ฮัมบูร์กยุคฮัปเปิล ยุครุ่งเรืองของฮัมบูร์กเอสเฟาในบุนเดสลีกา

แอร์นส์ท ฮัปเปิล กุนซือ ฮัมบูร์ก เอสเฟา

ฮัมบูร์กยุคฮัปเปิล คือช่วงเวลาที่ฮัมบูร์ก เอสเฟา กลับมายืนแถวหน้าของบุนเดสลีกาอีกครั้งภายใต้การคุมทีมของแอร์นสท์ ฮัปเปิล กุนซือชาวออสเตรีย ทีมที่เคยมีผลงานขึ้นลงไม่แน่นอนกลายเป็นทีมที่แข็งแกร่งและสม่ำเสมอที่สุดทีมหนึ่งของลีกภายในเวลาไม่ถึงสองปี ทั้งที่โค้ชคนใหม่ไม่ได้เปลี่ยนแกนหลักของทีมมากนัก แต่เขาปรับวิธีบริหารจัดการเกมจนทีมยกระดับขึ้นอย่างชัดเจน ก่อนหน้าที่ฮัปเปิลจะเข้ามา ฮัมบูร์กเป็นทีมที่มีศักยภาพแต่ผลงานยังไม่นิ่งพอจะแข่งขันแชมป์ได้ทุกฤดูกาล การมาถึงของโค้ชคนใหม่จึงถูกจับตามองว่าจะสามารถเปลี่ยนทีมที่มีของดีอยู่แล้วให้กลายเป็นทีมแชมป์ได้จริงหรือไม่

ฮัมบูร์กยุคฮัปเปิล ฮัปเปิลรับทีมต่อในสถานการณ์ใด

แอร์นสท์ ฮัปเปิลเข้ารับตำแหน่งผู้จัดการทีมฮัมบูร์กในเดือนกรกฎาคม 1981 ซึ่งเป็นคนละช่วงเวลากับตอนที่ทีมคว้าแชมป์บุนเดสลีกาในปี 1979 ภายใต้โค้ชคนก่อนหน้า จุดนี้สำคัญเพราะหลายคนมักเข้าใจผิดว่าฮัปเปิลคือผู้พาทีมคว้าแชมป์ครั้งแรกในยุคนั้น ทั้งที่จริงแล้วเขารับช่วงต่อทีมที่มีผู้เล่นคุณภาพอยู่แล้วและต้องพิสูจน์ตัวเองว่าจะสามารถพาทีมกลับไปสู่จุดสูงสุดได้อีกครั้งหรือไม่ ฮัปเปิลใช้เวลาราวหนึ่งฤดูกาลแรกในการปรับระบบการเล่นและสร้างวินัยในสนามให้กับผู้เล่นชุดที่มีอยู่ ก่อนที่ผลงานจะเริ่มออกดอกออกผลอย่างชัดเจนตั้งแต่ฤดูกาลที่สองเป็นต้นไป เขากลายเป็นโค้ชที่คุมทีมนานที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสรด้วยจำนวนนัดทางการรวมกันถึง 240 นัด ซึ่งสะท้อนความไว้วางใจที่ผู้บริหารสโมสรมอบให้เขาตลอดช่วงเวลาที่คุมทีม ฮัปเปิลขึ้นชื่อเรื่องความเข้มงวดในการฝึกซ้อมและการวางระบบวินัยในสนาม เขาไม่ยอมให้ผู้เล่นคนใดคนหนึ่งมีบทบาทเหนือกว่าทีมโดยรวม ทุกคนต้องทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายอย่างเคร่งครัด แนวทางนี้อาจดูแข็งกร้าวในสายตาคนนอก แต่กลับได้ผลดีกับผู้เล่นชุดที่ฮัมบูร์กมีอยู่ในเวลานั้น

ฮรูเบชกับมาแกทเชื่อมเกมอย่างไร

ภาพขาวดำของผู้ชมที่แน่นอัฒจันทร์มองจากด้านหลัง
ผู้ชมเต็มอัฒจันทร์ในสนามเหย้าของฮัมบูร์ก เอสเฟา

ฮอร์สท์ ฮรูเบชเป็นกองหน้าตัวเป้าที่แข็งแกร่งในเกมโหม่งและจบสกอร์ในกรอบเขตโทษ เขาคว้ารางวัลดาวซัลโวของบุนเดสลีกาด้วย 27 ประตูในฤดูกาลที่ทีมคว้าแชมป์ปี 1982 ส่วนเฟลิกซ์ มาแกทเล่นในตำแหน่งกองกลางที่มีบทบาททั้งรับและรุก เขาเป็นผู้ที่ทำประตูชัยในนัดชิงชนะเลิศถ้วยยุโรปปี 1983 การที่ทีมมีทั้งกองหน้าที่จบสกอร์ได้เฉียบขาดและกองกลางที่ทั้งประกบคู่แข่งและขึ้นมาร่วมบุกได้ ทำให้ฮัมบูร์กมีทางเลือกในการทำประตูหลากหลายกว่าทีมที่พึ่งพาผู้เล่นเพียงคนเดียว คู่แข่งจึงต้องระวังทั้งเกมโหม่งของฮรูเบชในกรอบเขตโทษและการวิ่งเข้าทำจังหวะที่สองของมาแกทจากแดนกลางไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้ยากสำหรับแนวรับหลายทีมในยุคนั้น นอกจากนี้ทั้งสองคนยังมีบุคลิกการเล่นที่ต่างกันอย่างชัดเจน ฮรูเบชเป็นนักเตะที่เล่นแบบตรงไปตรงมาอาศัยพลังกายและจังหวะในกรอบเขตโทษ ขณะที่มาแกทเป็นผู้เล่นที่มองเกมได้กว้างและปรับบทบาทของตัวเองไปตามสถานการณ์ในสนาม ความแตกต่างเช่นนี้กลับเสริมกันได้ดีมากกว่าจะเป็นอุปสรรค เพราะทีมมีทั้งความดุดันตรงหน้าประตูและความยืดหยุ่นในการควบคุมจังหวะเกมจากแดนกลาง

