กาเตนัชโชกับทริเอสตินา 1948 จุดเริ่มของเกมรับอิตาลี

สนาม Stadio Giuseppe Grezar ของทริเอสตินา

กาเตนัชโชไม่ได้เกิดขึ้นในห้องประชุมของสโมสรใหญ่หรือจากความคิดของโค้ชชื่อดังที่มีงบสร้างทีมเต็มมือ แต่เริ่มจากทีมเล็กอย่างทริเอสตินาที่กำลังดิ้นรนหนีตกชั้นในเมืองท่าชายแดนอย่างตรีเอสเต ก่อนจะกลายเป็นรากฐานของเกมรับแบบอิตาลีที่โลกจดจำมาจนถึงทุกวันนี้

กาเตนัชโชคือระบบแบบไหน

หัวใจของกาเตนัชโชอยู่ที่ตำแหน่งลิเบโรหรือตัวกวาด ผู้เล่นที่ยืนอยู่หลังแนวรับชุดหลักโดยไม่ต้องประกบคู่แข่งคนใดคนหนึ่งตายตัวเหมือนกองหลังทั่วไป หน้าที่ของเขาคือคอยเก็บตกลูกที่หลุดจากแนวรับ ตัดจังหวะโต่งบอลของคู่แข่ง และเป็นด่านสุดท้ายก่อนถึงผู้รักษาประตู ระบบนี้ต่างจากการตั้งรับแบบประกบตัวต่อตัวทั่วไปตรงที่มันเพิ่มผู้เล่นอีกหนึ่งคนเข้าไปในแนวรับโดยไม่กระทบโครงสร้างการประกบของกองหลังคนอื่น ทำให้ทีมที่ผู้เล่นด้อยกว่าในทางเทคนิคสามารถอุดช่องว่างและลดความเสี่ยงจากการเสียประตูได้มากขึ้น สำหรับทีมที่ไม่มีผู้เล่นระดับซูเปอร์สตาร์ นี่คือทางออกที่ทำให้แข่งกับทีมใหญ่ได้อย่างสูสี ผู้ชมที่ไม่คุ้นเคยกับระบบนี้มักเข้าใจผิดว่าเป็นแค่การถอยทุกคนมายืนแน่นหน้าประตู แต่ในความเป็นจริงตัวกวาดต้องอ่านเกมตลอดเวลาว่าจะขยับตามบอลไปทางไหน เพราะถ้าขยับผิดจังหวะก็เท่ากับเปิดช่องให้คู่แข่งทะลุเข้ามาได้ง่ายกว่าเดิม

แนวคิดนี้มาจากไหนก่อนจะเข้าอิตาลี

ต้นตอของระบบนี้ไม่ได้อยู่ในอิตาลีตั้งแต่แรก แต่มาจากคาร์ล รัปปัน โค้ชชาวออสเตรียที่คุมทีมเซร์เวตต์ในสวิตเซอร์แลนด์ เขาคิดค้นระบบนี้ขึ้นในปี 1932 และเรียกมันว่าแวร์รู ซึ่งเป็นคำภาษาฝรั่งเศสที่แปลว่ากลอนประตู สื่อถึงการปิดล็อกแนวรับให้แน่นหนาเหมือนลงกลอนบานประตู วิธีการของรัปปันคือดึงผู้เล่นแดนกลางคนหนึ่งลงมาเสริมแนวรับ ทำให้ทีมมีผู้เล่นตั้งรับมากกว่าที่คู่แข่งคาดคิด แนวคิดนี้แพร่เข้าสู่อิตาลีตั้งแต่ฤดูกาล 1941 ถึง 1942 เมื่อมาริโอ วิลลินี โค้ชของทริเอสตินาเป็นคนแรกที่นำระบบคล้ายกันมาทดลองใช้ ก่อนที่โลกจะได้เห็นเวอร์ชันที่ประสบความสำเร็จมากกว่าจากโค้ชอีกคนของสโมสรเดียวกันในอีกไม่กี่ปีต่อมา เมืองตรีเอสเตเองก็มีสถานะพิเศษ เป็นเมืองท่าริมทะเลเอเดรียติกที่เปิดรับอิทธิพลจากยุโรปกลางมากกว่าเมืองอื่นของอิตาลี จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่แนวคิดจากสวิตเซอร์แลนด์จะเดินทางมาถึงสโมสรแห่งนี้ก่อนที่ใดในประเทศ

หอนาฬิกายอดสีเขียวของอาคารศาลาว่าการเมืองตรีเอสเตใต้ท้องฟ้าสีฟ้าสด
หอนาฬิกาของอาคารศาลาว่าการเมืองตรีเอสเต เมืองบ้านเกิดของสโมสรที่ทดลองใช้ระบบตัวกวาดเป็นทีมแรก ๆ ของอิตาลี

