โรนัลดินโญปี2005 มักถูกเล่าซ้ำแค่ตอนเดียว คือแฟนบอลเรอัลมาดริดลุกขึ้นปรบมือให้เขาหลังจบเกม แต่ก่อนจะไปถึงภาพนั้น เกมวันที่ 19 พฤศจิกายน 2005 ที่สนามซานติอาโก เบร์นาเบวมีรายละเอียดมากกว่าแค่เสียงปรบมือหนึ่งครั้ง บาร์เซโลนาภายใต้การคุมทีมของแฟรงก์ ไรจ์การ์ดเดินทางไปเยือนคู่ปรับตลอดกาลแล้วกลับมาด้วยชัยชนะ 3-0 ซึ่งเป็นผลงานที่มาจากการเล่นเป็นทีมตลอดเกม ไม่ใช่แค่จังหวะเดี่ยวของผู้เล่นคนใดคนหนึ่ง
ช่วงเวลานั้นบาร์เซโลนาอยู่ระหว่างการสร้างทีมชุดใหม่ภายใต้ไรจ์การ์ด หลังจากที่เพิ่งคว้าแชมป์ลาลีกาสมัยแรกในรอบหลายปีเมื่อฤดูกาลก่อนหน้า การเดินทางไปเยือนเบร์นาเบวจึงเป็นบททดสอบสำคัญว่าทีมชุดนี้พร้อมจะยืนยันความแข็งแกร่งในเกมใหญ่ที่สุดของลาลีกาได้จริงหรือไม่ ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ใช่แค่ชัยชนะ แต่เป็นชัยชนะแบบขาดลอยที่ทำให้ทั้งวงการต้องพูดถึง
บาร์ซาสร้างจังหวะอย่างไร
เอโตทำประตูก่อน
ประตูแรกของเกมเกิดขึ้นในนาทีที่ 14 จากซามูเอล เอโต ซึ่งรับบอลจากลิโอเนล เมสซีที่ตอนนั้นอายุเพียง 18 ปี นี่เป็นเกมเอลกลาซิโกนัดแรกในชีวิตของเมสซี และเขาก็มีส่วนร่วมในประตูตั้งแต่ช่วงต้นเกม การเปิดสกอร์ได้เร็วแบบนี้ช่วยให้บาร์เซโลนาเล่นได้อย่างมั่นใจตลอดครึ่งแรก ไม่ต้องเร่งรีบหรือเปิดพื้นที่หลังให้เรอัลมาดริดสวนกลับ
การที่ผู้เล่นดาวรุ่งอย่างเมสซีมีส่วนในการสร้างประตูแรกยังสะท้อนว่าทีมชุดนี้ไม่ได้พึ่งพาแค่ผู้เล่นชื่อดังไม่กี่คน แต่เปิดโอกาสให้ผู้เล่นอายุน้อยได้แสดงฝีเท้าในเกมใหญ่ตั้งแต่ช่วงต้นอาชีพ ซึ่งเป็นแนวทางที่ไรจ์การ์ดใช้ตลอดช่วงที่คุมทีมชุดนี้
ประตูแรกยังมีความหมายในเชิงจิตวิทยาด้วย เพราะการขึ้นนำก่อนในสนามของคู่ปรับตลอดกาลช่วยลดแรงกดดันจากเสียงเชียร์เจ้าถิ่นได้ทันที ทีมเยือนที่ตามหลังในเกมแบบนี้มักต้องเจอกับบรรยากาศกดดันที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ แต่เมื่อบาร์เซโลนาขึ้นนำตั้งแต่นาทีที่ 14 พวกเขาก็สามารถเล่นเกมตามแผนที่วางไว้ได้อย่างสบายใจมากขึ้นตลอดเกมที่เหลือ
สองประตูของโรนัลดินโญ
พื้นที่ดวลหนึ่งต่อหนึ่ง

หลังจากเอโตขึ้นนำ โรนัลดินโญเป็นคนขยายสกอร์ให้ห่างออกไปอีกสองประตู ในนาทีที่ 59 และ 77 โดยทั้งสองจังหวะเป็นการตัดบอลเข้ามาจากฝั่งซ้ายก่อนยิงเข้าประตู ลักษณะการทำประตูที่ซ้ำแบบกันแสดงให้เห็นว่านี่ไม่ใช่โชคช่วย แต่เป็นจุดแข็งเฉพาะตัวที่เขาใช้ได้ผลซ้ำแล้วซ้ำเล่าในเกมเดียวกัน การตัดเข้าในจากปีกซ้ายเป็นรูปแบบที่โรนัลดินโญถนัดเป็นพิเศษ เพราะเขาสามารถใช้เท้าขวาที่เป็นเท้าถนัดยิงประตูได้ทันทีโดยไม่ต้องเปลี่ยนจังหวะ
