กฎบัตรเวียเรจโจ 1926 เปลี่ยนฟุตบอลอิตาลีทั้งด้านผู้มีอำนาจบริหารและสถานะของคนที่ลงสนาม การปฏิรูปเกิดหลังวิกฤตผู้ตัดสินและการลาออกของผู้บริหาร ก่อนนำไปสู่ระบบแต่งตั้งที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของรัฐฟาสซิสต์ พร้อมกับยอมรับการแบ่งนักเตะเป็นสมัครเล่นและไม่สมัครเล่น จึงเป็นจุดเปลี่ยนที่ต้องอ่านทั้งในฐานะการจัดระเบียบกีฬาและการรวมศูนย์อำนาจทางการเมือง
กฎบัตรเวียเรจโจ 1926 เริ่มจากวิกฤตผู้ตัดสิน
ผู้ตัดสินในช่วงนั้นเผชิญทั้งความรุนแรงและแรงกดดันจากสโมสร สหพันธ์ฟุตบอลอิตาลีอธิบายถึงระบบที่ผู้ตัดสินต้องขึ้นทะเบียนกับสโมสรหนึ่งแห่ง ประกอบกับหลายคนเป็นอดีตนักเตะหรืออดีตผู้บริหาร จึงเกิดข้อครหาเรื่องความเป็นกลาง สโมสรยังใช้รายชื่อผู้ตัดสินที่ไม่ต้องการให้มาทำหน้าที่ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ตัดสินกับผู้เข้าแข่งขันยิ่งตึงเครียด
ประวัติของคณะกรรมการฟุตบอลภูมิภาคลาซิโอระบุถึงการยกเลิกผลเกมคาซาเลกับโตริโน หลังสหพันธ์เห็นว่าการทำหน้าที่ของผู้ตัดสินกุยโด ซังกวิเนตติไม่อยู่ในภาวะสงบ เหตุการณ์นี้เป็นชนวนสำคัญของการประท้วงโดยผู้ตัดสินในฤดูร้อน1926 วิกฤตจึงแตะทั้งความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่และคำถามว่าองค์กรใดควรมีอำนาจตัดสินเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา
วันที่27มิถุนายน1926 สภาสหพันธ์มอบอำนาจให้คณะกรรมการโอลิมปิกอิตาลี แทนการเรียกประชุมสมาชิกเพื่อแก้ปัญหา ลันโด แฟร์เรตติ ประธานคณะกรรมการโอลิมปิก แต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญสามคน ได้แก่ โจวันนี เมาโร เปาโล กราซิอานี และอิตาโล ฟอสคี เพื่อจัดโครงสร้างใหม่ ประวัติทางการของลาซิโอระบุว่ากฎบัตรประกาศเมื่อวันที่2สิงหาคม1926 ที่มาของอำนาจปฏิรูปจึงเริ่มจากองค์กรเหนือสหพันธ์
ผู้บริหารแต่งตั้งแทนโครงสร้างเดิม
สภาสหพันธ์ถูกแทนด้วยคณะบริหารที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เลอันโดร อาร์ปินาติได้รับแต่งตั้งเป็นประธานและย้ายสำนักงานใหญ่สหพันธ์ไปโบโลญญา การเปลี่ยนแปลงไม่ได้หยุดอยู่ที่บุคคลบนสุด เพราะลีกและคณะกรรมการระดับภูมิภาคเดิมถูกแทนด้วยหน่วยบริหารรูปแบบใหม่ ผู้ดำรงตำแหน่งจึงต้องอาศัยการแต่งตั้งจากสายบังคับบัญชาแทนการเลือกของสโมสรสมาชิก

สำหรับสโมสร ผลของการเปลี่ยนนี้คือช่องทางแสดงอำนาจร่วมผ่านการประชุมและการเลือกผู้แทนลดลง ขณะเดียวกัน การแต่งตั้งผู้บริหารสโมสรที่อยู่ในเครือคณะกรรมการโอลิมปิกต้องได้รับความเห็นชอบจากองค์กรกีฬาฟาสซิสต์ระดับจังหวัด การควบคุมจึงเข้าถึงองค์กรสมาชิกด้วย ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะสำนักงานส่วนกลางที่ออกกฎการแข่งขัน
ในลาซิโอ คณะกรรมการภูมิภาคเดิมถูกยุบในเดือนสิงหาคม1926 แต่บุคลากรบางคนยังทำงานต่อภายใต้ตำแหน่งใหม่ อัลแบร์โต อาร์ซิลลาซึ่งเคยเป็นประธานได้รับหน้าที่เลขานุการและเหรัญญิก ตัวอย่างนี้แสดงว่าการปฏิรูปไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ทุกคนพร้อมกัน สิ่งที่เปลี่ยนอย่างชัดเจนคือผู้มีอำนาจแต่งตั้งและลักษณะความรับผิดชอบของตำแหน่ง
