ลิเวอร์พูล 2009 จบฤดูกาลด้วยผลงานที่ดีที่สุดในรอบหลายปีของราฟาเอล เบนิเตซ แต่กลับไม่ได้แชมป์ แม้จะเอาชนะคู่แข่งโดยตรงในเกมสำคัญได้ก็ตาม บทความนี้ไล่ดูว่าทำไมการชนะทีมลุ้นแชมป์ด้วยกันถึงยังไม่พอจะคว้าตำแหน่งสูงสุด และผลเสมอที่เกิดขึ้นหลายนัดต่างหากที่กลายเป็นตัวแปรสำคัญของทั้งฤดูกาล ก่อนฤดูกาล 2008/09 ลิเวอร์พูลไม่ได้แตะแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษมาตั้งแต่ปี 1990 หรือเกือบ 19 ปีเต็ม ทำให้ฤดูกาลนี้ถูกจับตามองเป็นพิเศษว่าจะเป็นปีที่ทีมกลับมาทวงบัลลังก์ได้หรือไม่
ผลงานพบทีมลุ้นแชมป์เป็นอย่างไร
ลิเวอร์พูลจบฤดูกาลพรีเมียร์ลีก 2008/09 ในอันดับ 2 ด้วย 86 คะแนน จากผลงานชนะ 25 นัด เสมอ 11 นัด และแพ้เพียง 2 นัดตลอดทั้งฤดูกาล ตัวเลขแพ้แค่ 2 นัดถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับทีมอื่นในกลุ่มลุ้นแชมป์ และหนึ่งในผลงานที่โดดเด่นที่สุดของฤดูกาลคือการบุกไปเอาชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดถึงโอลด์แทรฟฟอร์ดด้วยสกอร์ 4-1 เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2009 โดยประตูจากอาวเรลิโอและดอสเซนาช่วยปิดสกอร์ในเกมนั้น ชัยชนะครั้งนี้มีความหมายเป็นพิเศษเพราะเป็นชัยชนะนัดลีกครั้งแรกของเบนิเตซเหนือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดนับตั้งแต่เข้ามาคุมทีมในปี 2004 แสดงให้เห็นว่าเมื่อเจอทีมระดับหัวตารางโดยตรง ลิเวอร์พูลสามารถเอาชนะได้อย่างเด็ดขาด ไม่ใช่แค่เสมอหรือแพ้อย่างสูสี
ผลเสมอเกิดกับใครและช่วงใด

แม้จะเอาชนะทีมใหญ่ได้อย่างขาดลอย แต่สิ่งที่ฉุดรั้งลิเวอร์พูลไม่ให้ไปถึงตำแหน่งแชมป์คือผลเสมอ 11 นัดตลอดฤดูกาล ซึ่งหลายนัดเกิดขึ้นกับทีมที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มลุ้นแชมป์โดยตรง ตัวอย่างเช่นการเสมอแอสตัน วิลลา 0-0 ในเกมเยือนเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2008 ซึ่งตอร์เรสต้องออกจากสนามก่อนกำหนดเพราะอาการบาดเจ็บ ตามมาด้วยการเสมอสโต๊ค ซิตี้ 0-0 ที่บ้านในวันที่ 20 กันยายน 2008 แม้เจอร์ราร์ดจะยิงฟรีคิกได้แต่ถูกปฏิเสธประตู เกมเสมอฟูแล่ม 0-0 ที่บ้านในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2008 ซึ่งเบนิเตซเองยังวิจารณ์ทีมว่าขาดพลังในเกมนั้น และการเสมอเวสต์แฮม ยูไนเต็ด 0-0 ที่บ้านในวันที่ 1 ธันวาคม 2008 ซึ่งเป็นเกมที่ทำให้ลิเวอร์พูลขึ้นไปอยู่จ่าฝูงตารางในช่วงเวลานั้น ผลเสมอเหล่านี้ส่วนใหญ่จบด้วยสกอร์ 0-0 ซึ่งหมายความว่าทีมไม่สามารถเจาะแนวรับของคู่แข่งที่ตั้งเกมรับได้สำเร็จ ทั้งที่เป็นทีมรองบ่อนในตารางคะแนน รูปแบบการเสียแต้มลักษณะนี้ต่างจากการแพ้ตรง ๆ เพราะทีมไม่ได้เสียประตูจนแพ้เกม แต่กลับไม่สามารถแปลงสภาพความได้เปรียบในเกมให้เป็นประตูชี้ขาดได้เลย ซึ่งเป็นปัญหาคนละแบบกับทีมที่แพ้เพราะรับไม่อยู่
