บอสแมนกับพรีเมียร์ลีก เชื่อมโยงกันผ่านการเปลี่ยนสิทธิในการย้ายงานของนักฟุตบอลและข้อจำกัดด้านสัญชาติ คำพิพากษาวันที่ 15 ธันวาคม 1995 ทำให้สโมสรไม่อาจใช้กฎเรียกค่าตัวหลังหมดสัญญามาขวางการย้ายทีมข้ามประเทศสมาชิกในกรณีที่อยู่ในขอบเขตของคดี และยังห้ามจำกัดผู้เล่นสัญชาติประเทศสมาชิกอื่นในทีมสโมสรด้วย แต่ไม่ได้ทำให้การย้ายทีมทุกครั้งไม่มีค่าใช้จ่าย หรือยกเลิกสัญญาที่ยังมีผลอยู่ทั้งหมด
สำหรับฟุตบอลอังกฤษ จุดเปลี่ยนนี้กระทบทั้งการรักษานักเตะเดิมและการดึงผู้เล่นจากต่างประเทศ สโมสรมีทางเลือกเพิ่มขึ้นในตลาดเดียวกับที่นักเตะมีอิสระมากขึ้น การวางแผนจึงต้องสนใจวันหมดสัญญาและข้อเสนอที่จูงใจผู้เล่น ไม่ใช่อาศัยสิทธิเรียกเงินจากสโมสรใหม่หลังการจ้างงานสิ้นสุดลงเพียงอย่างเดียว
คดีบอสแมนตอบปัญหาใด
บอสแมนกับพรีเมียร์ลีก เริ่มจากนักเตะในเบลเยียม
ฌอง มาร์ก บอสแมนเป็นนักฟุตบอลชาวเบลเยียมของอาร์ซี ลีแยฌ สัญญาของเขาสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 1990 แต่ก่อนหน้านั้นสโมสรเสนอฉบับใหม่ที่ลดค่าตอบแทนลงอย่างมาก เขาไม่รับข้อเสนอและมองหานายจ้างใหม่ จนตกลงเงื่อนไขกับดันเคิร์กในดิวิชันสองของฝรั่งเศสได้
อย่างไรก็ตาม การตกลงกับทีมใหม่ยังไม่เพียงพอ ลีแยฌกับดันเคิร์กทำข้อตกลงย้ายชั่วคราวที่มีค่าชดเชยระหว่างสโมสร และทั้งการจ้างงานกับการย้ายทีมต้องอาศัยใบรับรองการย้ายที่ส่งทันกำหนด ลีแยฌกังวลเรื่องความสามารถในการชำระเงินของดันเคิร์ก จึงไม่ขอให้สมาคมส่งเอกสารดังกล่าว ข้อตกลงจึงไม่เกิดผล
ปัญหาสำคัญคือสัญญาการจ้างงานเดิมหมดอายุแล้ว แต่ความสัมพันธ์ทางการเงินระหว่างสองสโมสรยังปิดทางทำงานของนักเตะได้ บอสแมนจึงนำเรื่องขึ้นสู่กระบวนการยุติธรรมในเบลเยียม ก่อนคำถามเรื่องความสอดคล้องกับกฎหมายยุโรปถูกส่งให้ศาลยุติธรรมพิจารณาในคดีหมายเลขซี 415/93
ศาลวินิจฉัยโดยใช้หลักการเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างเสรีตามมาตรา 48 ของสนธิสัญญาในขณะนั้น ประเด็นจึงกว้างกว่าความไม่พอใจของผู้เล่นต่อสโมสรหนึ่งแห่ง เพราะกฎการแข่งขันที่สมาคมกำหนดสามารถกระทบโอกาสประกอบอาชีพในประเทศสมาชิกอื่นได้ แม้ผู้กำหนดกฎจะเป็นองค์กรกีฬา
ผู้เล่นและสถานการณ์ใดอยู่ในขอบเขต
ส่วนแรกของคำพิพากษากล่าวถึงนักฟุตบอลอาชีพที่มีสัญชาติประเทศสมาชิก เมื่อสัญญากับสโมสรหมดอายุและต้องการไปทำงานให้สโมสรในอีกประเทศสมาชิก กฎที่ทำให้การจ้างงานใหม่ขึ้นอยู่กับการจ่ายค่าตัว ค่าฝึกหรือค่าพัฒนาแก่สโมสรเดิมเป็นอุปสรรคที่ขัดต่อหลักดังกล่าว นี่คือหัวใจของภาพจำเรื่องย้ายทีมหลังหมดสัญญา
ส่วนที่สองเกี่ยวกับจำนวนผู้เล่นที่สโมสรส่งลงสนาม ศาลไม่ยอมรับกฎที่จำกัดจำนวนผู้เล่นอาชีพสัญชาติประเทศสมาชิกอื่นในการแข่งขันของสโมสร ประเด็นนี้ต่างจากค่าตัว เพราะแม้สโมสรตกลงจ้างผู้เล่นได้แล้ว โควตาสัญชาติก็ยังอาจกีดกันเขาจากโอกาสลงแข่งขัน
ยูฟ่ามีกฎที่รู้จักกันว่าโควตาสามบวกสอง ซึ่งเชื่อมการจำกัดผู้เล่นต่างชาติกับข้อยกเว้นสำหรับผู้ที่มีประสบการณ์อยู่ในประเทศนั้นตามเกณฑ์ การเปลี่ยนแปลงหลังคำพิพากษาจึงส่งผลต่อการประกอบทีมในเวทียุโรปด้วย ไม่ได้มีความหมายเพียงการซื้อขายในลีกภายในประเทศ

