แบล็กพูล 2011 ทีมที่เลือกบุกจนตกชั้นในวันสุดท้าย

สนาม Bloomfield Road ของแบล็กพูล

แบล็กพูล ตกชั้น 2011 หลังใช้เวลาอยู่ในพรีเมียร์ลีกเพียงฤดูกาลเดียว แม้จะเลือกเล่นเกมบุกดุดันตลอดทั้งฤดูกาลจนเกือบรอดพ้นโซนอันตรายได้สำเร็จ แต่สุดท้ายก็ต้องตกชั้นกลับไปเล่นแชมปิโอนชิพในวันสุดท้ายของฤดูกาล 2010/11

แบล็กพูลขึ้นมาพรีเมียร์ลีกได้อย่างไร

ภาพขาวดำมุมต่ำของโครงเหล็กหอคอยแบล็กพูล
โครงเหล็กของหอคอยแบล็กพูลมองจากมุมต่ำด้านล่าง

แบล็กพูลเลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นพรีเมียร์ลีกด้วยการเอาชนะคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ 3-2 ในนัดชิงชนะเลิศเพลย์ออฟแชมปิโอนชิพเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2010 ที่สนามเวมบลีย์ ประตูของแบล็กพูลมาจากชาร์ลี อดัมในนาทีที่ 13 แกรี เทย์เลอร์-เฟล็ตเชอร์ในนาทีที่ 41 และเบรตต์ ออร์เมอรอดในนาทีทดเวลาบาดเจ็บครึ่งแรก ขณะที่คาร์ดิฟฟ์ตอบโต้ด้วยประตูของไมเคิล ชอปราและโจ เลดลีย์ ชัยชนะนัดนั้นทำให้แบล็กพูลได้กลับไปเล่นลีกสูงสุดของอังกฤษอีกครั้งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฤดูกาล 1970/71 ซึ่งเป็นการห่างหายจากลีกสูงสุดนานเกือบสี่สิบปี สโมสรขนาดเล็กจากเมืองชายทะเลแห่งนี้จึงกลายเป็นหนึ่งในเรื่องราวที่คนพูดถึงมากที่สุดของฤดูกาลก่อนที่ทุกอย่างจะเริ่มต้นด้วยซ้ำ

ช่วงต้นฤดูกาลทีมอยู่ตรงไหนของตาราง

ภายใต้การคุมทีมของเอียน ฮอลโลเวย์ แบล็กพูลเลือกใช้แนวทางเล่นเกมรุกอย่างเต็มที่ตั้งแต่ต้นฤดูกาล แม้จะเป็นทีมเล็กที่เพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นมาแต่ทีมกลับไม่เล่นเกมตั้งรับเพื่อประคองผลอย่างที่หลายฝ่ายคาดไว้ แนวทางนี้ทำให้แบล็กพูลสร้างความประหลาดใจได้หลายนัดในช่วงต้นฤดูกาล และเป็นทีมที่แฟนบอลทั่วลีกชื่นชอบในความกล้าเล่นเกมเปิด แม้แต่แฟนบอลของทีมอื่นก็ยังยกให้แบล็กพูลเป็นทีมที่เล่นฟุตบอลได้สนุกที่สุดทีมหนึ่งของฤดูกาลนั้น ทั้งที่งบประมาณและชื่อชั้นของนักเตะในทีมอยู่ในระดับล่างสุดของลีกเมื่อเทียบกับคู่แข่งเกือบทุกทีม

ทีมยิงและเสียประตูเท่าไร

ตาข่ายประตูฟุตบอลถ่ายระยะใกล้ในวันที่ท้องฟ้าครึ้ม
ตาข่ายประตูฟุตบอลขึงตึงอยู่หลังเสาประตูในสนามหญ้า

ตลอดฤดูกาล 2010/11 แบล็กพูลยิงได้ 55 ประตูแต่เสียไป 78 ประตู ทำให้ผลต่างประตูได้เสียอยู่ที่ลบ 23 ตัวเลขนี้สะท้อนแนวทางการเล่นของทีมได้ชัดเจน คือยิงประตูได้มากกว่าทีมที่ตกชั้นร่วมกันหลายทีม แต่ก็เสียประตูมากไม่แพ้กัน เพราะเลือกเปิดเกมรุกใส่คู่แข่งแทนที่จะตั้งรับแน่นหนาแบบทีมเล็กทั่วไป การเล่นแบบนี้ทำให้เกมของแบล็กพูลสนุกและได้ใจแฟนบอลกลาง ๆ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงเรื่องเสียประตูง่ายซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของฤดูกาลนั้น หากทีมเลือกเล่นระมัดระวังกว่านี้อาจจะเสียประตูน้อยลง แต่ก็อาจจะยิงได้น้อยลงตามไปด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นโจทย์ที่ทีมขนาดเล็กแบบแบล็กพูลต้องเลือกตัดสินใจตลอดทั้งฤดูกาล

