เนเธอร์แลนด์ 2-3 โมร็อกโก ตัดสินด้วยจุดโทษ โมร็อกโกผ่านเข้ารอบ 16 ทีม ฟุตบอลโลก 2026

เนเธอร์แลนด์ 2-3 โมร็อกโก ตัดสินด้วยจุดโทษ โมร็อกโกผ่านเข้ารอบ 16 ทีม ฟุตบอลโลก 2026

ดวลจุดโทษ! สุดระทึก โมร็อกโกคมกว่าชนะ 3-2 ผ่านเข้ารอบ 16 ทีม 

 

ศึกฟุตบอลโลก 2026 รอบ 32 ทีมสุดท้าย คู่ที่ถูกจับตามองมากที่สุดคู่หนึ่งจบลงด้วยความระทึกใจสุดขีด เมื่อเนเธอร์แลนด์ เปิดบ้านพบกับโมร็อกโก ที่สนามบีบีวีเอ สเตเดียม เมืองมอนเตร์เรย์ ประเทศเม็กซิโก โดยทั้งคู่ไม่สามารถเอาชนะกันได้ในเวลา 90 นาที เสมอกันไป 1-1 ต้องต่อเวลาพิเศษ แต่ก็ยังหาผู้ชนะไม่ได้ จนต้องตัดสินกันด้วยการดวลจุดโทษ ซึ่งสุดท้าย “สิงโตแอตลาส ” เป็นฝ่ายเก็บชัยไปครอง 3-2 ผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายไปพบกับแคนาดา เจ้าภาพร่วม 

 

รายชื่อผู้เล่นตัวจริงที่ลงสนาม

เนเธอร์แลนด์

ผู้รักษาประตู: บาร์ต เวอร์บรูกเก้น

กองหลัง: เดนเซล ดัมฟรีส์, เวียร์คิล ฟาน ไดจ์ค (กัปตัน), นาธาน อาเก้, ยาน เปาล์ ฟาน เฮคเค่อ, มิคกี้ ฟาน เดอ เฟน

กองกลาง: ไรอัน คราเฟ่นแบร์ค, เฟรงกี้ เดอ ยอง 

กองหน้า: คริสเซนซิโอ ซัมเมอร์วิลล์, โคดี้ กาโคโป่, ไบรอัน บรอบบีย์

 

โมร็อกโก

ผู้รักษาประตู: บูนู

กองหลัง: อัชราฟ ฮากิมี่ (กัปตัน), อิสซา ดิออป, ชาดี้ ริอาด, นูสแซร์ มาซราอุย

กองกลาง: อายยูบ บูอาดี้, นีล เอล อายเนาอี, บราฮิม ดิอาซ

กองหน้า: อัซเซดีน อูนาฮี, บิลาล เอล คานนูส, อิสมาเอล ไซบารี

 

โมร็อกโกชนะจุดโทษ 3-2 เขี่ยเนเธอร์แลนด์ตกรอบ 32 ทีม ฟุตบอลโลก 2026 

 

ครึ่งแรก เกมเปิดฉากขึ้นในบรรยากาศตึงเครียดที่สนามบีบีวีเอ สเตเดียม เมืองมอนเตร์เรย์ ทั้งสองทีมต่างเล่นกันอย่างระมัดระวังในช่วง 45 นาทีแรก โมร็อกโกเลือกใช้แผนเกมรับที่แน่นหนา จัดระเบียบแนวรับเป็นบล็อกต่ำ คอยปิดพื้นที่และตัดเกมส่งบอลของเนเธอร์แลนด์ได้อย่างมีวินัย ทำให้ทัพสีส้มที่ขึ้นชื่อเรื่องเกมรุกที่ดุดันต้องเล่นกันด้วยความอดทน ไม่สามารถทะลุทะลวงแนวรับของโมร็อกโกได้ง่ายนัก ขณะที่ฝั่งโมร็อกโกเองก็ยังไม่กล้าเปิดเกมรุกมากนัก เลือกที่จะรอจังหวะสวนกลับมากกว่า ส่งผลให้ครึ่งแรกจบลงด้วยสกอร์ 0-0 โดยทั้งสองทีมยังไม่มีโอกาสที่ชัดเจนมากพอจะเปลี่ยนเป็นประตูได้

