สเนลลาถึงบาเตอซ์ แซงต์เอเตียนรักษาความต่อเนื่องปี 1967–1969

อัลแบร์ บาเตอซ์ ผู้ฝึกสอนแซงต์เอเตียน

สเนลลาถึงบาเตอซ์เป็นช่วงเปลี่ยนผู้ฝึกสอนที่ต้องแบ่งผลงานให้ถูกคน ฌอง สเนลลาพาแซงต์เอเตียนคว้าแชมป์ฝรั่งเศสปี 1967 ก่อนออกจากตำแหน่ง อัลแบร์ บาเตอซ์จึงรับทีมในปีเดียวกันและพาคว้าแชมป์ต่อในปี 1968 กับ 1969 รวมถึงปี 1970 ลำดับนี้ทำให้เห็นทั้งมรดกที่ส่งต่อและงานใหม่ของผู้รับช่วง โดยไม่รวมแชมป์ทั้งหมดไว้ใต้ชื่อโค้ชคนเดียว

แชมป์1967อยู่ใต้ผู้จัดการคนใด

แชมป์1967อยู่ใต้ผู้จัดการคนใด คำตอบคือฌอง สเนลลา เขาคุมแซงต์เอเตียนสองช่วงคือ 1950–1959 และ 1963–1967 พร้อมแชมป์ลีกปี 1957, 1964 และ 1967 ในฤดูกาลสุดท้าย เขาใช้เวลาสองปีก่อนหน้านั้นปรับโครงสร้างกลุ่ม แล้วพาทีมกลับสู่จุดสูงสุด เป้าหมายการไปเล่นฟุตบอลยุโรปสำเร็จ แต่สเนลลาไม่ได้อยู่คุมทีมในฤดูกาลยุโรปถัดมา

แกนเกมรุกปี 1967 มีราชิด เมคลูฟีเป็นผู้กำหนดเกม สโมสรบรรยายว่าเขาใช้การควบคุมบอลและการจ่ายช่วยให้คนหนุ่มรอบตัวเติบโต โดยเฉพาะแอร์เว เรเวลลี ซึ่งได้รับบอลจากเมคลูฟีจนกลายเป็นดาวยิงสูงสุดของทีม เอเม ฌักเกต์เติมงานหนักและการเคลื่อนที่ต่อเนื่อง ขณะที่ฌอง-มิเชล ลาร์เกกับฌอร์ฌ เบเรตาเริ่มสะสมโอกาสในทีมชุดใหญ่

โรแบร์ แอร์แบ็งเป็นอีกส่วนของฐานเดิม เขาบาดเจ็บเข่าหนักจากฟุตบอลโลกปี 1966 กลับมาสั้น ๆ ตั้งแต่นัดที่แปด ก่อนคืนทีมจริงจังในนัดที่ 22 วันที่ 22 มกราคม 1967 ซึ่งแซงต์เอเตียนชนะนีซ 7–0 วันนั้นเรเวลลีทำแฮตทริก ลาร์เก ฌักเกต์ อ็องเดร เฟอเฟอ และเบเรตาช่วยกันยิง ส่วนแอร์แบ็งปิดฤดูกาลด้วยสามประตูในนัดสุดท้ายที่อองเชร์

สเนลลาถึงบาเตอซ์เริ่มตรงรอยต่อใด

รอยต่อเกิดหลังตำแหน่งแชมป์ 1967 สโมสรเลือกบาเตอซ์แทนสเนลลา และบันทึกช่วงคุมทีมใหม่ไว้ระหว่าง 1967–1972 บาเตอซ์มาพร้อมประสบการณ์จากแร็งส์ รวมทั้งการพาทีมชาติฝรั่งเศสจบอันดับสามฟุตบอลโลก 1958 เขาจึงไม่ได้รับงานจากจุดเริ่มต้น หากรับทีมแชมป์ที่มีเมคลูฟี แอร์แบ็ง เรเวลลี ฌักเกต์ และกลุ่มดาวรุ่งอยู่แล้ว

อาคารและเรือในท่าเรือเมืองกานส์
เมืองกานส์ในปัจจุบัน (ภาพบริบทฝรั่งเศส ไม่ใช่ทางเข้าสนามแซงต์เอเตียน)

บาเตอซ์รับช่วงพร้อมฐานแบบไหน

ฐานแรกคือการผสมคนหลายวัย เมคลูฟีเป็นจอมทัพที่ช่วยเรเวลลีทำประตู แอร์แบ็งกลับมาจากบาดเจ็บ และเบเรตากับลาร์เกกำลังก้าวขึ้นมา สโมสรเรียกสิ่งที่สเนลลาทิ้งไว้ว่าเป็นมรดกพร้อมเติบโต คำนี้สอดคล้องกับรายชื่อจริง เพราะผู้เล่นหลักเหล่านั้นยังปรากฏในวงจรแชมป์หลังเปลี่ยนโค้ช

ฐานที่สองคือผู้เล่นใหม่ซึ่งเปลี่ยนน้ำหนักของเกมรุก เกอิตาเดินทางมาฝรั่งเศสเดือนกันยายน 1967 และทำประตูได้ตั้งแต่นัดทางการแรก เขามีทั้งการเลี้ยง ความเร็ว การยิง และการตัดสินใจ ส่วนปี 1969 สโมสรระบุชัดว่าแนวรุกอาศัยคู่เกอิตา–เรเวลลี การรับช่วงของบาเตอซ์จึงประกอบด้วยการใช้แกนเดิมพร้อมเพิ่มตัวรุกที่สร้างความแตกต่าง