เกมรุกดีไม่ได้แปลว่าได้สามแต้มทุกครั้ง
ตลอดทั้งฤดูกาล ลิเวอร์พูลยิงประตูรวม 77 ลูกในพรีเมียร์ลีกและเสียประตูเพียง 27 ลูก ซึ่งเป็นสถิติเกมรุกและเกมรับที่แข็งแกร่งไม่แพ้ทีมอันดับต้นตาราง สตีเวน เจอร์ราร์ดเป็นผู้ทำประตูสูงสุดของทีมในลีกด้วย 16 ประตู ตามมาด้วยเฟร์นันโด ตอร์เรสที่ทำได้ 14 ประตู และเดิร์ก เคาต์อีก 12 ประตู แต่ตัวเลขประตูรวมที่สูงกลับไม่ได้แปลว่าทีมจะได้สามแต้มในทุกเกมที่บุกทำเกมรุก เพราะในนัดที่เสมอ 0-0 หลายนัดที่กล่าวไปข้างต้น ลิเวอร์พูลไม่สามารถแปลงเกมรุกให้เป็นประตูได้เลยแม้แต่ลูกเดียว สะท้อนว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ภาพรวมทั้งฤดูกาล แต่อยู่ที่บางนัดเฉพาะเจาะจงที่ทีมเจอเกมรับที่ตั้งแน่นจนไม่สามารถทลายได้ ต่างจากเกมที่พบทีมใหญ่อย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่กลับยิงได้ถึง 4 ประตูในเกมเดียว
ตารางสุดท้ายสะท้อนความสม่ำเสมอแบบไหน

เมื่อจบฤดูกาล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดคว้าแชมป์ด้วย 90 คะแนน จากผลงานชนะ 28 นัด เสมอ 6 นัด และแพ้ 4 นัด มากกว่าลิเวอร์พูลอยู่ 4 คะแนน เมื่อนำสถิติทั้งสองทีมมาเทียบกันจะเห็นความแตกต่างชัดเจน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเสมอน้อยกว่าลิเวอร์พูลเกือบครึ่งหนึ่ง คือเสมอเพียง 6 นัดเทียบกับ 11 นัดของลิเวอร์พูล แม้จะแพ้มากกว่าลิเวอร์พูลถึง 2 นัด แต่การชนะมากกว่าถึง 3 นัดก็เพียงพอที่จะทำให้แต้มรวมสูงกว่า ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นว่าความสม่ำเสมอในบริบทของการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกไม่ได้วัดกันแค่ที่การไม่แพ้ แต่วัดกันที่ความสามารถในการเปลี่ยนเกมสูสีให้จบด้วยชัยชนะแทนที่จะปล่อยให้จบลงด้วยผลเสมอ ลิเวอร์พูลแพ้เพียง 2 นัดตลอดทั้งฤดูกาลซึ่งน้อยกว่าแชมป์ด้วยซ้ำ แต่การเสมอมากกว่าถึง 5 นัดคือสิ่งที่ทำให้แต้มรวมตามหลังอยู่ 4 คะแนนในที่สุด
เรื่องราวของลิเวอร์พูล 2009 จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าการชนะทีมลุ้นแชมป์ด้วยกันอย่างขาดลอยไม่ได้รับประกันว่าจะได้แชมป์เสมอไป เพราะแต้มที่หายไปจากนัดที่เสมอกับทีมรองบ่อนต่างหากที่ตัดสินผลลัพธ์สุดท้ายของทั้งฤดูกาล การวิเคราะห์ผลงานทั้งฤดูกาลผ่านการกระจายของชัยชนะ ผลเสมอ และความพ่ายแพ้ จึงให้ภาพที่ชัดเจนกว่าการมองแค่ผลการแข่งขันในเกมใหญ่เพียงไม่กี่นัด แม้จะไม่ได้แชมป์ในปีนั้น แต่ผลงาน 86 คะแนนของลิเวอร์พูลก็สะท้อนว่าทีมภายใต้เบนิเตซพัฒนาไปในทิศทางที่ถูกต้องเมื่อเทียบกับหลายฤดูกาลก่อนหน้าที่ยังไม่เคยเข้าใกล้ตำแหน่งแชมป์ขนาดนี้ เพียงแต่ยังขาดความสามารถในการเปลี่ยนเกมสูสีกับทีมรองบ่อนให้จบด้วยชัยชนะได้มากพอที่จะไล่ตามคู่แข่งที่มีความสม่ำเสมอกว่าในทุกสัปดาห์ของฤดูกาล