วันสุดท้ายเกิดอะไรขึ้น

เข้าสู่นัดสุดท้ายของฤดูกาล แบล็กพูลต้องเดินทางไปเยือนแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่สนามโอลด์ แทรฟฟอร์ดในวันที่ 22 พฤษภาคม 2011 โดยทีมต้องการผลเสมอหรือชนะเพื่อรักษาสิทธิ์อยู่ในพรีเมียร์ลีกต่อไป แต่สุดท้ายแบล็กพูลแพ้ไป 3-2 ผลการแข่งขันนัดนี้ประกอบกับผลของทีมอื่นที่ลุ้นหนีตกชั้นพร้อมกันทำให้แบล็กพูลจบฤดูกาลในอันดับที่ 19 ด้วย 39 คะแนน และต้องตกชั้นกลับไปเล่นแชมปิโอนชิพทันที การที่ทีมยังคงเล่นเกมรุกจนถึงนัดสุดท้ายแทนที่จะเปลี่ยนไปตั้งรับเพื่อประคองผลก็เป็นภาพสะท้อนแนวทางของเอียน ฮอลโลเวย์ตลอดทั้งฤดูกาลได้เป็นอย่างดี

ฤดูกาลนี้ทิ้งอะไรไว้

แบล็กพูลจบฤดูกาลด้วย 39 คะแนนเท่ากับเบอร์มิงแฮม ซิตี้ ที่จบอันดับ 18 แต่แบล็กพูลตกชั้นเพราะมีผลต่างประตูได้เสียแย่กว่า คือลบ 23 เทียบกับลบ 21 ของเบอร์มิงแฮม ส่วนวูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์สที่อยู่อันดับ 17 รอดพ้นโซนตกชั้นไปด้วยคะแนน 40 แต้ม ห่างจากแบล็กพูลเพียงแต้มเดียว ความเฉียดฉิวระดับนี้ทำให้หลายฝ่ายมองว่าแนวทางเล่นเกมรุกสุดตัวของแบล็กพูลนั้นเกือบประสบความสำเร็จ และแม้จะตกชั้นไปแต่ฤดูกาลนี้ก็ยังถูกจดจำในฐานะหนึ่งในทีมที่เล่นสนุกที่สุดทีมหนึ่งของพรีเมียร์ลีกในรอบหลายปี

ฤดูกาลของแบล็กพูลในปี 2010/11 จึงมักถูกหยิบยกมาพูดถึงในฐานะตัวอย่างของทีมเล็กที่กล้าเล่นตามแนวทางของตัวเองแม้จะเสี่ยงต่อการตกชั้นก็ตาม ต่างจากทีมเลื่อนชั้นทั่วไปที่มักเลือกเล่นเกมรับเพื่อความปลอดภัยของอันดับในตาราง แม้ผลลัพธ์สุดท้ายจะจบด้วยการตกชั้น แต่ภาพจำของทีมที่เล่นเกมรุกอย่างไม่หวั่นเกรงใครก็ยังคงถูกพูดถึงมาจนถึงทุกวันนี้เมื่อพูดถึงฤดูกาลนั้นของพรีเมียร์ลีก

ความน่าเสียดายของแบล็กพูลอยู่ที่ระยะห่างเพียงหนึ่งคะแนนและผลต่างประตูได้เสียเพียงสองลูกที่แยกทีมออกจากการอยู่รอด หากทีมเลือกเล่นระมัดระวังขึ้นอีกเพียงเล็กน้อยในบางนัด ผลลัพธ์ของทั้งฤดูกาลอาจเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง แต่นั่นก็อาจหมายถึงการสูญเสียเอกลักษณ์ที่ทำให้แบล็กพูลกลายเป็นทีมที่แฟนบอลทั่วประเทศจดจำไปด้วยเช่นกัน ความเฉียดฉิวระหว่างการอยู่รอดกับการตกชั้นในกรณีนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เรื่องราวของฤดูกาลนั้นถูกเล่าซ้ำมาจนถึงทุกวันนี้

สโมสรเล็กจากเมืองชายทะเลแห่งนี้ใช้เวลาเพียงฤดูกาลเดียวในพรีเมียร์ลีก ก่อนจะกลับไปเล่นแชมปิโอนชิพอีกครั้งในฤดูกาลถัดมา แต่ช่วงเวลาสั้น ๆ นั้นก็เพียงพอที่จะทำให้ชื่อของแบล็กพูลถูกจดจำในฐานะทีมที่กล้าเล่นในแบบของตัวเองมากกว่าทีมเลื่อนชั้นทั่วไปที่มักถูกลืมไปอย่างรวดเร็วหลังตกชั้น จนถึงทุกวันนี้เมื่อใดที่มีการพูดถึงทีมเลื่อนชั้นที่เล่นเกมรุกอย่างกล้าหาญ ชื่อของแบล็กพูลในฤดูกาล 2010/11 ก็มักจะถูกยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างแรก ๆ เสมอ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

24/7 Fun8824/7 JBO