กอรอสติซา ปีกที่ขึ้นเป็นดาวซัลโวลาลีกาได้ในยุค 1930

กิเยร์โม กอรอสติซา ในสีเสื้อแอธเลติก บิลเบา

กีเยร์โม กอรอสติซา เป็นปีกซ้ายของแอธเลติก บิลเบา ที่ขึ้นเป็นดาวซัลโวสูงสุดของลาลีกาได้ถึงสองสมัย ทั้งที่เล่นในตำแหน่งริมเส้น ไม่ใช่กองหน้าตัวกลาง เรื่องแบบนี้แทบเป็นไปไม่ได้ในฟุตบอลยุคปัจจุบัน แต่ในทศวรรษ 1930 ระบบการเล่นที่ใช้กันทั่วไปเปิดทางให้ปีกทำหน้าที่ใกล้เคียงกองหน้าได้มากกว่านี้มาก

ปีกในระบบเกมยุค 1930 ต้องทำอะไรบ้าง

ผนังภายนอกสนามซานมาเมสมองจากมุมเฉียง เห็นกรอบหน้าต่างสีแดงตัดกับแผ่นผนังสีขาว
ผนังภายนอกของสนามซานมาเมสในเมืองบิลเบา

ฟุตบอลยุโรปในช่วงทศวรรษ 1920 ถึง 1930 นิยมใช้ระบบการเล่นที่วางตัวรุกไว้ถึงห้าคนเรียงกันเป็นแนวหน้า ตำแหน่งปีกซ้ายและปีกขวาจึงเป็นส่วนหนึ่งของแนวรุกโดยตรง ไม่ใช่ตำแหน่งกึ่งกองกลางกึ่งกองหน้าแบบที่เข้าใจกันในปัจจุบัน หน้าที่หลักในการป้องกันตกเป็นของกองหลังสองคนและแนวฮาล์ฟแบ็คสามคนที่อยู่ด้านหลัง ทำให้ผู้เล่นแนวรุกแทบไม่ต้องถอยลงมาช่วยเกมรับเลย กอรอสติซาในฐานะปีกซ้ายจึงอยู่ใกล้ประตูคู่แข่งตลอดเกม มีโอกาสยิงประตูไม่ต่างจากกองหน้าตัวกลางมากนัก นี่คือรากฐานที่ทำให้ปีกในยุคนั้นสามารถขึ้นเป็นผู้ทำประตูสูงสุดของลีกได้ ซึ่งต่างจากปีกยุคปัจจุบันที่ต้องรับผิดชอบทั้งเกมรุกและเกมรับควบคู่กัน สโมสรส่วนใหญ่ในสเปนช่วงนั้นเล่นด้วยแนวทางใกล้เคียงกัน เพราะเป็นระบบมาตรฐานที่แพร่หลายไปทั่วยุโรปในเวลาเดียวกัน ทำให้การที่ปีกคนหนึ่งจะยิงประตูได้มากพอจะแข่งกับกองหน้าตัวกลางทั้งลีกไม่ใช่เรื่องผิดปกติของทีมใดทีมหนึ่งโดยเฉพาะ แต่เป็นผลจากกติกาการเล่นที่ทุกทีมใช้ร่วมกัน

กอรอสติซาทำสถิติอะไรไว้บ้างในลาลีกา

กอรอสติซาคว้ารางวัลปิชิชิสองสมัย ฤดูกาล 1929-30 ด้วย 19 ประตู และฤดูกาล 1931-32 ด้วย 12 ประตู ตลอดช่วงเวลาที่อยู่กับแอธเลติก บิลเบาระหว่างปี 1929 ถึง 1936 เขาลงเล่นในลีก 140 นัด ทำได้ 106 ประตู เขายังคว้าแชมป์ลาลีกากับบิลเบาถึงสี่สมัยคือ 1929-30, 1930-31, 1933-34 และ 1935-36 พร้อมติดทีมชาติสเปน 19 นัดระหว่างปี 1930 ถึง 1941 และได้ไปเล่นฟุตบอลโลกปี 1934 ด้วย ตัวเลขเหล่านี้ยืนยันว่าเขาไม่ได้เป็นดาวซัลโวเพียงเพราะโชคช่วยในปีใดปีหนึ่ง แต่ทำผลงานสม่ำเสมอยาวนานเกือบสิบปีเต็ม ฤดูกาล 1930-31 ซึ่งอยู่ระหว่างสองสมัยปิชิชิของเขาพอดี ลีกมีสิบทีมแข่งกันรวม 90 นัด และแอธเลติก บิลเบาคว้าแชมป์ด้วย 22 คะแนน แสดงให้เห็นว่าทีมที่เขาสังกัดอยู่ในช่วงพีคของทั้งสโมสรและตัวเขาเองพร้อมกันพอดี ไม่ใช่แค่ตัวเขาโดดเด่นอยู่คนเดียวในทีมที่ผลงานไม่ดี