สองประตูนี้เกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของเกม หลังจากที่บาร์เซโลนาขึ้นนำไปแล้วหนึ่งประตูจากเอโต การที่โรนัลดินโญยังคงเดินหน้าทำประตูเพิ่มแทนที่จะเล่นเกมคุมเกมอย่างเดียว แสดงให้เห็นว่าทีมยังคงเล่นในเกมรุกอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ประคองสกอร์ที่นำอยู่ ผลก็คือเรอัลมาดริดไม่มีโอกาสกลับมาไล่ตีเสมอได้เลยตลอดเกม
ความสม่ำเสมอของรูปแบบการทำประตูทั้งสองลูกยังบอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับวิธีที่คู่แข่งพยายามรับมือโรนัลดินโญไม่สำเร็จ แม้จะรู้อยู่แล้วว่าเขาถนัดตัดเข้าในจากฝั่งซ้าย แนวรับเรอัลมาดริดก็ยังหยุดจังหวะเดิมซ้ำสองครั้งไม่ได้ในเกมเดียวกัน นี่คือความแตกต่างระหว่างการรู้ว่าคู่แข่งจะเล่นอย่างไรกับการหยุดเขาได้จริงในสนาม ซึ่งเป็นเรื่องที่แสดงถึงระดับฝีเท้าที่เหนือกว่าจริง ๆ ไม่ใช่แค่ความคาดเดาไม่ได้ของเกมฟุตบอล
ความหมายของเสียงตอบรับ
ภาพกล้องไม่ได้แทนแฟนทุกคน

หลังเสียงนกหวีดหมดเวลาการแข่งขัน แฟนบอลเจ้าถิ่นจำนวนมากในสนามเบร์นาเบวลุกขึ้นปรบมือให้กับผลงานของโรนัลดินโญ ภาพนี้กลายเป็นหนึ่งในภาพจำของวงการฟุตบอลยุคนั้น เพราะไม่ใช่เรื่องปกติที่แฟนบอลเจ้าบ้านจะปรบมือให้ผู้เล่นทีมเยือนหลังพ่ายแพ้ในบ้านตัวเอง อย่างไรก็ตาม ควรเข้าใจว่าภาพที่กล้องจับได้คือปฏิกิริยาของคนกลุ่มหนึ่งในสนามที่ประทับใจกับฝีเท้าของเขาจริง ๆ ไม่ใช่ตัวแทนความรู้สึกของแฟนบอลเรอัลมาดริดทุกคนที่อยู่ในสนามวันนั้น
สิ่งที่ยืนยันได้ชัดเจนคือฝูงชนจำนวนมากลุกขึ้นแสดงความชื่นชมอย่างเป็นรูปธรรม ส่วนจะเป็นสัดส่วนเท่าไรของคนทั้งสนามนั้นไม่มีข้อมูลยืนยันแน่ชัด การเล่าเรื่องนี้จึงควรระวังไม่ให้กลายเป็นการสรุปเกินจริงว่าทุกคนในสนามเห็นพ้องต้องกัน เพราะนั่นเป็นการขยายความจากสิ่งที่หลักฐานยืนยันได้จริง ชัยชนะ 3-0 ในเกมนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของฤดูกาล 2005-06 ที่บาร์เซโลนาป้องกันแชมป์ลาลีกาได้สำเร็จ พร้อมคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกด้วยการเอาชนะอาร์เซนอล 2-1 ในนัดชิงที่ปารีส ทำให้ปี 2005 กลายเป็นปีที่ทีมชุดนี้เดินทางมาถึงจุดสูงสุด ทั้งในแง่ผลงานและการยอมรับจากคู่แข่งที่แม้แต่แฟนบอลฝั่งตรงข้ามยังต้องให้เกียรติในสนามของตัวเอง
เมื่อมองย้อนกลับไปหลายปีให้หลัง เกมนี้จึงควรถูกจดจำมากกว่าแค่ภาพเสียงปรบมือท้ายเกม เพราะเบื้องหลังภาพนั้นคือทีมที่เล่นได้อย่างครบเครื่อง ตั้งแต่การเปิดสกอร์เร็วของเอโต การมีส่วนร่วมของเมสซีตั้งแต่วัยเยาว์ ไปจนถึงความสามารถเฉพาะตัวของโรนัลดินโญที่ทำซ้ำแบบเดิมได้สำเร็จถึงสองครั้งในเกมเดียว การเข้าใจรายละเอียดเหล่านี้ช่วยให้เห็นภาพที่สมบูรณ์กว่าการจำแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ ตอนจบเกม และยังอธิบายได้ว่าทำไมฤดูกาลนั้นบาร์เซโลนาถึงประสบความสำเร็จทั้งในประเทศและระดับยุโรปพร้อมกัน

