่มต้นในปี 1980 อย่างถูกต้องจึงช่วยให้เห็นภาพรวมของพัฒนาการสโมสรได้ชัดเจนกว่าการมองข้ามไปเปรียบเทียบกับความสำเร็จในยุคหลังโดยตรง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

24/7 Fun8824/7 JBO