ฮันส์ ครังเคิล คือชื่อที่แฟนบาร์เซโลนายุคก่อนมาราโดนามักนึกถึงเป็นอันดับต้น ๆ เมื่อพูดถึงกองหน้าต่างชาติที่เคยพาทีมทำผลงานได้ดีในแนวรุก เขาคือกองหน้าชาวออสเตรียที่ย้ายมาร่วมทีมในปี 1978 และทันทีที่ลงเล่นฤดูกาลแรกในลาลีกา เขาก็ยิงประตูได้มากพอจะคว้าตำแหน่งดาวซัลโวของลีกไปครอง แม้ตัวเลขส่วนตัวจะโดดเด่นขนาดนั้น แต่ผลงานของทีมกลับไม่ได้เดินไปในทิศทางเดียวกัน
บาร์เซโลนาซื้อเขามาด้วยเหตุผลอะไร

ก่อนย้ายมาสเปน ฮันส์ ครังเคิลอยู่กับราปิด เวียนนามาแปดปีระหว่างปี 1970 ถึง 1978 ลงเล่นในลีก 205 นัด ทำได้ถึง 160 ประตู พร้อมแชมป์ออสเตรียนคัพฤดูกาล 1975-76 นอกจากผลงานระดับสโมสรแล้ว เขายังเป็นฮีโร่ของทีมชาติออสเตรียจากผลงานในฟุตบอลโลกปี 1978 ที่ยิงสองประตูช่วยทีมชาติเอาชนะเยอรมนีตะวันตก 3-2 ซึ่งเป็นชัยชนะครั้งแรกของออสเตรียเหนือเยอรมนีตะวันตกในรอบ 47 ปี จนถูกเรียกขานว่าปาฏิหาริย์แห่งกอร์โดบา ในปีเดียวกันนั้นเขายังคว้ารางวัลรองเท้าทองคำยุโรปมาได้ ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้ดาวซัลโวสูงสุดของทุกลีกในยุโรปรวมกัน การมีทั้งสถิติระดับสโมสรและผลงานระดับทีมชาติที่โดดเด่นขนาดนี้ ทำให้บาร์เซโลนามองว่าเขาคือกองหน้าที่พร้อมจะยิงประตูได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้เวลาปรับตัวนาน และเมื่อเขาย้ายมาร่วมทีมในปี 1978 ผลลัพธ์ก็เป็นไปตามที่คาดหวังจริง เพราะฤดูกาลแรกในลาลีกาเขาก็ทำผลงานได้โดดเด่นจนคว้ารางวัลปิชิชิไปครองทันที การเซ็นสัญญาครั้งนี้จึงถือเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนตรงตามเป้าหมายในแง่ของสถิติส่วนตัว แม้ผลงานของทีมโดยรวมจะเป็นอีกเรื่องหนึ่งก็ตาม
29 ประตูของเขามาจากเกมแบบไหน
ฤดูกาล 1978-79 ฮันส์ ครังเคิลยิงได้ 29 ประตูในลาลีกา มากพอจะคว้ารางวัลปิชิชิในฐานะดาวซัลโวสูงสุดของฤดูกาล ตัวเลขนี้สูงกว่าผู้เล่นคนอื่นในลีกอย่างชัดเจน และเป็นหนึ่งในสถิติที่โดดเด่นที่สุดสำหรับนักเตะต่างชาติที่เพิ่งย้ายเข้าสู่ลาลีกาในฤดูกาลแรก การทำประตูได้มากขนาดนี้ตั้งแต่ฤดูกาลแรกแสดงให้เห็นว่าเขาไม่ได้ใช้เวลาปรับตัวเข้ากับสไตล์ฟุตบอลสเปนนานเหมือนนักเตะต่างชาติหลายคนในยุคนั้น แต่สามารถทำหน้าที่กองหน้าตัวเป้าที่จบสกอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพทันที ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ชื่อของเขาถูกจดจำในฐานะหนึ่งในดาวซัลโวต่างชาติที่ประสบความสำเร็จเร็วที่สุดของลีกในยุคนั้น
ทำไมทีมถึงไม่ได้แชมป์ลีกทั้งที่มีดาวซัลโว
