กีนี ดาวซัลโว ที่คว้ารางวัลปิชิชิได้มากถึงห้าสมัยเป็นชื่อที่แฟนบอลลาลีกายุคเก่าคุ้นเคยดี เพราะเขาเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ทำสถิตินี้ได้ทั้งตอนอยู่ทีมเล็กที่ต้องยิงเองเกือบทุกลูก และตอนอยู่ทีมใหญ่ที่มีเพื่อนร่วมทีมช่วยสร้างโอกาสให้ เอนริเก กัสโตร กอนซาเลซ หรือที่รู้จักกันในชื่อกีนี ใช้ชีวิตค้าแข้งเกือบทั้งหมดผูกกับสองสโมสรคือสปอร์ติง กิฆอนและบาร์เซโลนา และเรื่องราวของเขาคือตัวอย่างที่หายากของดาวยิงที่ประสบความสำเร็จได้ในสองบริบทที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง
กีนีเริ่มโดดเด่นที่สปอร์ติง กิฆอน อย่างไร

กีนีเกิดเมื่อวันที่ 23 กันยายน 1949 เริ่มเล่นฟุตบอลกับทีมสมัครเล่นซีดี เอนซิเดซาก่อนจะเข้าร่วมสปอร์ติง กิฆอนในปี 1968 เขาขึ้นมาเล่นในลาลีกาครั้งแรกช่วงฤดูกาล 1970-71 และทำผลงานได้ทันทีด้วยการยิง 13 ประตูจาก 30 นัด ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับนักเตะดาวรุ่งของทีมจากแคว้นอัสตูเรียส ซึ่งไม่ใช่หนึ่งในสโมสรใหญ่ของประเทศ การที่เขาทำประตูได้อย่างสม่ำเสมอตั้งแต่ฤดูกาลแรกที่ขึ้นมาเล่นทีมชุดใหญ่ ทำให้สปอร์ติง กิฆอนมีดาวยิงที่พึ่งพาได้ในระยะยาว และเป็นรากฐานที่ทำให้เขาพัฒนาฝีเท้าจนกลายเป็นดาวซัลโวของประเทศได้ในเวลาต่อมา ก่อนขึ้นชั้นสู่ลาลีกา กีนียังเคยเป็นดาวซัลโวของเซกุนด้าดิบิซิออนมาแล้วในฤดูกาล 1969-70 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าฝีเท้าการทำประตูของเขาโดดเด่นมาตั้งแต่ก่อนได้ลงเล่นในลีกสูงสุดด้วยซ้ำ ความต่อเนื่องของฟอร์มตั้งแต่ระดับเซกุนด้าดิบิซิออนจนถึงลาลีกาเป็นสิ่งที่ทำให้แฟนบอลกิฆอนมองเห็นแวว ตั้งแต่ก่อนที่เขาจะกลายเป็นชื่อที่คนทั้งประเทศรู้จัก
เขาคว้าดาวซัลโวกี่ครั้งกับทีมไหนบ้าง
กีนีคว้ารางวัลปิชิชิรวมทั้งหมดห้าสมัย แบ่งเป็นตอนอยู่กับสปอร์ติง กิฆอนสามครั้งคือฤดูกาล 1973-74 ทำได้ 20 ประตู ฤดูกาล 1975-76 ทำได้ 21 ประตู และฤดูกาล 1979-80 ทำได้ 25 ประตู ก่อนจะคว้าอีกสองสมัยหลังย้ายไปบาร์เซโลนาคือฤดูกาล 1980-81 ทำได้ 20 ประตู และฤดูกาล 1981-82 ทำได้ 26 ประตู นอกจากนี้เขายังเคยเป็นดาวซัลโวของเซกุนด้าดิบิซิออนอีกสองครั้งคือฤดูกาล 1969-70 และ 1976-77 ก่อนทีมจะเลื่อนชั้นกลับขึ้นมา ตัวเลขห้าสมัยนี้ทำให้เขาอยู่ในกลุ่มนักเตะที่คว้าปิชิชิมากที่สุดในประวัติศาสตร์ลาลีกา และเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ทำได้ทั้งก่อนและหลังการย้ายไปสโมสรใหญ่กว่าเดิม
บทบาทของเขาเปลี่ยนไปแค่ไหนเมื่อย้ายไปบาร์เซโลนา
