เบลกับสเปอร์ส 2013 คือช่วงเวลาที่แกเร็ธ เบลก้าวขึ้นเป็นนักเตะที่ดีที่สุดคนหนึ่งของพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลเดียว ก่อนย้ายออกจากท็อตแนม ฮอตสเปอร์ไปเรอัลมาดริดในซัมเมอร์ปีเดียวกัน บทความนี้ติดตามเฉพาะการขยับตำแหน่งในสนามและลักษณะประตูของเขาในฤดูกาลสุดท้ายที่ไวต์ ฮาร์ต เลน ไม่ใช่เรื่องราวชีวิตทั้งหมดของนักเตะคนนี้หรือรายละเอียดการเจรจาย้ายทีม ฤดูกาลนั้นถูกจดจำในฐานะจุดพีคที่สุดของเขาในฐานะนักเตะสเปอร์ส ก่อนที่ชื่อของเขาจะกลายเป็นข่าวใหญ่ระดับโลกในช่วงปลายซัมเมอร์ปีเดียวกัน
ตำแหน่งเริ่มเกมเปลี่ยนจากเดิมอย่างไร
ก่อนฤดูกาล 2012/13 เบลเปลี่ยนหมายเลขเสื้อจาก 3 มาเป็น 11 โดยให้เหตุผลตรง ๆ ว่าตัวเองไม่ได้เล่นตำแหน่งแบ็กซ้ายอีกต่อไปแล้ว การเปลี่ยนหมายเลขในวงการฟุตบอลอังกฤษมักสะท้อนการเปลี่ยนบทบาทในสนามไปด้วย เพราะหมายเลขต่ำอย่าง 2 ถึง 5 มักผูกกับตำแหน่งกองหลังมาโดยตลอด ขณะที่หมายเลขสองหลักอย่าง 11 มักสงวนไว้ให้ปีกตัวรุก เบลเริ่มต้นอาชีพค้าแข้งกับสเปอร์สในตำแหน่งแบ็กซ้ายที่ขยับขึ้นไปช่วยเกมรุกเป็นครั้งคราว ก่อนจะค่อย ๆ ขยับขึ้นมาเล่นเป็นปีกซ้ายเต็มตัวในเวลาต่อมา และในฤดูกาล 2012/13 นี้เองที่บทบาทของเขาเปลี่ยนไปอีกขั้น จากปีกที่เน้นเซาะเส้นและเปิดบอลเข้ากรอบ กลายเป็นผู้เล่นที่ได้รับอิสระในการขยับเข้าไปเล่นในพื้นที่กลางมากขึ้น เพื่อสร้างโอกาสจบสกอร์ด้วยตัวเองโดยตรง การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แต่ค่อย ๆ สะสมมาจากฟอร์มที่ดีขึ้นต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาลก่อนหน้า จนโค้ชทีมเริ่มให้อิสระเขามากขึ้นในการตัดสินใจว่าจะอยู่ริมเส้นหรือขยับเข้ากลางในแต่ละจังหวะของเกม
การพาบอลเข้าด้านในให้ตัวเลือกอะไร

จุดเด่นที่ทำให้เบลต่างจากปีกซ้ายทั่วไปคือการพาบอลตัดเข้ากลางแทนที่จะเปิดบอลออกไปด้านนอกเสมอ เพราะเบลถนัดขวาแม้จะเล่นในตำแหน่งปีกซ้าย การตัดบอลเข้าด้านในจึงเปิดโอกาสให้เขาใช้เท้าถนัดยิงประตูได้โดยตรง แทนที่จะต้องครอสบอลด้วยเท้าที่ไม่ถนัดเหมือนปีกซ้ายทั่วไป เมื่อเจอแนวรับที่ยืนลึกและตั้งรับแน่นหนา เขาจึงมีทางเลือกมากกว่าคู่แข่งที่เตรียมรับมือเพียงแบบเดียว ไม่ว่าจะยิงจากระยะกลางด้วยเท้าขวา จ่ายบอลทะลุให้เพื่อนที่วิ่งเข้าไปในกรอบ หรือยังคงเลือกเซาะเส้นแบบเดิมเมื่อจังหวะเปิดโอกาสให้ ความหลากหลายนี้เองที่ทำให้แนวรับฝ่ายตรงข้ามคาดเดาทิศทางการเล่นของเขาได้ยากขึ้นมากเมื่อเทียบกับฤดูกาลก่อนหน้า กองหลังที่เคยรับมือปีกซ้ายทั่วไปด้วยการยืนกดพื้นที่ริมเส้นจึงต้องปรับตัวใหม่ เพราะการยืนแบบเดิมกลับเปิดพื้นที่ตรงกลางให้เขาตัดเข้ามายิงได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม
ประตูไกลกับประตูในกรอบมีบทบาทต่างกันอย่างไร
