ซัวเรซตราหมี จบฤดูกาลแรกด้วย 21 ประตูในลาลีกา และสองลูกสุดท้ายของเขาเกิดในสองนัดตัดสินแชมป์ ประตูชัยนาที 88 เหนือโอซาซูนาเก็บทีมไว้บนจ่าฝูง ก่อนประตูพลิกนำเรอัล บายาโดลิดในวันสุดท้ายส่งแอตเลติโก มาดริดถึง 86 คะแนนและแชมป์ปี 2020/21 ศูนย์หน้าชาวอุรุกวัยเติมการจบสกอร์ให้ทีมที่ซิเมโอเนปรับมาใช้สามเซ็นเตอร์กับวิงแบ็ก แต่ผลงานไม่ได้แยกจากมาร์กอส ยอเรนเตและผู้เล่นรอบเขาที่พาบอลเข้าเขตอันตราย
ศูนย์หน้าคนใหม่กับโครงสร้างใหม่
ซัวเรซตราหมีกับตัวเติมเกมรอบข้าง
แอตเลติโกประกาศรับซัวเรซเข้าทีมในเดือนกันยายน 2020 แล้วเขาเปิดตัวในลีกด้วยสองประตูกับหนึ่งแอสซิสต์ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงของเกมชนะกรานาดา 6–1 การเริ่มต้นนั้นบอกบทบาทอย่างรวดเร็ว เขาเป็นจุดจบของการบุกในกรอบเขตโทษ ขณะเดียวกันยังเชื่อมกับคนที่วิ่งผ่านรอบตัวได้
ซิเมโอเนเปลี่ยนรูปทรงจากภาพจำสี่กองหลังมาใช้สามเซ็นเตอร์ในหลายเกม ลาลีกาบันทึกว่าโค้ชสลับการจัดผู้เล่น แต่รักษาฐานสามเซ็นเตอร์กับวิงแบ็กสองข้างไว้ รูปทรงนี้ให้คีแรน ทริปเปียร์หรือผู้เล่นริมเส้นฝั่งขวาขึ้นสนับสนุน และให้ยานนิค การ์ราสโกสร้างความกว้างอีกด้าน เมื่อมีคนตรึงพื้นที่ข้างสนาม ผู้เล่นแดนหน้าจึงไม่ต้องยืนกว้างพร้อมกันทุกคน
เกมเหย้ากับบายาโดลิดในเดือนธันวาคมแสดงลำดับการสนับสนุนทางขวา ยอเรนเตลงเป็นสำรองหลังพักครึ่ง ก่อนรับบอลจากเอคตอร์ เอร์เรราแล้วแทงให้ทริปเปียร์ในช่องริมเส้น ทริปเปียร์เปิดไปเสาไกล ซัวเรซไปไม่ถึงบอล แต่โตมาส์ เลอมาร์ตามมาทำประตู ต่อมา ทริปเปียร์โหม่งบอลจากการเปิดยาวของยาน โอบลัคให้ยอเรนเตหลุดไปยิงลูกสอง

ยอเรนเตเป็นตัวเชื่อมสำคัญอีกคน บทวิเคราะห์ลาลีกาก่อนเกมที่ 35 ระบุว่าเขายิง 12 ประตูและทำเก้าแอสซิสต์ เป็นดาวซัลโวอันดับสองและผู้ทำแอสซิสต์สูงสุดของทีม ณ ตอนนั้น เขาเริ่มได้ทั้งด้านข้างและตรงกลาง วิ่งต่อจากซัวเรซหรือรับบอลในพื้นที่ที่ศูนย์หน้าเปิดไว้ ผลผลิตของยอเรนเตจึงช่วยกระจายภาระ ไม่ให้ทุกการบุกต้องจบด้วยหมายเลขเก้าเสมอไป
นำห่างแล้วถูกไล่กดดัน
เกมที่ทำให้ช่องว่างลดลง
แอตเลติโกสร้างระยะนำในช่วงกลางฤดูกาล แต่ช่องว่างไม่คงเดิม หลังชนะกาดิซ 4–2 วันที่ 31 มกราคม ทีมเสมอเซลตา 2–2 จากประตูตีเสมอท้ายเกม ต่อด้วยชนะกรานาดา แล้วเก็บเพียงหนึ่งคะแนนจากสองเกมกับเลบันเต สี่นัดดังกล่าวทำให้คู่แข่งลดระยะตามลงมา