 

ครึ่งหลัง จังหวะเกมเริ่มเปลี่ยนไป โมร็อกโกขยับขึ้นมาเล่นเกมรุกมากขึ้นและดูเหมือนจะเป็นฝ่ายคุมเกมได้ดีกว่าในช่วงเริ่มต้นของครึ่งหลัง สร้างแรงกดดันใส่แนวรับเนเธอร์แลนด์อยู่หลายระลอก ทว่ากลับเป็นเนเธอร์แลนด์ที่ฉวยโอกาสจากจังหวะเปลี่ยนเกมเจาะประตูขึ้นนำได้ก่อนในนาทีที่ 72 จากการจบสกอร์อย่างเฉียบขาดของ โคดี้ กาโคโป่ ดาวยิงที่ฟอร์มร้อนแรงตลอดทัวร์นาเมนต์นี้ ประตูดังกล่าวทำให้บรรยากาศในสนามคึกคักขึ้นทันที และดูเหมือนจะเพียงพอให้ทัพ “เสื้อส้ม” ผ่านเข้ารอบไปได้อย่างสวยงาม เนื่องจากหลังจากนั้นเนเธอร์แลนด์สามารถควบคุมจังหวะเกมและบริหารความได้เปรียบในสกอร์ได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม โมร็อกโกไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ และยังคงเดินหน้าบุกอย่างไม่ลดละแม้เวลาจะเหลือน้อยลงเรื่อย ๆ ความพยายามดังกล่าวได้รับผลตอบแทนในช่วงนาทีทดเวลาบาดเจ็บของครึ่งหลัง เมื่อ อิสซา ดิออป กองหลังตัวกลางทะยานขึ้นมาโหม่งบอลตีเสมอได้สำเร็จในนาทีที่ 90+1 ท่ามกลางเสียงเชียร์ดังกึกก้องของแฟนบอลโมร็อกโก ประตูนี้ไม่เพียงช่วยรักษาความหวังของทีมไว้ได้ทันเวลา แต่ยังเปลี่ยนโมเมนตัมของเกมไปอย่างสิ้นเชิง ส่งผลให้สกอร์จบ 90 นาทีอยู่ที่ 1-1 เท่ากัน และต้องดวลกันต่อในช่วงต่อเวลาพิเศษ

ช่วงต่อเวลาพิเศษ ทั้งสองทีมต่างเล่นกันด้วยความระมัดระวังสูง เนื่องจากรู้ดีว่าความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจหมายถึงการตกรอบ บรรยากาศในสนามจึงค่อนข้างนิ่งและขาดโอกาสลุ้นที่ชัดเจน จุดที่น่าตื่นเต้นที่สุดของช่วงนี้เกิดขึ้นเมื่อฝั่งโมร็อกโกได้จังหวะยิงประชิดกรอบเขตโทษ แต่ บาร์ต เวอร์บรูกเก้น นายทวารเนเธอร์แลนด์ พุ่งตัวเซฟไว้ได้อย่างยอดเยี่ยมในระยะประชิด ช่วยพยุงทีมให้รอดพ้นจากการแพ้ในช่วงต่อเวลาพิเศษ และทำให้เกมต้องไปตัดสินกันด้วยการดวลจุดโทษในที่สุด

การดวลจุดโทษ เต็มไปด้วยความตึงเครียดตั้งแต่ลูกแรก เตยน์ คูปไมเนอร์ส เป็นผู้ยิงเปิดสกอร์ให้เนเธอร์แลนด์ขึ้นนำก่อนได้อย่างมั่นใจ แต่จังหวะต่อมากลับไม่เป็นใจสำหรับทัพสีส้ม เมื่อ จัสติน คลุยเวิร์ต และ ยาน ทิมเบอร์ ยิงพลาดติดต่อกันทั้งคู่ เปิดช่องว่างให้โมร็อกโกไล่ตามขึ้นมาได้ 

