อาร์ปาด ไวซ์กับโบโลญญา เป็นเรื่องของโค้ชที่สร้างทีมแชมป์สองฤดูกาลติดต่อกัน แต่ไม่อาจทำงานต่อได้เพราะการกีดกันชาวยิวของระบอบฟาสซิสต์ ผลงานในปี 1936 และ 1937 เกิดจากการปรับผู้เล่นและรักษาความสมดุลของทีม ส่วนการออกจากตำแหน่งในเดือนตุลาคม 1938 เกิดขึ้นภายใต้กฎหมายเหยียดเชื้อชาติ เส้นทางของเขาจึงเผยให้เห็นทั้งการสร้างความสำเร็จในสนามและอำนาจทางการเมืองที่สามารถตัดขาดอาชีพของคนคนหนึ่งได้
อาร์ปาด ไวซ์กับโบโลญญา เริ่มจากการปรับแกนทีม
ไวซ์เข้ามาทำงานช่วงต้นปี 1935 หลังประธานเรนาโต ดัลลาราต้องหาโค้ชแทนลาโยช โควาช ซึ่งได้รับบาดเจ็บระหว่างการฝึกซ้อม โบโลญญาจบฤดูกาลนั้นในอันดับหก งานสำคัญของผู้มาใหม่จึงเป็นการเตรียมทีมให้แข่งขันได้ดีขึ้นในฤดูกาลถัดไป มากกว่าการเข้ามารับถ้วยจากทีมที่ทุกอย่างลงตัวอยู่แล้ว
การปรับทีมเริ่มจากตำแหน่งกลางสนาม สโมสรให้ฟิลิปโป ปาสกุชชีเดินทางไปอเมริกาใต้เพื่อนำฟรานซิสโก เฟดุลโลกลับมา และได้มิเคเล อันเดรโอโลเข้ามาเป็นกำลังสำคัญ อันเดรโอโลช่วยทั้งการควบคุมพื้นที่ การเล่นลูกกลางอากาศ และการส่งบอลระยะไกล คุณสมบัติเหล่านี้ทำให้ตำแหน่งกลางของทีมเชื่อมงานป้องกันกับการเริ่มเกมรุกได้ดี
อีกการเปลี่ยนแปลงคือการขายเอรัลโด มอนเซกลิโอไปโรมา แล้วให้ดีโน ฟิโอรินีรับบทบาทในแนวรับ การสร้างทีมของไวซ์จึงไม่ได้หมายถึงการเพิ่มชื่อดังทุกตำแหน่ง แต่รวมถึงการจัดหน้าที่ใหม่ให้ผู้เล่นที่มีอยู่และเลือกคนมาเติมส่วนที่ขาด โบโลญญาต้องรักษาความแข็งแรงของทีมไปพร้อมกับการเปลี่ยนสมาชิกบางคน
แกนที่ประกอบขึ้นใหม่นี้มีผลต่อวิธีแข่งขัน เมื่อแดนกลางช่วยแย่งบอลและส่งต่อได้ ทีมก็มีทางขึ้นเกมที่ไม่ต้องรอให้กองหน้าลงมาทำทุกอย่าง ความสามารถเฉพาะตัวของอันเดรโอโลจึงสัมพันธ์กับโครงสร้างรอบตัวเขา และช่วยให้การปรับทีมในช่วงแรกมีผลต่อเนื่องตลอดฤดูกาล
แชมป์สองสมัยและการเปลี่ยนผู้เล่น
วันที่ 10 พฤษภาคม 1936 โบโลญญาชนะตรีเอสตินา 3–0 ที่สนามลิตโตริอาเล และได้แชมป์ลีกโดยจบเหนือโรมาเพียงหนึ่งคะแนน สนามแห่งนี้คือสถานที่ที่ภายหลังรู้จักในชื่อเรนาโต ดัลลารา ความห่างที่น้อยทำให้เห็นว่าแชมป์เกิดจากการรักษาผลงานตลอดการแข่งขัน ไม่ใช่การทิ้งคู่แข่งห่างจนช่วงท้ายไม่มีความหมาย

การป้องกันแชมป์ต้องมีการเปลี่ยนผู้เล่นอีกครั้ง คาร์โล เชเรโซลีเข้ารับตำแหน่งผู้รักษาประตูแทนมารีโอ จันนี ขณะที่โจวานนี บูโซนีมีบทบาทในแนวหน้าเมื่ออันเจโล สเคียวีโอให้เวลากับงานของตนมากขึ้น สเคียวีโอยังกลับมาช่วยทีมในเวลาต่อมา จึงไม่ใช่การหายไปจากฟุตบอลทันทีหลังได้แชมป์
ฤดูกาล 1936–37 ยังมีความแตกต่างระหว่างเกมเหย้ากับเกมเยือนอย่างน่าสนใจ เจ็ดนัดเยือนแรก โบโลญญาชนะหกและเสมอหนึ่ง แต่หกนัดเหย้าแรกกลับชนะเพียงหนึ่ง เสมอสี่ และแพ้โตริโนหนึ่งนัด เมื่อถึงครึ่งทาง ลาซิโอนำด้วย 23 คะแนน ส่วนโบโลญญามี 21 คะแนน ทีมของไวซ์จึงต้องตามคู่แข่งก่อนจะกลับมาคว้าแชมป์ได้
