มาดริดยุคซาโมราเป็นจุดเริ่มต้นของแชมป์ลีกสองสมัยแรก ก่อนที่ชื่ออัลเฟรโด ดิสเตฟาโนจะเชื่อมกับความสำเร็จในทศวรรษ 1950 ทีมชุดปี 1932 และ 1933 มีริคาร์โด ซาโมราเฝ้าประตู โดยมีซีเรียโกกับฆาซินโต กินโกเซสช่วยสร้างแนวรับที่มั่นคง การมาถึงของทั้งสามทำให้ประวัติแชมป์มาดริดมีเรื่องของการป้องกันประตูอยู่ตั้งแต่ต้น
แต่การเรียกทีมนี้ด้วยชื่อผู้รักษาประตูไม่ได้หมายความว่าซาโมราทำทุกอย่างคนเดียว มาดริดต้องประกอบคู่กองหลังที่เคยเล่นด้วยกัน เปลี่ยนผู้ฝึกสอนระหว่างสองฤดูกาล และพึ่งผู้เล่นแนวรุกหลายคนในเกมตัดสินแชมป์ ความสำเร็จจึงเกิดจากทีมที่ลงตัวมากกว่าการมีดาวดังคนหนึ่งอยู่ในกรอบประตู
มาดริดยุคซาโมราเริ่มจากการเสริมทีมสองระยะ
ซาโมราย้ายจากเอสปันญอลมามาดริดในปี 1930 เขาเป็นผู้รักษาประตูที่ผ่านทั้งเอสปันญอลและบาร์เซโลนา รวมถึงมีเหรียญเงินโอลิมปิกปี 1920 กับทีมชาติสเปนอยู่แล้ว มาดริดจึงได้รับนักเตะที่มีชื่อเสียงและประสบการณ์ ไม่ใช่ผู้เล่นหนุ่มที่เพิ่งเริ่มสร้างตัวตนในลีก
ขั้นต่อมาเกิดขึ้นในปี 1931 เมื่อซีเรียโกกับกินโกเซสย้ายจากเดปอร์ติโบ อลาเบส ทั้งสองมีประสบการณ์ร่วมกันก่อนมาถึงเมืองหลวง ประวัติซีเรียโกของสโมสรระบุว่าซานติอาโก เบร์นาเบวต้องการนำคู่กองหลังนี้มาประกอบกับผู้รักษาประตูที่ซื้อไว้ในฤดูกาลก่อน จึงเป็นการเสริมฐานเดิมให้ครบ ไม่ใช่การเริ่มสร้างแนวรับใหม่ทั้งหมดในปีเดียว
ซีเรียโกโดดเด่นด้านความแข็งแกร่งและการเข้าปะทะ ส่วนประวัติกินโกเซสเน้นความสุขุมกับการสกัดบอล ความแตกต่างเหล่านี้ช่วยให้เข้าใจบทบาทของคู่กองหลังได้มากกว่าการเรียกรวมว่าเป็นกำแพง ซาโมราอยู่ด้านหลังคู่ที่คุ้นเคยกัน และทั้งสามกลายเป็นชื่อสำคัญของทั้งมาดริดและทีมชาติสเปน

แชมป์แรกปี 1932 จบลงด้วยเกมเสมอบาร์เซโลนา
ลิปโป แฮร์ตซ์กา ผู้ฝึกสอนชาวฮังการีพามาดริดผ่านฤดูกาล 1931/32 โดยไม่แพ้ใคร ลีกขณะนั้นมีสิบทีม และมาดริดจบด้วย 28 คะแนน เหนือแอธเลติกที่มี 25 และบาร์เซโลนา 24 คะแนน นี่เป็นแชมป์ลีกครั้งแรกของสโมสร และเป็นความสำเร็จทันทีในฤดูกาลแรกของคู่กองหลังจากอลาเบส
เกมส่งท้ายวันที่ 3 เมษายน 1932 เป็นการไปเยือนบาร์เซโลนา มาดริดเสมอ 2–2 โดยไฆเม ลาซกาโนกับหลุยส์ เรเกโรเป็นผู้ทำประตูให้ทีมเยือน นัดคว้าแชมป์จึงไม่ได้เป็นชัยชนะถล่มคู่แข่ง แต่เป็นการเก็บผลเสมอที่ปิดฤดูกาลไร้พ่ายได้สำเร็จ
ตัวเลขที่อธิบายทีมชุดนี้ชัดที่สุดคือการเสียเพียง 15 ประตูตลอดลีก ซึ่งน้อยที่สุดในรายการ มาดริดไม่ได้ต้องชนะทุกเกมเพื่อเป็นแชมป์ ความสามารถในการหลีกเลี่ยงความพ่ายแพ้และรักษาผลการแข่งขันไว้ได้ทำให้แต้มสะสมเพียงพอเมื่อถึงนัดสุดท้าย