แม้ครังเคิลจะคว้าปิชิชิได้สำเร็จ แต่บาร์เซโลนากลับจบฤดูกาล 1978-79 เพียงอันดับ 5 ด้วย 38 คะแนน จากการชนะ 16 นัด เสมอ 6 นัด และแพ้ 12 นัด แม้จะยิงได้มากถึง 69 ประตูแต่ก็เสียไปถึง 37 ประตูเช่นกัน ส่วนแชมป์ลีกฤดูกาลนั้นตกเป็นของเรอัลมาดริดด้วย 47 คะแนน จากการชนะ 16 นัด เสมอ 15 นัด และแพ้เพียง 3 นัด ผลต่างประตูได้เสียบวก 25 ซึ่งเหนือกว่ามาก อันดับ 2 ของตารางคือสปอร์ติง กิฆอนที่ทำได้ 43 คะแนน ตัวเลขเหล่านี้บอกว่าปัญหาของบาร์เซโลนาฤดูกาลนั้นไม่ได้อยู่ที่แนวรุกซึ่งทำประตูได้มากอยู่แล้ว แต่อยู่ที่เกมรับที่เสียประตูบ่อยเกินไปจนแพ้ไปถึง 12 นัดตลอดฤดูกาล ทำให้ต่อให้มีดาวซัลโวของประเทศอยู่ในทีมก็ยังไม่พอจะพาทีมไปถึงแชมป์ลีกได้
เขาอยู่กับสโมสรนานแค่ไหนและจบลงอย่างไร

ครังเคิลอยู่กับบาร์เซโลนาไปจนถึงฤดูกาล 1980-81 รวมสามฤดูกาล ลงเล่นในลีกทั้งหมดราว 46 นัด แม้ทีมจะไม่ได้แชมป์ลีกในฤดูกาลที่เขาคว้าปิชิชิ แต่ระหว่างที่อยู่กับสโมสรเขาก็ได้แชมป์ยูโรเปียนคัพวินเนอร์สคัพในฤดูกาล 1978-79 เดียวกันนั้น โดยยิงประตูได้ในนัดชิงชนะเลิศด้วย และยังคว้าแชมป์โกปา เดล เรย์ในฤดูกาล 1980-81 ก่อนจะย้ายกลับไปเล่นให้ราปิด เวียนนาต้นสังกัดเดิมในปี 1981 การกลับไปสโมสรเก่าหลังจากประสบความสำเร็จทั้งในระดับส่วนตัวและถ้วยรางวัลระดับทวีปกับบาร์เซโลนา ถือเป็นการปิดฉากช่วงเวลาในสเปนที่แม้จะไม่มีแชมป์ลีกติดมือ แต่ก็ไม่ได้ว่างเปล่าจากความสำเร็จเลย เมื่อกลับไปราปิด เวียนนา เขารับหน้าที่กัปตันทีมและยังคงทำประตูได้อย่างต่อเนื่อง ยิงเพิ่มอีกกว่า 100 ประตู พาทีมคว้าแชมป์ลีกออสเตรีย 2 สมัยในปี 1982 และ 1983 พร้อมแชมป์ออสเตรียนคัพติดต่อกันสามสมัย ก่อนจะยิงประตูเดียวของทีมในนัดชิงยูโรเปียนคัพวินเนอร์สคัพปี 1985 ที่แพ้ให้เอฟเวอร์ตันไป 1-3 เส้นทางอาชีพของเขาจึงเป็นภาพของกองหน้าที่ประสบความสำเร็จในทุกที่ที่เล่น ไม่ว่าจะเป็นบ้านเกิดหรือต่างแดน
ดาวยิงต่างชาติในลาลีกายุคนั้นถูกคาดหวังอย่างไร
ในช่วงปลายทศวรรษ 1970 หลังลีกสเปนเปิดตลาดนักเตะต่างชาติได้ไม่กี่ปี สโมสรใหญ่มักใช้โควตานักเตะต่างชาติไปกับตำแหน่งกองหน้าตัวทำประตูเป็นหลัก เพราะเป็นตำแหน่งที่เห็นผลตอบแทนชัดเจนและวัดผลง่ายที่สุดผ่านจำนวนประตู กรณีของครังเคิลก็เป็นไปตามแนวทางนี้ เขาถูกคาดหวังให้ทำประตูและก็ทำได้ตามที่คาดหวังจริง แต่เรื่องราวของเขาก็แสดงให้เห็นข้อจำกัดของแนวทางนี้เช่นกัน เพราะการมีกองหน้าต่างชาติที่ทำประตูเก่งเพียงคนเดียวไม่ได้แปลว่าทีมจะแข็งแกร่งพอจะคว้าแชมป์ลีกได้ หากส่วนอื่นของทีมโดยเฉพาะเกมรับยังมีช่องโหว่อยู่ ความสำเร็จของนักเตะต่างชาติในลาลีกายุคนั้นจึงมักถูกวัดจากสถิติส่วนตัวมากกว่าผลงานของทีมโดยรวม ซึ่งเป็นภาพที่ต่างจากความคาดหวังในปัจจุบันที่มักมองทั้งสองด้านไปพร้อมกัน