ไม่แพ้ต่อเนื่องเกิดขึ้นช่วงใด

มุมมองสนามหญ้าและอัฒจันทร์ที่มีผู้ชมเต็มความจุระหว่างเกมของฮัมบูร์ก
สนามหญ้าและอัฒจันทร์ที่แน่นขนัดในโฟล์คสปาร์คชตาดิโอนระหว่างการแข่งขันนัดหนึ่ง

ภายใต้การคุมทีมของฮัปเปิล ฮัมบูร์กสร้างสถิติไม่แพ้ใครในบุนเดสลีกาต่อเนื่องยาวนานถึง 36 นัดข้ามฤดูกาล ก่อนที่สถิตินี้จะสิ้นสุดลงในเดือนมกราคม 1983 สถิติดังกล่าวยืนหยัดเป็นสถิติของบุนเดสลีกามานานกว่าสามทศวรรษก่อนจะถูกทำลายในภายหลัง ความต่อเนื่องระดับนี้ไม่ได้เกิดจากทีมที่มีผู้เล่นเก่งเพียงไม่กี่คน แต่มาจากความมั่นคงของระบบการเล่นที่ฮัปเปิลวางไว้ทั้งในเกมรับและเกมรุก ผู้เล่นทุกตำแหน่งรู้หน้าที่ของตัวเองอย่างชัดเจน และทีมยังคงรักษามาตรฐานผลงานได้แม้ต้องเจอคู่แข่งที่มีสไตล์การเล่นแตกต่างกันในแต่ละสัปดาห์ นี่คือสิ่งที่ทำให้แฟนบอลในยุคนั้นมองว่าฮัมบูร์กคือทีมที่น่าเกรงขามที่สุดทีมหนึ่งของลีกอย่างแท้จริง สถิติไม่แพ้ใครที่ยาวนานขนาดนี้ยังหมายความว่าทีมต้องผ่านทั้งเกมเยือนที่ยากลำบากและเกมกับคู่แข่งอันดับต้นตารางโดยไม่เสียคะแนนไปมากนัก ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยทั้งความฟิตของนักเตะและการบริหารจัดการทีมอย่างรอบคอบตลอดทั้งฤดูกาล

แชมป์ลีกกับถ้วยยุโรปต้องอ่านแยกกัน

ฮัมบูร์กคว้าแชมป์บุนเดสลีกาทั้งฤดูกาล 1982 และ 1983 ซึ่งเป็นแชมป์ลีกสมัยที่หกของสโมสร ส่วนความสำเร็จในระดับทวีปยุโรปเกิดขึ้นแยกต่างหากในปี 1983 เมื่อทีมเอาชนะยูเวนตุสจากอิตาลี 1 ต่อ 0 ในนัดชิงชนะเลิศถ้วยยุโรปที่กรุงเอเธนส์ โดยประตูชัยเป็นผลงานของเฟลิกซ์ มาแกท ทั้งสองรายการนี้เป็นการแข่งขันคนละประเภทกันโดยสิ้นเชิง แชมป์ลีกวัดผลจากความสม่ำเสมอตลอดทั้งฤดูกาล ขณะที่ถ้วยยุโรปตัดสินกันด้วยระบบแพ้คัดออกในแต่ละรอบ การที่ฮัมบูร์กทำได้ทั้งสองอย่างในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันจึงเป็นเครื่องยืนยันว่าทีมชุดนี้มีทั้งความต่อเนื่องระยะยาวและความสามารถในการเก็บผลในนัดสำคัญเฉพาะกิจได้พร้อมกัน ความสำเร็จในปี 1983 ยังคงถูกจดจำในฐานะจุดสูงสุดในประวัติศาสตร์สโมสรมาจนถึงทุกวันนี้ สำหรับแฟนบอลฮัมบูร์กรุ่นที่ทันเห็นเหตุการณ์จริง ช่วงเวลานี้มักถูกเรียกรวมกันว่ายุคทองของสโมสร เพราะเป็นครั้งเดียวที่ทีมสามารถรักษาความยิ่งใหญ่ทั้งในประเทศและในเวทีทวีปยุโรปไว้ได้พร้อมกันในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน และภาพของฮัปเปิลที่ยืนคุมทีมข้างสนามก็กลายเป็นสัญลักษณ์แทนความสำเร็จช่วงนั้นของสโมสรไปโดยปริยาย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

24/7 Fun8824/7 JBO