ย้ายจากบิลเบาสู่บาเลนเซียแล้วบทบาทเปลี่ยนไปแค่ไหน

อัฒจันทร์สนามเมสตายาพร้อมตัวอักษร VCF ที่จัดเรียงจากที่นั่งสีเข้มตัดกับที่นั่งสีแดงและสีขาว
อัฒจันทร์และสนามหญ้าภายในสนามเมสตายา สนามเหย้าของบาเลนเซีย

หลังยุคทองกับแอธเลติก บิลเบาจบลง กอรอสติซาย้ายไปเล่นให้บาเลนเซีย ซีเอฟ ระหว่างปี 1940 ถึง 1946 ลงเล่น 116 นัด ทำได้ 72 ประตู อัตราส่วนประตูต่อนัดลดลงจากช่วงพีคที่บิลเบาอยู่บ้าง แต่ก็ยังอยู่ในระดับสูงสำหรับผู้เล่นที่ผ่านวัยท็อปฟอร์มมาแล้ว เขาช่วยให้บาเลนเซียคว้าแชมป์ลาลีกาได้สองสมัยคือ 1941-42 และ 1943-44 การย้ายทีมครั้งนี้เกิดขึ้นหลังสงครามกลางเมืองสเปนสิ้นสุดลง เมื่อวงการฟุตบอลกลับมาเดินหน้าอีกครั้ง กอรอสติซาในวัยผ่านสามสิบปียังคงพิสูจน์ตัวเองได้ในสนามระดับสูงสุดกับสโมสรใหม่นอกแคว้นบาสก์ที่เขาเติบโตมา

ทำไมปีกทำประตูสูงสุดของลีกได้ในยุคนั้นแต่ไม่ได้ในยุคนี้

คำตอบอยู่ที่โครงสร้างทีมที่เปลี่ยนไปมากกว่าฝีเท้าของนักเตะ ระบบห้าตัวรุกเรียงหน้ากระดานที่ใช้กันในยุคของกอรอสติซาเปิดโอกาสให้ปีกยิงประตูได้มากพอ ๆ กับกองหน้าตัวกลาง เพราะแทบไม่มีภาระด้านเกมรับ แต่เมื่อฟุตบอลพัฒนาไปสู่ระบบที่มีกองกลางและแนวรับซับซ้อนขึ้น ปีกถูกดึงเข้ามามีบทบาทป้องกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ต้องวิ่งขึ้นลงตลอดเกมแทนที่จะยืนรอบอลอยู่ริมเส้นเหมือนก่อน ตำแหน่งดาวซัลโวของลีกจึงตกไปอยู่กับกองหน้าตัวกลางหรือผู้เล่นที่เล่นตำแหน่งกึ่งกองหน้าเป็นส่วนใหญ่ในยุคหลัง ไม่ใช่เพราะปีกยุคนี้เก่งน้อยกว่า แต่เพราะบทบาทที่ได้รับมอบหมายเปลี่ยนไปตามระบบเกม หากย้อนกลับไปให้กอรอสติซาเล่นในระบบปัจจุบันที่ปีกต้องวิ่งกลับมาช่วยเกมรับเต็มสนาม ตัวเลขการทำประตูของเขาก็คงลดลงตามไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ใช่เพราะฝีเท้าด้อยลง แต่เพราะเวลาที่เขาอยู่ใกล้ประตูคู่แข่งจะน้อยลงกว่าเดิมมาก

มรดกของเขาต่อนักเตะปีกรุ่นถัดมาในสเปน

สิ่งที่กอรอสติซาทิ้งไว้ไม่ใช่แค่ถ้วยรางวัลหรือตัวเลขในหน้าประวัติศาสตร์ แต่คือหลักฐานว่าตำแหน่งปีกเคยมีน้ำหนักต่อผลการแข่งขันมากเพียงใดในยุคที่ฟุตบอลยังเรียบง่าย การที่เขาคว้าปิชิชิได้สองครั้งในรอบสามฤดูกาลขณะอยู่ในทีมชุดเดียวกับดาวยิงชั้นนำคนอื่นอย่างบาต้า แสดงให้เห็นว่าแนวรุกของบิลเบาชุดนั้นมีความลึกที่หาได้ยากในทุกยุคสมัย เขายังเป็นหนึ่งในผู้เล่นบิลเบาที่ย้ายไปค้าแข้งกับสโมสรนอกแคว้นบาสก์อย่างบาเลนเซียได้สำเร็จ และยังคว้าแชมป์ลีกเพิ่มอีกสองสมัยในทีมใหม่ พิสูจน์ว่าฝีเท้าของเขาไม่ได้ผูกติดอยู่กับระบบทีมเดียวเท่านั้น เมื่อฟุตบอลสเปนก้าวเข้าสู่ยุคที่ระบบเกมซับซ้อนขึ้น ชื่อของกอรอสติซาจึงกลายเป็นข้อมูลอ้างอิงว่าตำแหน่งปีกเคยมีบทบาทแบบไหนมาก่อน ก่อนที่ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปตามวิวัฒนาการของเกม

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

24/7 Fun8824/7 JBO