องค์กรผู้ตัดสินเดิมก็ถูกแทนด้วยคณะกรรมการเทคนิคผู้ตัดสินแห่งอิตาลี วิกฤตที่เริ่มจากความไม่พอใจของผู้ตัดสินจึงลงท้ายด้วยการเปลี่ยนโครงสร้างกำกับพวกเขาเอง ส่วนการแข่งขันระดับสูงใช้ดิวิซิโอเน นาซิโอนาเลซึ่งแบ่งสองกลุ่มผสมทีมเหนือกับใต้ การรวมเส้นทางแข่งขันดังกล่าวยังต่างจากลีกตารางเดียวที่แต่ละทีมพบคู่แข่งครบทั้งรายการ
นักเตะสมัครเล่นและไม่สมัครเล่น
อีกด้านหนึ่งของกฎบัตรคือการแบ่งผู้เล่นเป็นสองสถานะ ได้แก่ นักเตะสมัครเล่นและนักเตะไม่สมัครเล่น ชื่อสถานะหลังเปิดพื้นที่ให้ฟุตบอลยอมรับว่าผู้เล่นไม่ได้อยู่บนเงื่อนไขเดียวกันทั้งหมด จึงเป็นขั้นสำคัญของการเปลี่ยนผ่านไปสู่อาชีพ แต่ยังไม่ควรเข้าใจว่าเกิดระบบสัญญา รายได้ และการคุ้มครองแรงงานเหมือนฟุตบอลอาชีพยุคปัจจุบันครบถ้วนในคราวเดียว

กฎยังยกเลิกข้อจำกัดระดับจังหวัดที่ผูกการย้ายทีมกับถิ่นพำนักของนักเตะ ผลในเชิงโครงสร้างคือสโมสรสามารถมองหาผู้เล่นนอกขอบเขตท้องถิ่นได้โดยไม่ติดข้อจำกัดเดิมเรื่องจังหวัด การเปลี่ยนสถานะผู้เล่นกับการขยายพื้นที่ย้ายทีมจึงส่งผลร่วมกัน ด้านหนึ่งทำให้ประเภทของผู้เล่นชัดขึ้น อีกด้านทำให้การจัดทีมเชื่อมโยงข้ามเมืองได้มากขึ้น
สำหรับนักเตะ ความเป็นอาชีพและอิสระในการย้ายถิ่นเป็นคนละเรื่องกับอำนาจในการกำหนดกฎขององค์กร ฟุตบอลอาจเปิดรับรูปแบบการทำงานที่จริงจังขึ้น ขณะที่ผู้บริหารกลับมีอิสระจากรัฐน้อยลง การเปลี่ยนสองด้านพร้อมกันนี้อธิบายได้ว่าทำไมกฎบัตรจึงมีทั้งความสำคัญต่อพัฒนาการของอาชีพนักฟุตบอลและผลทางการเมืองที่จำกัดการมีส่วนร่วมของสมาชิก
ข้อจำกัดนักเตะต่างชาติกับผลต่อสโมสร
การเปิดทางให้นักเตะย้ายข้ามจังหวัดไม่ได้หมายถึงการเปิดรับผู้เล่นจากทุกประเทศ กฎบัตรกำหนดห้ามมีนักเตะต่างชาติ พร้อมบทเฉพาะกาลที่ผ่อนให้สองคนในฤดูกาลถัดไป การปฏิรูปจึงขยายการเคลื่อนย้ายภายในอิตาลีในขณะเดียวกับที่จำกัดการนำผู้เล่นจากภายนอกเข้ามา ทั้งสองมาตรการตอบโจทย์คนละด้านของการควบคุมฟุตบอล
ประวัติสหพันธ์ระบุว่านักเตะฮังการีและออสเตรียจำนวนมากออกจากอิตาลี ขณะที่สโมสรที่มีกำลังทรัพย์หันไปค้นหาผู้เล่นเชื้อสายอิตาลีในอเมริกาใต้ การเปลี่ยนทิศทางนี้ทำให้เรื่องสัญชาติและเชื้อสายมีความสำคัญต่อการสร้างทีมมากขึ้น สโมสรไม่ได้พิจารณาเพียงฝีเท้ากับต้นทุน แต่ต้องดูว่าผู้เล่นเข้าข่ายสถานะที่กฎอนุญาตหรือไม่ด้วย
กฎบัตรเวียเรจโจจึงจัดระเบียบหลายส่วนที่เกี่ยวข้องกัน ตั้งแต่การคัดเลือกผู้บริหาร การกำกับผู้ตัดสิน การจัดการแข่งขัน ไปจนถึงตลาดนักเตะ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ช่วยให้การบริหารรวมศูนย์มากขึ้น แต่ศูนย์กลางนั้นผูกกับอำนาจฟาสซิสต์ ความก้าวหน้าสู่ฟุตบอลอาชีพในปี1926 จึงเกิดภายในระบบที่สโมสรสูญเสียอำนาจเลือกผู้ปกครองกีฬาของตนเองไปพร้อมกัน

