เรอัลมาดริดยุคเยเย ชื่อเล่นดังที่ต้องแยกจากผลงานลาลีกา

สนามซานติอาโก เบร์นาเบว รังเหย้าของเรอัล มาดริด

เรอัลมาดริดยุคเยเยเป็นชื่อที่พาให้นึกถึงนักเตะหนุ่มและถ้วยยุโรปปี 1966 แต่ถ้าใช้ชื่อนี้แทนคำว่าแชมป์ลาลีกาในปีเดียวกัน เรื่องจะผิดทันที ทีมของมิเกล มุญโญซเอาชนะปาร์ติซานในรอบชิงชนะเลิศที่บรัสเซลส์ ขณะที่แชมป์ลีกสเปนตกเป็นของแอตเลติโก มาดริด ความสำเร็จสองสนามจึงเล่าเรื่องคนละด้านของทีมที่กำลังเปลี่ยนรุ่น

เรอัลมาดริดยุคเยเยได้ชื่อจากดนตรีและภาพของคนรุ่นใหม่

ประวัติสโมสรเรอัล มาดริดอธิบายว่า หลังคว้าถ้วยยุโรปสมัยที่หก นักเตะสี่คนถ่ายภาพเลียนแบบวงเดอะบีทเทิลส์ ชื่อเยเยเชื่อมกับเสียงร้องในเพลงชีเลิฟส์ยูของวงดังกล่าว และกลายเป็นชื่อเรียกทีมชุดนี้ ภาพจำจึงเกิดจากวัฒนธรรมเพลงป๊อปประกอบกับความสำเร็จในสนาม ไม่ใช่ชื่อการแข่งขันหรือรางวัลที่ผู้จัดลีกมอบให้

เมื่อนำชื่อเล่นมาเล่าประวัติฟุตบอล จุดอ้างอิงที่ชัดที่สุดคือทีมแชมป์ยุโรปปี 1966 ส่วนคำว่ายุคเยเยอาจใช้ครอบคลุมผู้เล่นกลุ่มนี้ในฤดูกาลใกล้เคียงด้วย การอ่านผลงานของพวกเขาจึงต้องระบุปีและรายการ มิฉะนั้นแชมป์ลีกที่ได้ก่อนหรือหลังปีดังกล่าวอาจถูกนำมารวมเป็นความสำเร็จฤดูกาลเดียวกัน

อามันซิโอและเกนโตอยู่ในทีมเดียวกันได้อย่างไร

การเปลี่ยนรุ่นไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งสิบเอ็ดตำแหน่ง อามันซิโอย้ายจากเดปอร์ติโบ ลา กอรุนญามาร่วมทีมในปี 1962 หลังช่วยต้นสังกัดเดิมเลื่อนชั้น เขาค่อย ๆ มีบทบาทในแนวรุกของมุญโญซ ก่อนจะเป็นผู้ทำประตูสำคัญในนัดชิงยุโรปอีกสี่ปีต่อมา ชื่อเยเยจึงมีช่วงเวลาสร้างทีมรองรับอยู่เบื้องหลัง

ขณะเดียวกัน ฟรันซิสโก เกนโตยังเป็นตัวจริง เขาผ่านยุคแชมป์ยุโรปห้าสมัยแรกมาแล้ว และลงเล่นร่วมกับอามันซิโอ ปิร์รี มานูเอล เบลาซเกซ และราโมน กรอสโซในชุดปี 1966 การมีเกนโตทำให้ทีมรุ่นใหม่ยังเชื่อมกับประสบการณ์ของรุ่นก่อน ไม่ใช่การเริ่มจากนักฟุตบอลที่ไม่เคยผ่านความสำเร็จระดับสูงเลย

สนามหญ้าและอัฒจันทร์สีน้ำเงินภายในซานติอาโก เบร์นาเบว
ภายในสนามซานติอาโก เบร์นาเบวของเรอัล มาดริด

สิบเอ็ดคนชาวสเปนไม่ได้แปลว่าทั้งฤดูกาลไม่มีผู้เล่นต่างชาติ

ตัวจริงนัดชิงประกอบด้วยโฆเซ อารากิสตาอิน ปาชิน เปโดร เด เฟลิเป มานูเอล ซานชิส ปิร์รี อิกนาซิโอ โซโก เฟร์นันโด เซเรนา อามันซิโอ กรอสโซ เบลาซเกซ และเกนโต ทั้งหมดเป็นผู้เล่นสเปน ลักษณะนี้ทำให้ภาพทีมแตกต่างจากยุคที่อัลเฟรโด ดิ สเตฟาโนและเฟเรนซ์ ปุสกัสเป็นศูนย์กลางของแนวรุก

อย่างไรก็ดี รายชื่อตัวจริงวันชิงกับผู้เล่นที่ช่วยทีมมาตลอดรายการเป็นคนละชุดข้อมูล ยูฟ่าระบุว่าปุสกัสและโฆเซ ซานตามาเรียมีส่วนในเส้นทางก่อนหน้านั้น แม้ไม่ได้ลงตัวจริงนัดตัดสิน การเรียกเยเยว่าทีมสิบเอ็ดคนสเปนจึงถูกต้องเมื่อพูดถึงนัดชิง แต่ไม่ควรขยายเป็นคำกล่าวว่าสโมสรใช้ผู้เล่นสเปนเท่านั้นตลอดฤดูกาล