ฤดูกาล 1967/68 จบด้วยแชมป์ลีกของบาเตอซ์ และถ้วยฝรั่งเศสวันที่ 12 พฤษภาคม 1968 ในนัดชิงกับบอร์กโดซ์ เมคลูฟีทำสองประตูให้ทีมชนะ 2–1 ผลดังกล่าวเป็นดับเบิลลีก–ถ้วยครั้งแรกของสโมสร ตรงนี้ต้องแยกจากแชมป์ปี 1967 ของสเนลลา: ปีแรกสร้างฐานและได้ลีก ส่วนปีต่อมาบาเตอซ์พาฐานนั้นไปสู่สองถ้วยในฤดูกาลเดียว

คำบอกเล่าของแอร์แบ็งอธิบายการส่งต่ออย่างไร

แอร์แบ็งซึ่งเล่นภายใต้โค้ชทั้งสองสรุปความสัมพันธ์ว่า บาเตอซ์ทำให้สิ่งที่สเนลลาสร้างไว้สมบูรณ์ขึ้น คำบอกเล่านี้ให้ภาพการสืบทอดที่แม่นกว่าการบอกว่าทุกอย่างเหมือนเดิม สเนลลาสร้างโครงและพาทีมเป็นแชมป์ บาเตอซ์เข้ามาปรับใช้ความรู้ของตนกับผู้เล่นชุดนั้น แล้วเพิ่มผลงานลีกและถ้วยต่อเนื่อง

คลอง สะพาน และอาคารในเมืองเซ็ตจากมุมสูง
เมืองเซ็ตในปัจจุบัน (ภาพบริบทเมือง ไม่ใช่อัฒจันทร์สนามแซงต์เอเตียน)

ความต่อเนื่อง1968และ1969ตรวจจากอะไร

ผลการแข่งขันแยกเส้นเวลาได้ตรงที่สุด ปี 1968 คือแชมป์ลีกและแชมป์ถ้วยฝรั่งเศสภายใต้บาเตอซ์ ปี 1969 ทีมคว้าแชมป์ลีกเป็นปีที่สามติดต่อกัน นับต่อจากปี 1967 ของสเนลลา สโมสรระบุว่าบอร์กโดซ์จบรองแชมป์ห่างเพียงสองคะแนน จึงเป็นการแข่งขันที่ต้องรักษาความสม่ำเสมอตลอดฤดูกาล ไม่ใช่เพียงต่อยอดชื่อเสียงจากปีก่อน

องค์ประกอบปี 1969 แสดงทั้งความนิ่งและความเปลี่ยนแปลง แซงต์เอเตียนไม่ได้เดินตลาดเสริมทีมครั้งใหญ่ แต่รักษากลุ่มหลักและให้โอกาสคนหนุ่ม บาเตอซ์ใช้นักเตะอย่างฟร็องซิส คาเมรินี ลาร์เก เบเรตา และเรเวลลี ขณะเดียวกันเมคลูฟีย้ายไปบาสเตียในฤดูร้อน 1968 ทำให้เกอิตามีอิทธิพลต่อเกมรุกมากขึ้น

ถ้วยใดอยู่ในแต่ละฤดูกาล

การนับถ้วยช่วยไม่ให้คำว่า “สามแชมป์ติด” กลบรายละเอียด ปี 1967 เป็นแชมป์ลีก ปี 1968 เป็นดับเบิลลีกกับถ้วยฝรั่งเศส และปี 1969 เป็นแชมป์ลีก แต่ตกรอบ 16 ทีมถ้วยฝรั่งเศสโดยบอร์กโดซ์ หลังจากนั้นบาเตอซ์ยังพาทีมได้ดับเบิลอีกครั้งในปี 1970 ช่วง 1967–1969 จึงมีลีกสามสมัยติด แต่มีถ้วยฝรั่งเศสหนึ่งสมัยในปี 1968

เหตุใดการสืบทอดไม่ใช่การทำเหมือนเดิมทุกอย่าง

หากทีมทำเหมือนเดิมทุกอย่าง รายชื่อและบทบาทควรคงที่ แต่ช่วงนี้มีทั้งการคืนสนามของแอร์แบ็ง การเติบโตของลาร์เกกับเบเรตา การเข้ามาของเกอิตา และการออกของเมคลูฟี บาเตอซ์ต้องจัดความสัมพันธ์ใหม่ในแนวรุก พร้อมรักษาความมั่นคงของกลุ่มหลัก สโมสรปี 1969 จึงอธิบายความสำเร็จผ่านทีมที่ค่อนข้างนิ่งและดาวรุ่ง ไม่ได้อ้างว่าเป็นสำเนาของปี 1967

ความต่อเนื่องที่แท้จริงอยู่ที่ความสามารถแข่งขันเพื่อถ้วย แม้ผู้รับผิดชอบและองค์ประกอบเปลี่ยน สเนลลาทิ้งทีมแชมป์กับเยาวชนที่พร้อมก้าวขึ้นมา บาเตอซ์นำประสบการณ์ระดับสโมสรและทีมชาติมาต่อยอด เพิ่มเกอิตา และให้พื้นที่แก่คนรุ่นใหม่ ผลคือแชมป์ลีกต่อในปี 1968 และ 1969 โดยมีดับเบิลปี 1968 คั่นอยู่

ดังนั้น แชมป์ 1967 เป็นของทีมสเนลลา ส่วนแชมป์ 1968 และ 1969 เป็นของทีมบาเตอซ์ แอร์แบ็ง เมคลูฟี เรเวลลี และกลุ่มดาวรุ่งเชื่อมสองยุค ขณะที่เกอิตากับบทบาทใหม่หลังเมคลูฟีออกแสดงว่าฐานเดิมได้รับการพัฒนาต่อ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

24/7 Fun8824/7 JBO