ทำไมทริเอสตินาถึงต้องใช้ระบบนี้

เนเรโอ ร็อกโกเข้ามาคุมทริเอสตินาในปี 1947 ซึ่งเป็นช่วงที่สโมสรยังไม่ใช่ทีมที่มีกำลังทรัพย์มากพอจะไปแย่งซื้อนักเตะฝีเท้าดีจากทีมใหญ่ในมิลานหรือตูริน อีกทั้งเมืองตรีเอสเตในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองยังอยู่ในสถานะที่ไม่แน่นอนทางการเมือง การเสริมความมั่นคงในแนวรับจึงกลายเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลที่สุดสำหรับทีมที่มีทรัพยากรจำกัด ร็อกโกไม่ได้พยายามให้ทีมของเขาเล่นเกมรุกไล่ถล่มคู่แข่ง แต่เลือกสร้างทีมที่ยากจะเจาะทะลวงแทน ด้วยการวางตัวกวาดไว้หลังแนวรับสี่คนตามปกติ ทีมจึงมีความหนาแน่นมากกว่าคู่แข่งส่วนใหญ่ในลีก และสามารถอาศัยจังหวะสวนกลับเมื่อฝ่ายตรงข้ามเปิดพื้นที่ว่างจากการบุกขึ้นมาแลกหมัด แนวทางแบบนี้ยังช่วยลดแรงกดดันจากแฟนบอลในบ้านที่คาดหวังผลงานเฉพาะหน้า เพราะต่อให้เกมรุกไม่หวือหวา แต่ตราบใดที่ทีมไม่เสียประตูง่าย โอกาสเก็บแต้มจากเกมเสมอหรือชนะแบบสูสีก็ยังมีอยู่เสมอ

อาคารเก่าริมทะเลของเมืองตรีเอสเตสะท้อนแสงอาทิตย์ยามเย็นบนผิวน้ำ
ริมทะเลเอเดรียติกของเมืองตรีเอสเต เมืองท่าที่รับอิทธิพลแทคติกจากยุโรปกลางก่อนเมืองอื่นในอิตาลี

ผลลัพธ์ในฤดูกาล 1947 ถึง 1948 ออกมาอย่างไร

ผลที่ตามมาคือทริเอสตินาจบฤดูกาล 1947 ถึง 1948 ด้วยอันดับสองของเซเรีย อา ซึ่งยังคงเป็นผลงานที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสรมาจนถึงทุกวันนี้ สำหรับทีมจากเมืองชายแดนที่ไม่เคยถูกจัดเป็นทีมระดับแชมป์ นี่คือความสำเร็จที่เกินความคาดหมายของทุกฝ่าย และเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าการตั้งรับที่มีระบบชัดเจนสามารถทดแทนพรสวรรค์รายบุคคลที่ทีมไม่มีได้จริง ผลงานของทริเอสตินาในฤดูกาลนั้นทำให้วงการฟุตบอลอิตาลีเริ่มหันมาสนใจแนวทางการเล่นแบบนี้อย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่ในฐานะกลยุทธ์เฉพาะกิจของทีมเล็ก แต่ในฐานะระบบที่มีหลักการรองรับและสามารถนำไปปรับใช้กับทีมอื่นได้เช่นกัน สื่อกีฬาในยุคนั้นเริ่มพูดถึงทริเอสตินาในฐานะทีมตัวอย่างของการเล่นเชิงรับที่ไม่ได้แปลว่าน่าเบื่อเสมอไป เพราะทีมยังสามารถเก็บชัยชนะจากจังหวะสวนกลับได้พอสมควรตลอดฤดูกาล

ระบบนี้ถูกส่งต่อไปถึงทีมใหญ่ได้อย่างไร

ความสำเร็จที่ตรีเอสเตทำให้ชื่อของเนเรโอ ร็อกโกเป็นที่จับตามองในวงการ และเขาก็นำแนวทางเดียวกันนี้ติดตัวไปใช้ต่อในเส้นทางโค้ชของเขากับสโมสรอื่น รวมถึงช่วงเวลาที่เขาไปคุมทีมใหญ่ในอิตาลีซึ่งเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติมากกว่าทริเอสตินา เมื่อระบบที่เคยเป็นทางออกของทีมงบน้อยไปอยู่ในมือของทีมที่มีนักเตะคุณภาพสูงกว่า ผลลัพธ์จึงยิ่งชัดเจนขึ้น เพราะทีมเหล่านั้นมีทั้งความแน่นหนาในเกมรับและยังมีกำลังยิงเพียงพอจะทำประตูจากจังหวะสวนกลับได้อย่างมีประสิทธิภาพ แนวทางนี้จึงแพร่หลายไปทั่วเซเรีย อาในช่วงทศวรรษ 1960 จนกลายเป็นภาพจำของฟุตบอลอิตาลีที่ทีมชาติและสโมสรต่าง ๆ ใช้แข่งขันในเวทียุโรปได้อย่างยาวนาน สิ่งที่น่าสนใจคือจุดเริ่มต้นของทั้งหมดนี้ไม่ได้มาจากทีมที่มีทรัพยากรมากที่สุด แต่มาจากความจำเป็นของทีมเล็กที่ต้องหาทางเอาตัวรอดในลีกที่การแข่งขันสูงขึ้นทุกปี เรื่องราวของทริเอสตินาจึงเป็นตัวอย่างที่ดีว่าแนวคิดทางแทคติกบางอย่างไม่ได้เกิดจากความหรูหราของทรัพยากร แต่เกิดจากข้อจำกัดที่บีบให้ต้องคิดค้นทางออกใหม่ และทางออกนั้นก็อยู่ยงคงกระพันมาได้นานกว่าครึ่งศตวรรษ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

24/7 Fun8824/7 JBO