ฤดูกาลนี้เบลทำประตูได้หลากหลายรูปแบบที่ยืนยันความสามารถรอบด้าน วันที่ 30 มกราคม 2013 เขายิงประตูเดี่ยวที่โดดเด่นในเกมเสมอนอริช ซิตี 1-1 ตามด้วยวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2013 ในศึกยูโรปาลีกพบลียง ที่เขายิงฟรีคิกตรงสองลูกในนัดเดียว ลูกแรกจากระยะ 35 หลาก่อนหมดครึ่งแรก และลูกที่สองจากระยะ 25 หลาในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ช่วยให้สเปอร์สชนะ 2-1 ต่อมาวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2013 เขายิงสองประตูในเกมชนะเวสต์แฮม 3-2 โดยหนึ่งในนั้นเป็นลูกยิงไกลกว่า 30 หลาในช่วงท้ายเกม ซึ่งเป็นประตูที่แปดของเขาในเวลาเพียงหกนัด ประตูระยะไกลเหล่านี้ทำหน้าที่ต่างจากประตูในกรอบเขตโทษ เพราะเป็นทางเลือกเมื่อแนวรับยืนถอยลึกจนไม่มีช่องให้เจาะเข้าไปในกรอบได้ง่าย ขณะที่ประตูอย่างนัดเสาแธมป์ตันวันที่ 4 พฤษภาคม 2013 ซึ่งเป็นประตูที่ 20 ของเขาในลีกฤดูกาลนั้นและเป็นนัดที่ 200 ให้สเปอร์ส กลับมาจากการอ่านจังหวะในกรอบเขตโทษล้วน ๆ แสดงให้เห็นว่าเขาไม่ได้พึ่งพาการยิงไกลเพียงอย่างเดียว แต่ทำประตูได้จากหลายสถานการณ์ตามที่เกมเปิดโอกาสให้ ความหลากหลายของรูปแบบประตูเหล่านี้เองที่ทำให้ทีมคู่แข่งวางแผนรับมือเขาได้ยาก เพราะไม่สามารถเดาล่วงหน้าได้ว่านัดถัดไปเขาจะเลือกยิงจากระยะไกลหรือรอจังหวะเข้าไปจบในกรอบเขตโทษ
ผลงานบุคคลสัมพันธ์กับอันดับทีมอย่างไร

ฤดูกาล 2012/13 เบลยิงรวม 21 ประตูในพรีเมียร์ลีกและ 26 ประตูในทุกรายการ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดของเขาในเวลานั้น เขาได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีทั้งจากพรีเมียร์ลีก สมาคมนักฟุตบอลอาชีพ และสมาคมนักข่าวฟุตบอล แต่ทีมกลับจบฤดูกาลเพียงอันดับ 5 ภายใต้การคุมทีมของอันเดร วิลลาส โบอาส ตัวเลขนี้ควรมองด้วยความระมัดระวัง เพราะผลงานยอดเยี่ยมของนักเตะคนเดียวไม่ได้แปลว่าทีมจะได้อันดับสูงตามไปด้วยเสมอไป ทีมยังต้องพึ่งพาความสม่ำเสมอของผู้เล่นตำแหน่งอื่นและผลการแข่งขันในภาพรวมทั้งฤดูกาล การที่เบลทำผลงานส่วนตัวโดดเด่นที่สุดในอาชีพจนถึงเวลานั้น แต่ทีมยังจบนอกโซนแชมเปียนส์ลีก จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าประตูของผู้เล่นคนเดียวไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่กำหนดอันดับสุดท้ายของทีมในตารางคะแนน และเป็นส่วนหนึ่งที่อธิบายได้ว่าทำไมเขาจึงตัดสินใจย้ายไปหาความท้าทายใหม่ในซัมเมอร์ปีนั้น เมื่อมองย้อนกลับไปทั้งฤดูกาล ภาพที่ชัดเจนที่สุดของเบลกับสเปอร์ส 2013 คือการเป็นนักเตะที่แบกรับภาระเกมรุกของทีมไว้เกือบทั้งหมด ในขณะที่ผลงานของทีมโดยรวมยังไม่แข็งแกร่งพอจะแข่งขันกับสี่อันดับแรกของตารางได้อย่างสม่ำเสมอตลอดทั้งฤดูกาล