กีนีย้ายไปบาร์เซโลนาในช่วงซัมเมอร์ปี 1980 และยิงประตูในลีกได้ 53 ลูกตลอดสี่ฤดูกาลกับสโมสร ตัวเลขนี้เมื่อเทียบกับผลงานตอนอยู่สปอร์ติง กิฆอนแล้วยังคงรักษามาตรฐานความสม่ำเสมอไว้ได้ แม้บทบาทในทีมจะเปลี่ยนไปบ้างเพราะบาร์เซโลนามีผู้เล่นคุณภาพสูงร่วมทีมมากกว่า ทำให้เขาไม่จำเป็นต้องแบกรับภาระการทำประตูคนเดียวเหมือนตอนอยู่ทีมเล็ก ช่วงเวลาที่น่าจดจำที่สุดของเขากับบาร์เซโลนาคือนัดชิงชนะเลิศโกปา เดล เรย์ปี 1981 ที่เขายิงได้สองประตูช่วยให้ทีมเอาชนะสปอร์ติง กิฆอนต้นสังกัดเก่าไปได้ 3-1 ซึ่งเป็นภาพที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่าเขาสามารถทำประตูสำคัญได้ไม่ว่าจะอยู่ทีมไหน ก่อนจะแขวนสตั๊ดในปี 1987 ตลอดสี่ฤดูกาลที่บาร์เซโลนา กีนีจึงไม่ได้เป็นเพียงผู้เล่นที่ย้ายมาแล้วค่อย ๆ จางหายไปเหมือนดาวยิงทีมเล็กหลายคนในยุคเดียวกัน แต่กลับมีนัดสำคัญที่ตัดสินผลการแข่งขันด้วยตัวเองอย่างนัดชิงโกปา เดล เรย์ปีนั้น ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าฝีเท้าของเขายังอยู่ในระดับแนวหน้าของประเทศแม้จะย้ายมาอยู่ในทีมที่มีการแข่งขันแย่งตำแหน่งสูงกว่าเดิมมาก
อะไรทำให้ดาวยิงจากทีมเล็กส่วนใหญ่ล้มเหลวเมื่อย้ายทีม
ดาวยิงจากทีมขนาดกลางที่ย้ายไปทีมใหญ่มักเผชิญปัญหาเรื่องการปรับตัวเข้ากับระบบใหม่ที่มีผู้เล่นคุณภาพสูงแย่งพื้นที่ในสนามมากขึ้น หรือความกดดันจากความคาดหวังที่สูงกว่าเดิม ทำให้หลายคนไม่สามารถรักษาสถิติการทำประตูที่เคยทำได้ตอนอยู่ทีมเดิม กรณีของกีนีต่างออกไปเพราะเขาคว้าปิชิชิได้อีกสองสมัยหลังย้ายไปบาร์เซโลนา ซึ่งพิสูจน์ว่าเขาไม่ได้พึ่งพาแค่การได้เล่นในทีมที่ต้องยิงเองบ่อยครั้งเพียงอย่างเดียว แต่มีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับระบบที่มีเพื่อนร่วมทีมคุณภาพสูงได้ดีเช่นกัน ความยืดหยุ่นแบบนี้คือสิ่งที่ทำให้เขาแตกต่างจากดาวยิงทีมเล็กหลายคนในยุคเดียวกันที่ฟอร์มตกลงหลังย้ายไปทีมใหญ่
เมืองกิฆอนจดจำเขาอย่างไรในวันนี้

วันที่ 29 เมษายน 2016 เทศบาลเมืองกิฆอนแต่งตั้งให้กีนีเป็นบุตรบุญธรรมกิตติมศักดิ์ของเมือง เป็นการยอมรับอย่างเป็นทางการถึงความผูกพันระหว่างเขากับบ้านเกิด หลังกีนีเสียชีวิตเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2018 สภาเมืองกิฆอนมีมติเป็นเอกฉันท์เปลี่ยนชื่อสนามเอลโมลินอนเป็นเอสตาดิโอ เอลโมลินอน-เอนริเก กัสโตร กีนี เพื่อเป็นเกียรติแก่เขาอย่างถาวร โดยมีผู้เข้าร่วมงานศพที่จัดขึ้นในสนามแห่งนี้มากถึงราว 14,000 คน ตัวเลขผู้เข้าร่วมงานและการเปลี่ยนชื่อสนามบ้านเกิดสะท้อนให้เห็นว่ากีนีไม่ได้เป็นเพียงนักเตะที่มีสถิติดี แต่ยังเป็นบุคคลที่ชาวกิฆอนถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์เมืองไปแล้ว

