เอฟเวอร์ตัน 2005 จบฤดูกาลด้วยอันดับ 4 ในพรีเมียร์ลีก แต่สิ่งที่ทำให้ฤดูกาลนั้นถูกพูดถึงเป็นพิเศษคือทีมทำแบบนั้นได้ทั้งที่ผลต่างประตูรวมติดลบ ซึ่งเป็นภาพที่ขัดกับความเข้าใจทั่วไปที่ว่าทีมอันดับสูงมักต้องมีผลต่างประตูเป็นบวก เรื่องนี้อธิบายได้ด้วยวิธีการสะสมคะแนนและการกระจายผลการแข่งขันตลอดฤดูกาล มากกว่าจะมองแค่ตัวเลขผลต่างประตูเพียงอย่างเดียว หลายคนที่ดูตารางคะแนนปลายฤดูกาลแบบผิวเผินอาจเข้าใจผิดว่าทีมอันดับ 4 ต้องมีเกมรุกที่โดดเด่นหรือเกมรับที่แน่นหนาจนแทบไม่เสียประตู แต่กรณีของเอฟเวอร์ตันในฤดูกาลนั้นกลับสวนทางกับความเชื่อดังกล่าวโดยสิ้นเชิง และกลายเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจสำหรับคนที่ชอบวิเคราะห์ตัวเลขในวงการฟุตบอล
อันดับสี่มาจากการสะสมคะแนนแบบใด
ฤดูกาล 2004/05 เอฟเวอร์ตันภายใต้การคุมทีมของเดวิด มอยส์ จบด้วย 61 คะแนน จากผลงานชนะ 18 เสมอ 7 แพ้ 13 นัด ยิงได้ 45 ประตู เสีย 46 ประตู ทำให้ผลต่างประตูรวมติดลบ 1 ลูก ทั้งที่ตัวเลขนี้ติดลบ ทีมกลับจบอันดับ 4 ของตาราง และได้สิทธิ์ไปเล่นแชมเปียนส์ลีกรอบคัดเลือกรอบสามในฤดูกาลถัดมา ความสำเร็จนี้ยิ่งน่าทึ่งเมื่อพิจารณาว่าก่อนเปิดฤดูกาล หลายฝ่ายเคยคาดการณ์ว่าทีมอาจต้องลุ้นหนีตกชั้น หลังขายเวย์น รูนีย์ กองหน้าตัวความหวังให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดไปก่อนหน้านั้น การเสียผู้เล่นระดับแนวหน้าของทีมออกไปตั้งแต่ก่อนเปิดฤดูกาล มักถูกมองว่าเป็นสัญญาณลบสำหรับทีมขนาดกลางอย่างเอฟเวอร์ตัน แต่ผลลัพธ์ที่ออกมากลับตรงข้ามกับความกังวลนั้นโดยสิ้นเชิง

ชัยชนะแคบกับเกมแพ้หนักส่งผลอย่างไร
กุญแจสำคัญที่ทำให้เอฟเวอร์ตันสะสมคะแนนได้มากพอสำหรับอันดับ 4 คือการเก็บชัยชนะได้ถึง 18 นัดจาก 38 นัด แม้จะไม่ใช่ทีมที่ยิงประตูได้มากมาย แต่การเก็บ 3 คะแนนในเกมที่ชนะแบบเฉียดฉิวก็มีค่าเท่ากับชนะขาดลอยในตารางคะแนน ตัวอย่างที่ชัดเจนคือเกมที่เอฟเวอร์ตันเอาชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1-0 ที่บ้านเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2005 จากประตูของดันแคน เฟอร์กูสัน ซึ่งเป็นชัยชนะที่ให้ 3 คะแนนเท่ากับชนะทีมอื่น 5-0 แต่ในทางกลับกัน ทีมก็เคยเจอเกมที่พ่ายแพ้อย่างหนักเช่นกัน โดยเฉพาะนัดที่แพ้อาร์เซนอลนอกบ้านถึง 0-7 ในนัดรองสุดท้ายของฤดูกาล ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผลต่างประตูรวมทั้งฤดูกาลกลายเป็นลบ ทั้งที่ผลงานโดยรวมเก็บคะแนนได้มากพอสำหรับอันดับ 4 หากตัดเฉพาะนัดที่แพ้อาร์เซนอลออกไปเพียงนัดเดียว ผลต่างประตูรวมของเอฟเวอร์ตันในฤดูกาลนั้นจะกลายเป็นบวกทันที ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเกมเดียวที่พังหนักสามารถเปลี่ยนภาพรวมของทั้งฤดูกาลได้มากเพียงใด ทั้งที่ในความเป็นจริงทีมเล่นได้ดีสม่ำเสมอตลอด 37 นัดที่เหลือ