ช่วงมีนาคมถึงเมษายนแต้มยังหลุดเป็นระยะ แอตเลติโกเสมอเรอัล มาดริดและเคตาเฟ ชนะอลาเบส ก่อนแพ้เซบียา เสมอเรอัล เบติส และแพ้แอธเลติก คลับ ผลเหล่านี้เปลี่ยนการนำที่เคยสบายให้เป็นการแข่งขันซึ่งต้องรักษาอันดับทุกสัปดาห์
ฐานป้องกันช่วยประคองช่วงนี้ ทีมเสียเพียง 25 ประตูตลอดฤดูกาล น้อยที่สุดในลีก และโอบลัคเก็บคลีนชีต 18 นัดพร้อมเซฟ 103 ครั้ง แอตเลติโกยังยิง 67 ประตู มากเป็นอันดับสองของการแข่งขัน สมดุลจึงต่างจากการพึ่งเกมรับล้วน การมีซัวเรซ ยอเรนเต กอร์เรอา ชูเอา เฟลิกซ์ และการ์ราสโกทำให้ประตูมาจากหลายตำแหน่ง ขณะที่แนวรับลดจำนวนครั้งที่ต้องไล่สกอร์
ปลายฤดูกาลแสดงคุณค่าของทั้งสองด้าน เกมกับอลาเบสในเดือนมีนาคม ซัวเรซยิงประตูเดียว ส่วนโอบลัคเซฟจุดโทษนาที 87 ในเกมรองสุดท้ายกับโอซาซูนา แอตเลติโกตาม 0–1 ในนาที 75 ก่อนเรนาน โลดียิงตีเสมอและซัวเรซทำประตูชัยนาที 88 ทีมจึงเข้าสู่นัดสุดท้ายโดยยังควบคุมชะตาแชมป์ด้วยชัยชนะของตัวเอง
พลิกเกมที่บายาโดลิด
กอร์เรอาก่อนซัวเรซ
วันที่ 22 พฤษภาคม บายาโดลิดขึ้นนำจากออสการ์ ปลาโนในนาที 18 แอตเลติโกมีโอกาสจากลูกโหม่งของโฆเซ ฆิเมเนซและเฟลิเป รวมถึงลูกยิงเท้าซ้ายของซัวเรซ แต่จบครึ่งแรกตาม 0–1 สถานการณ์บังคับให้ทีมต้องหาสองประตู เพราะชัยชนะจะยืนยันแชมป์โดยไม่ต้องรอผลของเรอัล มาดริด

ครึ่งหลัง อังเคล กอร์เรอาตีเสมอในนาที 57 ด้วยการพาบอลผ่านแนวรับแล้วจบสกอร์ จากนั้นซิเมโอเนส่งเรนาน โลดีกับชูเอา เฟลิกซ์แทนมาริโอ เอร์โมโซและซาอูล อีกไม่กี่นาทีต่อมา ซัวเรซได้บอลจากความผิดพลาดของบายาโดลิด พาเข้าไปยิงเท้าซ้ายเป็น 2–1 แล้วแอตเลติโกรักษาความนำจนจบ
สองประตูสะท้อนทางเลือกแดนหน้า กอร์เรอาสร้างประตูแรกด้วยการเลี้ยงในพื้นที่แคบ ส่วนซัวเรซอ่านบอลที่หลุดมาแล้วเปลี่ยนเป็นประตูทันที คนหนึ่งแก้แนวรับด้วยการพาบอล อีกคนลงโทษความผิดพลาดด้วยการจบจังหวะ การมีวิธีสร้างประตูต่างกันทำให้ทีมพลิกเกมที่สำคัญที่สุดได้โดยไม่ต้องรอเพียงลูกตั้งเตะ
แอตเลติโกจบที่ 86 คะแนน เหนือเรอัล มาดริดสองคะแนน คว้าแชมป์ลีกสมัยที่ 11 และเป็นสมัยที่สองภายใต้ซิเมโอเน ทีมเสียประตูน้อยที่สุดและยิงมากเป็นอันดับสอง ซัวเรซตราหมีจึงเปลี่ยนวิธีลุ้นแชมป์ด้วยการเติมผู้จบสกอร์ระดับ 21 ประตูเข้าไปในโครงสร้างสามเซ็นเตอร์และวิงแบ็ก แต่ภาพสมบูรณ์ต้องรวมการวิ่งและผลผลิตของยอเรนเต การสร้างประตูของกอร์เรอา และแนวรับที่ทำให้ประตูชัยเหล่านั้นมีค่าถึงถ้วยแชมป์