วันที่ 2 พฤษภาคม 1937 ชัยชนะเหนือตรีเอสตินา 2–0 จากประตูของคาร์โล เรกุซโซนีและอันเดรโอโลทำให้โบโลญญาการันตีแชมป์โดยเหลือการแข่งขันอีกสองนัด การกลับมาจากตำแหน่งตามหลังเมื่อครึ่งฤดูกาลแสดงความต่อเนื่องของทีม แม้ตัวหลักบางตำแหน่งจะเปลี่ยนไปจากปีก่อน
ในเดือนมิถุนายนปีเดียวกัน โบโลญญายังชนะเชลซี 4–1 ในนัดชิงรายการที่จัดร่วมกับงานนิทรรศการนานาชาติที่ปารีส เรกุซโซนียิงสามประตูและบูโซนีอีกหนึ่งประตูที่สนามโกลอมบ์ ความสำเร็จนี้เพิ่มการยอมรับนอกอิตาลีให้ทีม แต่เป็นคนละรายการกับแชมป์ลีกสองสมัยที่ไวซ์พาสโมสรคว้ามา
การบังคับให้ออกจากฟุตบอลอิตาลี
หลังจบฤดูกาล 1937–38 ในอันดับห้า ไวซ์ยังเริ่มงานกับทีมสำหรับฤดูกาลใหม่ แต่สถานะของเขาในฐานะชาวยิวต่างชาติกลายเป็นเหตุให้ถูกกีดกัน กฎหมายเหยียดเชื้อชาติในอิตาลีปี 1938 ทำให้เขาไม่อาจประกอบอาชีพต่อได้ตามปกติ วันที่ 27 ตุลาคมจึงเป็นจุดสิ้นสุดงานของเขากับโบโลญญา

การออกจากตำแหน่งครั้งนี้ไม่ใช่การเลือกเดินทางไปหาความท้าทายใหม่อย่างเสรี แม้รูปแบบทางเอกสารจะเป็นการลาออก แต่เงื่อนไขที่บังคับอยู่เบื้องหลังคือการกีดกันตามเชื้อชาติและศาสนา ผลงานแชมป์และความสัมพันธ์กับทีมไม่สามารถคุ้มครองสิทธิในการทำงานของเขาจากนโยบายของรัฐได้
เฮอร์มันน์ เฟลส์เนอร์กลับมารับงานต่อ และโบโลญญาได้แชมป์ฤดูกาล 1938–39 ภายใต้โค้ชคนใหม่ ผู้เล่นที่ไวซ์เคยพัฒนายังเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ทีม แต่แชมป์ครั้งนี้ไม่ควรถูกนับเป็นแชมป์โบโลญญาสมัยที่สามที่เขาคุมทีมจนจบฤดูกาล เพราะการบังคับให้ออกเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นการแข่งขัน
ครอบครัวไวซ์เดินทางไปปารีสในเดือนมกราคม 1939 ก่อนมุ่งสู่เนเธอร์แลนด์ การสิ้นสุดงานในเดือนตุลาคมกับการออกเดินทางของครอบครัวจึงเป็นคนละขั้นของเหตุการณ์ เขาพยายามหาหนทางประกอบอาชีพต่อหลังถูกพรากตำแหน่งที่เคยสร้างผลงานไว้ ไม่ได้จากไปพร้อมทางเลือกที่แน่นอนตั้งแต่แรก
ผลงานที่ต้องจดจำควบคู่กับการถูกกีดกัน
เมื่อพิจารณางานของไวซ์ การเลือกอันเดรโอโล การปรับแนวรับ และการเปลี่ยนผู้รักษาประตูระหว่างแชมป์สองปี เป็นรายละเอียดที่ทำให้เห็นฝีมือโค้ชอย่างเป็นรูปธรรม เขารักษาความสามารถในการแข่งขันได้แม้ทีมไม่ใช้ผู้เล่นชุดเดิมทุกตำแหน่ง และพาทีมผ่านฤดูกาลที่ต้องไล่ตามผู้นำก่อนจะป้องกันแชมป์สำเร็จ
ส่วนการถูกบังคับให้ออกทำให้เรื่องราวนี้มีความหมายเกินบัญชีถ้วยรางวัล ความสำเร็จทางกีฬาไม่ได้ทำให้ไวซ์พ้นจากการเลือกปฏิบัติ การจดจำเขาจึงรวมถึงการมองเห็นงานที่ทำสำเร็จด้วยความสามารถ และอาชีพที่ถูกตัดขาดด้วยเหตุซึ่งไม่เกี่ยวกับคุณภาพการคุมทีมเลย