ทีมรักษาผลในเกมสำคัญอย่างไร
สิ่งที่ตัวเลขแพ้ 0-7 เพียงนัดเดียวแสดงให้เห็นคือ ผลต่างประตูสามารถถูกบิดเบือนได้ง่ายจากเกมเดียวที่พังไม่เป็นท่า ขณะที่ระบบคะแนนของลีกให้ความสำคัญกับผลแพ้ชนะเป็นหลัก ไม่ว่าจะแพ้ 0-1 หรือ 0-7 ทีมก็เสียคะแนนเท่ากันคือ 0 คะแนนจากนัดนั้น เอฟเวอร์ตันจึงได้ประโยชน์จากกติกานี้ เพราะแม้จะมีนัดที่เสียหายหนักอยู่บ้าง แต่ในนัดอื่น ๆ ส่วนใหญ่ทีมสามารถเก็บชัยชนะแบบชนะขาดคะแนนได้สม่ำเสมอ โดยเฉพาะในเกมนัดสำคัญที่พบกับคู่แข่งร่วมลุ้นอันดับต้นตาราง ซึ่งการเก็บ 3 คะแนนในเกมเหล่านั้นมีผลโดยตรงต่ออันดับสุดท้ายมากกว่าจำนวนประตูที่ทำได้หรือเสียไป ระบบให้คะแนนแบบชนะได้ 3 แต้ม เสมอได้ 1 แต้ม และแพ้ไม่ได้แต้มเลย เป็นกติกาเดียวกับที่ทุกทีมในลีกต้องเล่นภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน เอฟเวอร์ตันเพียงแค่ใช้ประโยชน์จากกติกานี้ได้ดีกว่าทีมอื่นในการแปลงชัยชนะให้กลายเป็นอันดับที่สูงกว่าที่หลายคนคาดคิดไว้ก่อนเปิดฤดูกาล
อันดับลีกไม่ใช่บทสรุปทุกเรื่องของฤดูกาล
ท้ายที่สุดแล้ว ฤดูกาล 2004/05 ของเอฟเวอร์ตันถูกยกให้เป็นฤดูกาลที่ประสบความสำเร็จที่สุดของสโมสรในยุคพรีเมียร์ลีกจนถึงเวลานั้น ทั้งที่ต้องเผชิญกับการขายผู้เล่นสำคัญถึงสองคนระหว่างฤดูกาล ทั้งเวย์น รูนีย์ก่อนเปิดฤดูกาล และทอม กราเวเซนที่ถูกขายให้เรอัล มาดริดระหว่างฤดูกาล ทีมยังสามารถจบอันดับ 4 นำหน้าทั้งลิเวอร์พูลและโบลตัน วันเดอเรอร์สอยู่ 3 คะแนน ซึ่งเป็นระยะห่างที่ไม่มากนักและแสดงให้เห็นว่าการแข่งขันเพื่อชิงตำแหน่งท้าย ๆ ของโซนยุโรปนั้นสูสีเพียงใด
เรื่องราวของเอฟเวอร์ตันฤดูกาลนี้จึงเป็นตัวอย่างที่ดีว่า ผลต่างประตูเป็นเพียงหนึ่งในหลายตัวชี้วัดของฤดูกาลฟุตบอล ไม่ใช่บทสรุปทั้งหมด การอ่านตารางคะแนนอย่างละเอียดโดยดูการกระจายผลแพ้ชนะรายนัด มักให้ภาพที่ชัดเจนกว่าการมองแค่ผลต่างประตูรวมเพียงอย่างเดียว เพราะทีมที่จบอันดับสูงอาจไม่ใช่ทีมที่ทำประตูได้สวยงามที่สุด แต่เป็นทีมที่รู้จักเก็บคะแนนในจังหวะที่สำคัญที่สุดของฤดูกาลได้ดีที่สุดต่างหาก

เมืองลิเวอร์พูลซึ่งเป็นบ้านของทั้งเอฟเวอร์ตันและลิเวอร์พูล เต็มไปด้วยความคาดหวังจากแฟนบอลทั้งสองสโมสรในทุกฤดูกาล การที่เอฟเวอร์ตันจบอันดับเหนือคู่ปรับร่วมเมืองในฤดูกาลนั้นจึงมีความหมายมากกว่าตัวเลขในตาราง และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ฤดูกาล 2004/05 ยังคงถูกพูดถึงในหมู่แฟนบอลสีน้ำเงินของเมืองมาจนถึงทุกวันนี้ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับฤดูกาลอื่น ๆ ในยุคเดียวกันที่ทีมมักจบอยู่กลางตารางเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ฤดูกาลที่จบอันดับ 4 พร้อมสิทธิ์ไปเล่นแชมเปียนส์ลีกกลายเป็นจุดอ้างอิงสำคัญที่แฟนบอลใช้เปรียบเทียบกับฤดูกาลต่อ ๆ มาของสโมสรเสมอ