ถ้วยซาโมรายังไม่ได้มอบในปีนั้น
ชื่อซาโมราทำให้เรื่องนี้ชวนสับสนกับรางวัลผู้รักษาประตูที่แฟนบอลรู้จักภายหลัง รางวัลที่ใช้ชื่อเขาเริ่มขึ้นในฤดูกาล 1958/59 ส่วนผลงานปี 1932 และ 1933 ได้รับการยกย่องย้อนหลัง จึงควรแยกระหว่างสถิติเสียประตูน้อยในฤดูกาลจริงกับวันที่มีการจัดตั้งรางวัล
คุณค่าของผลงานไม่ได้ลดลงเพราะถ้วยเกิดทีหลัง แต่ภาพที่ถูกต้องคือซาโมราสร้างชื่อจากการเล่นก่อน แล้วชื่อของเขาจึงถูกใช้กับรางวัล ไม่ใช่นักเตะที่กำลังไล่ล่าถ้วยซึ่งตั้งชื่อตามตัวเองระหว่างลงแข่งขัน
ปี 1933 เปลี่ยนโค้ช แต่ยังป้องกันแชมป์ได้
ฤดูกาลถัดมาผู้ฝึกสอนเปลี่ยนเป็นเฟิร์ธ มาดริดยังจบด้วย 28 คะแนน ขณะที่แอธเลติกตามมาที่ 26 คะแนน การได้แต้มรวมเท่าปีก่อนจึงให้ระยะห่างจากอันดับสองต่างกัน และความสำเร็จต่อเนื่องไม่ได้หมายความว่ารายละเอียดการแข่งขันเหมือนเดิมทุกอย่าง
มาดริดตัดสินแชมป์ได้ตั้งแต่นัดรองสุดท้าย วันที่ 19 มีนาคม 1933 ด้วยการชนะอาเรนัสเดเกโช 8–2 หลุยส์ เรเกโรทำสามประตู โอลิบาเรสกับอิลาริโอทำคนละสอง และลาซกาโนอีกหนึ่งประตู รายชื่อผู้ยิงแสดงให้เห็นว่าเกมรุกมีผู้ร่วมรับผิดชอบหลายคน แม้ทีมจะถูกจดจำผ่านแนวรับก็ตาม

โอลิบาเรสยังเป็นผู้ทำประตูสูงสุดของลีกในฤดูกาลนี้ ส่วนซาโมราเป็นผู้รักษาประตูที่เสียประตูน้อยที่สุด มาดริดจึงมีผลงานเด่นอยู่ทั้งสองปลายสนาม การอธิบายแชมป์ด้วยผู้รักษาประตูเพียงคนเดียวจะมองไม่เห็นว่าทีมสามารถสร้างชัยชนะขาดลอยเพื่อปิดงานได้ด้วย
สองแชมป์ลีกไม่ได้กลายเป็นการครองแชมป์ตลอดทศวรรษ
หลังคว้าแชมป์สองปีติด ซีเรียโกมีปัญหาบาดเจ็บในฤดูกาลที่สามและได้ลงเล่นเฉพาะช่วงท้ายตามประวัติสโมสร นี่เป็นข้อจำกัดที่เกิดขึ้นกับแนวรับชุดเดิม ก่อนสงครามกลางเมืองจะเข้ามาตัดเส้นทางการแข่งขันในปี 1936 จึงไม่ควรนำสงครามมาอธิบายการไม่ได้แชมป์ลีกทุกฤดูกาลหลังปี 1933 เพียงเหตุผลเดียว
ทีมยังประสบความสำเร็จในฟุตบอลถ้วย โดยได้แชมป์สเปนปี 1934 และ 1936 นัดชิงปีหลังเป็นเกมสุดท้ายของซาโมราในสีเสื้อมาดริด เขาช่วยทีมคว้าถ้วยอีกครั้งก่อนเส้นทางผู้เล่นจะไปต่อที่นีซในฝรั่งเศส การจบยุคของเขาจึงต่างจากการสิ้นสุดอาชีพนักฟุตบอลทันที
แชมป์ลีกครั้งถัดไปของมาดริดมาถึงฤดูกาล 1953/54 ซึ่งมีทั้งดิสเตฟาโนและปาโก เคนโตเข้ามาอยู่ในทีม เป็นระยะห่าง 21 ปีจากแชมป์ปี 1933 ยุคซาโมราจึงมีความสำคัญในฐานะทีมที่เปิดทำเนียบลีกและยืนยันว่ามาดริดสร้างทีมแชมป์ได้ก่อนยุคดาวดังชุดใหม่ โดยมีคู่กองหลังที่รู้ใจกัน ผู้รักษาประตูประสบการณ์สูง และเกมรุกที่ช่วยเปลี่ยนความมั่นคงให้กลายเป็นถ้วยรางวัล