ขณะเดียวกัน ยาสซีน บูนู นายทวารตัวเก๋าของโมร็อกโก ก็ทำหน้าที่ของเขาได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการพุ่งปัดลูกยิงของ คริสเซนซิโอ ซัมเมอร์วิลล์ ออกไปได้สำเร็จ เป็นจังหวะสำคัญที่เปลี่ยนทิศทางของการดวลจุดโทษทั้งหมด 

ก่อนที่ อิสมาเอล ไซบารี ดาวยิงดาวรุ่งของทีมจะก้าวขึ้นมารับหน้าที่ผู้สังหารจุดโทษลูกสุดท้ายด้วยความเย็นชาและมั่นใจ ยิงผ่านเวอร์บรูกเก้นเข้าไปได้สำเร็จ ส่งให้โมร็อกโกเอาชนะการดวลจุดโทษไปด้วยสกอร์ 3-2 และคว้าตั๋วผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายไปได้อย่างน่าตื่นเต้น ท่ามกลางความยินดีของนักเตะและแฟนบอลโมร็อกโกที่ปะทุขึ้นทั่วสนาม

 

ฟอร์มการเล่นของทั้งสองทีม 

 

เนเธอร์แลนด์: เข้าสู่นัดนี้ด้วยฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยม เป็นแชมป์กลุ่ม F ด้วยผลงานเสมอ 2-2 กับญี่ปุ่น ก่อนถล่มสวีเดน 5-1 และเอาชนะตูนิเซีย 3-1 ทำประตูรวมไปถึง 10 ลูกในช่วงรอบแบ่งกลุ่ม ถือเป็นหนึ่งในทีมที่เล่นเกมรุกได้น่ากลัวที่สุดของทัวร์นาเมนต์ 

 

โมร็อกโก : ผ่านเข้ารอบมาในฐานะรองแชมป์กลุ่ม C ที่มีบราซิลครองความยิ่งใหญ่ โดยเปิดสนามด้วยการเสมอบราซิล 1-1 ก่อนเอาชนะสกอตแลนด์ 1-0 และเอาชนะเฮติ 4-2 จบรอบแบ่งกลุ่มด้วย 7 คะแนนเท่ากัน แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งในเกมรับและความเฉียบคมในจังหวะเปลี่ยนเกม 

 

เกมถัดไปของทั้งสองทีม

 

โมร็อกโก ผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้าย ซึ่งจะได้พบกับ แคนาดา เจ้าภาพร่วมของทัวร์นาเมนต์ ที่เมืองฮูสตัน ในวันที่ 5 กรกฎาคม (ตามเวลาประเทศไทย)  โดยทัพ “สิงห์แห่งแอตลาส” จะต้องเตรียมพร้อมรับมือกับทีมเจ้าบ้านที่มีแรงหนุนจากแฟนบอลเต็มสนาม

เนเธอร์แลนด์ ต้องตกรอบไปอย่างน่าเสียดาย และยังคงต้องรอคอยความฝันแชมป์โลกครั้งแรกในประวัติศาสตร์ต่อไป หลังเคยได้เพียงตำแหน่งรองแชมป์มาแล้วถึง 3 สมัย (1974, 1978, 2010)


สรุปการแข่งขัน 

เกมการแข่งขันที่เต็มไปด้วยอารมณ์และความตื่นเต้นจบลงด้วยชัยชนะของ โมร็อกโก ที่เอาชนะจุดโทษ เนเธอร์แลนด์ ไปได้ 3-2 หลังเสมอกัน 1-1 ในเวลาปกติและช่วงต่อเวลาพิเศษ การยิงประตูตีเสมอในนาทีทดเวลาของ อิสซา ดิออป กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้โมร็อกโกได้ไปต่อ ก่อนที่ อิสมาเอล ไซบารี จะเป็นฮีโร่ปิดเกมด้วยจุดโทษลูกสุดท้าย ส่งทีมเข้าสู่ฟุตบอลโลกรอบ 16 ทีมสุดท้ายไปดวลกับแคนาดา 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

24/7 Fun8824/7 JBO