คืนที่บรัสเซลส์ทำให้ชื่อเล่นกลายเป็นประวัติศาสตร์

วันที่ 11 พฤษภาคม 1966 เรอัล มาดริดพบปาร์ติซานที่สนามเฮย์เซล กรุงบรัสเซลส์ เกมจบครึ่งแรกโดยยังไม่มีประตู ก่อนเวลิบอร์ วาโซวิชจะทำให้ทีมจากเบลเกรดขึ้นนำในครึ่งหลัง สถานการณ์บังคับให้มาดริดต้องหาประตูคืน ทั้งที่ผู้เล่นหลายคนยังไม่เคยชนะนัดชิงรายการนี้

ประตูตีเสมอแสดงบทบาทของแนวรุกรุ่นใหม่ กรอสโซส่งบอลให้อามันซิโอซึ่งผ่านแนวรับและเอาชนะผู้รักษาประตูได้ จากนั้นเซเรนายิงประตูให้มาดริดนำ 2–1 ทีมรักษาสกอร์จนจบและคว้าถ้วยยุโรปสมัยที่หก สองผู้ทำประตูจึงเป็นชื่อที่ควรอยู่ในเรื่องเล่าควบคู่กับเกนโต ผู้เชื่อมระหว่างแชมป์รุ่นเก่ากับรุ่นใหม่

ความสำเร็จนี้มีน้ำหนักในตัวเอง เพราะมาดริดกลับมายืนบนยอดยุโรปได้ด้วยชุดตัวจริงที่เปลี่ยนจากช่วงต้นของการแข่งขันอย่างชัดเจน แต่ความหมายของการชนะนัดชิงคือผ่านคู่แข่งในถ้วยยุโรปจนถึงเกมสุดท้าย ไม่ได้ยืนยันว่าทีมเก็บคะแนนเหนือทุกสโมสรในลีกสเปนด้วย

แชมป์ลาลีกา 1965–66 เป็นของเพื่อนร่วมเมือง

ตารางสรุปแชมป์ของลาลีการะบุว่า แอตเลติโก มาดริดจบฤดูกาล 1965–66 ด้วย 44 คะแนน ส่วนเรอัล มาดริดเป็นรองแชมป์ที่ 43 คะแนน ช่องว่างเพียงแต้มเดียวทำให้การพูดถึงปีเยเยต้องมีชื่อคู่แข่งร่วมเมืองอยู่ด้วย ทีมของโดมิงโก บัลมันญาเป็นฝ่ายชนะการสะสมคะแนนตลอดฤดูกาล

ช่วงโค้งสุดท้ายมีจังหวะเปลี่ยนผู้นำสำคัญ วันที่ 27 มีนาคม แอตเลติโกชนะลาส ปัลมาสจากสองประตูของมิเกล โจนส์ ขณะที่เรอัล มาดริดแพ้บาร์เซโลนา จากนั้นแอตเลติโกปิดงานด้วยชัยชนะเหนือเอสปันญอล 2–0 โดยโฆเซ อูฟาร์เตและฆอร์เค กริฟฟาเป็นผู้ทำประตู ผลเหล่านี้ทำให้แชมป์ไม่ได้หลุดจากมือพวกเขาในนัดสุดท้าย

สนามเมโตรโปลิตาโนแห่งใหม่และถนนด้านนอกใต้แสงไฟยามค่ำ
สนามเมโตรโปลิตาโนแห่งใหม่ในกรุงมาดริดเมื่อปี 2018

ฤดูกาลดังกล่าวจึงมีทั้งการสิ้นสุดช่วงแชมป์ลีกห้าสมัยติดต่อกันของเรอัล มาดริด และการเริ่มต้นภาพจำใหม่บนเวทียุโรป ทั้งสองเรื่องเกิดใกล้กันจนเล่าปะปนได้ง่าย แต่สำหรับแฟนแอตเลติโก ถ้วยลีกปีนั้นมีเจ้าของชัดเจน และไม่ใช่เพียงฉากประกอบในชัยชนะของเพื่อนร่วมเมือง

ผลงานลีกของเยเยต้องตามต่อไปทีละฤดูกาล

เรอัล มาดริดกลับมาเป็นแชมป์ลาลีกาในฤดูกาล 1966–67 ด้วย 47 คะแนน เหนือบาร์เซโลนาที่มี 42 คะแนน แล้วได้แชมป์อีกในสองฤดูกาลถัดมา ความต่อเนื่องนี้ช่วยอธิบายว่าผู้เล่นรุ่นใหม่สร้างผลงานในประเทศได้จริง โดยไม่จำเป็นต้องย้ายถ้วยเหล่านั้นย้อนกลับมาไว้ในปี 1966

เมื่อเห็นชื่อเรอัลมาดริดยุคเยเย จึงควรนึกถึงสามสิ่งที่สัมพันธ์กัน ได้แก่ ภาพนักเตะรุ่นใหม่ที่เชื่อมกับเพลงป๊อป ชุดตัวจริงชาวสเปนที่คว้าแชมป์ยุโรป และผลงานลีกซึ่งมีทั้งปีพลาดแชมป์กับปีที่กลับมาชนะ การแยกสามส่วนนี้ทำให้เห็นทีมของมุญโญซครบกว่าการใช้ถ้วยใบเดียวแทนประวัติศาสตร์ทั้งช่วง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

24/7 Fun8824/7 JBO