อย่างไรก็ตาม คำว่าประเทศสมาชิกไม่เท่ากับทุกประเทศในทวีปยุโรป และยิ่งไม่เท่ากับนักเตะทุกสัญชาติทั่วโลก การย้ายที่อยู่ภายในประเทศเดียวกันก็ไม่ใช่สถานการณ์ข้ามประเทศที่ศาลวินิจฉัยไว้ในข้อแรกโดยตรง ส่วนผู้ที่ยังติดสัญญาอยู่ไม่อาจอ้างเพียงชื่อบอสแมนแล้วถือว่าสัญญาของตนสิ้นสุดลงทันที
ขอบเขตด้านสัญชาติในคดีนี้พูดถึงการแข่งขันระดับสโมสร จึงไม่ควรนำไปสรุปว่าทีมชาติสามารถเลือกผู้เล่นใดก็ได้โดยไม่คำนึงถึงคุณสมบัติ การทำให้แรงงานเข้าถึงงานในสโมสรกับการกำหนดผู้แทนประเทศเป็นคนละปัญหาที่ต้องแยกออกจากกัน
เหตุใดสโมสรอังกฤษต้องปรับวิธีคิด
ตัวอย่างที่เห็นชัดในเวลาต่อมาคือสตีฟ แม็คมานามาน ซึ่งออกจากลิเวอร์พูลไปเรอัล มาดริดแบบไม่มีค่าตัวในปี 1999 การย้ายนี้เกิดขึ้นหลายปีหลังคำพิพากษา และแสดงว่าผลของการเปลี่ยนกฎไม่ได้มีทิศทางเดียว สโมสรอังกฤษอาจเป็นฝ่ายได้ผู้เล่นจากต่างประเทศ แต่ก็อาจเสียผู้เล่นสำคัญให้คู่แข่งต่างประเทศโดยไม่ได้รับค่าตัวเช่นกัน

แม็คมานามานเป็นนักเตะที่เติบโตผ่านระบบของลิเวอร์พูล การย้ายออกทำให้ความผูกพันกับสโมสรและสิทธิเลือกนายจ้างใหม่มาบรรจบกัน แฟนบอลอาจรู้สึกถึงการสูญเสียผู้เล่นที่คุ้นเคย ขณะที่นักเตะมีโอกาสเลือกเส้นทางอาชีพต่างออกไป ทั้งสองด้านอธิบายแรงสะเทือนของการย้ายแบบนี้ได้โดยไม่ต้องถือว่าการหมดสัญญาคือการทำผิดข้อตกลง
ในทางวางแผน สโมสรที่ต้องการรักษาผู้เล่นจึงมีเหตุผลมากขึ้นที่จะเจรจาสัญญาก่อนถึงวันสิ้นสุด หรือพิจารณาขายขณะที่ยังมีสัญญาอยู่ ผู้เล่นก็ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความมั่นคงของข้อเสนอปัจจุบันกับโอกาสจากทีมใหม่ การมีสิทธิย้ายได้ไม่ได้ทำให้มีข้อเสนอที่ดีกว่ารออยู่เสมอ
ในการให้สัมภาษณ์กับยูฟ่าเมื่อปี 2005 กอร์ดอน เทย์เลอร์จากสมาคมนักฟุตบอลอาชีพอังกฤษมองว่าความเปลี่ยนแปลงมีสองด้าน ผู้เล่นได้เสรีภาพมากขึ้น แต่ตลาดที่เปิดกว้างก็เพิ่มการแข่งขันเพื่อแย่งงานด้วย ขณะที่โคลิน กอร์ดอน ตัวแทนซึ่งเกี่ยวข้องกับการย้ายของแม็คมานามาน ชี้ว่าการปล่อยให้สัญญาสิ้นสุดมีความเสี่ยงสำหรับนักเตะจำนวนมาก ไม่ใช่ทุกคนจะต่อรองได้เหมือนดาวดัง
สิ่งที่คำว่าโอนฟรีไม่ได้หมายความ
ไม่มีค่าตัวหมายถึงไม่มีเงินส่วนดังกล่าวส่งจากสโมสรใหม่ไปยังสโมสรเดิม ไม่ได้หมายความว่านักเตะทำงานโดยไม่มีค่าจ้าง สโมสรยังต้องตกลงค่าตอบแทนและระยะเวลาจ้าง รวมถึงเงินจูงใจในการเซ็นสัญญาหากมี เงินคนละส่วนเหล่านี้จึงไม่ควรถูกรวมเป็นคำว่าไม่มีต้นทุน
การลดอุปสรรคในการย้ายงานทำให้การต่อรองระหว่างนักเตะกับนายจ้างมีน้ำหนักมากขึ้น แต่ไม่ได้รับประกันว่าทุกสโมสรจะจ่ายเงินเดือนเท่ากันหรือทุกคนจะได้ค่าแรงเพิ่ม ความสามารถของผู้เล่น ความต้องการของทีมและจำนวนข้อเสนอที่มีอยู่ยังเป็นตัวกำหนดทางเลือกจริง
ปี 1995 จึงเป็นจุดเปลี่ยนของความสัมพันธ์ระหว่างการหมดสัญญากับสิทธิย้ายทีม และของการใช้สัญชาติจัดโควตาในฟุตบอลสโมสร ผลต่อพรีเมียร์ลีกปรากฏทั้งในตลาดแรงงานที่กว้างขึ้นและความสำคัญของการจัดการสัญญา โดยยังต้องแยกค่าตัวออกจากค่าจ้าง และแยกคำพิพากษาครั้งนั้นออกจากกฎที่พัฒนาต่อมาในยุคอื่น

