ริเกลเมที่บียาร์เรอัลเป็นเรื่องที่เข้าใจผิดกันบ่อย หลายคนจำได้แค่ว่าเขาย้ายจากบาร์เซโลนาไปเล่นให้ทีมเล็กแล้วอยู่ ๆ ก็เก่งขึ้น ทั้งที่ในความเป็นจริงการย้ายครั้งนี้เริ่มจากการยืมตัวตั้งแต่ปี 2003 ก่อนจะกลายเป็นการซื้อขาดในอีกสองปีต่อมา และช่วงเวลาที่ริเกลเมเล่นได้ดีที่สุดก็ตรงกับจังหวะที่บียาร์เรอัลเปลี่ยนผู้จัดการทีมและได้กองหน้าคนใหม่เข้ามาพร้อมกันพอดี ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่จอมทัพชาวอาร์เจนตินาคนนี้อยู่ในทีมแล้วเก่งขึ้นได้เอง
เหตุใดจึงย้ายมาบียาร์เรอัล
จากยืมสู่ซื้อขาด
ฆวน โรมัน ริเกลเมเข้าสู่บียาร์เรอัลด้วยสัญญายืมตัวจากบาร์เซโลนาตั้งแต่ปี 2003 ก่อนที่ทั้งสองสโมสรจะตกลงทำสัญญาซื้อขาดถาวรในวันที่ 21 มิถุนายน 2005 เป็นสัญญา 4 ปี โดยบาร์เซโลนายังถือสิทธิ์ผู้เล่นเอาไว้ราว 20 ถึง 25 เปอร์เซ็นต์ ฝ่ายบริหารของบาร์เซโลนาในตอนนั้นให้เหตุผลว่าทีมมีนักเตะแดนกลางที่ครบอยู่แล้ว ทั้งเดโก ชาบี และโรนัลดินโญ ทำให้ยากที่จะจัดสรรตำแหน่งให้ริเกลเมได้อย่างเต็มที่ ยิ่งเมื่อริเกลเมเป็นผู้เล่นนอกสหภาพยุโรป โควตาที่จำกัดก็ยิ่งทำให้การอยู่ต่อเป็นเรื่องยากขึ้นไปอีก
ระหว่างที่ยืมตัวในฤดูกาล 2004-05 ริเกลเมทำผลงานได้ 15 ประตู และมีส่วนสำคัญที่ทำให้บียาร์เรอัลจบฤดูกาลด้วยอันดับ 3 ของลาลีกา ซึ่งเป็นอันดับที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสรจนถึงตอนนั้น ตัวเลขนี้เองที่ทำให้บาร์เซโลนาตัดสินใจปล่อยตัวเขาแบบถาวรในซัมเมอร์ปีถัดมา แทนที่จะดึงกลับไปใช้งานที่คัมป์นู
เรื่องนี้สะท้อนความจริงข้อหนึ่งของฟุตบอลระดับสูง คือแม้ผู้เล่นจะมีฝีเท้าดีขนาดไหน แต่ถ้าตำแหน่งที่ถนัดถูกครองโดยผู้เล่นคนอื่นอยู่แล้ว โอกาสได้ลงเล่นอย่างสม่ำเสมอก็ยากขึ้นตามไปด้วย ริเกลเมเองก็เคยผ่านช่วงเวลาที่ต้องแข่งขันแย่งพื้นที่กับผู้เล่นระดับโลกคนอื่นในบาร์เซโลนา การย้ายไปทีมที่มีขนาดเล็กกว่าแต่พร้อมมอบบทบาทหลักให้เต็มที่ จึงกลายเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่าการฝืนแข่งขันในทีมเดิม
ทีมสร้างพื้นที่ให้จอมทัพ
ริเกลเมกับฟอร์ลัน

สิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกับการมาของริเกลเมคือการเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งอื่นของทีมเช่นกัน มานูเอล เปเยกรินีเข้ารับตำแหน่งผู้จัดการทีมบียาร์เรอัลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2004 และอยู่ในตำแหน่งยาวจนถึงปี 2009 ขณะเดียวกันสโมสรก็ดึงดีเอโก ฟอร์ลันเข้ามาจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในวันที่ 21 สิงหาคม 2004 ปีแรกที่ฟอร์ลันสวมเสื้อบียาร์เรอัลเขาทำผลงานได้ดีเกินคาด คว้ารางวัลปิชิชิในฐานะผู้ทำประตูสูงสุดของลาลีกาด้วย 25 ประตู พร้อมได้รับรางวัลรองเท้าทองคำยุโรปร่วมกับตีแยรี อองรี
การมีกองหน้าที่จบสกอร์ได้แม่นยำขนาดนี้ทำให้งานของริเกลเมง่ายขึ้นมาก เพราะเขาไม่จำเป็นต้องเป็นทั้งคนสร้างเกมและคนจบสกอร์ในตัวเดียวกันเหมือนที่เคยเจอในบางช่วงของอาชีพ ทีมที่เปเยกรินีสร้างขึ้นเปิดพื้นที่ให้ริเกลเมได้เล่นในบทบาทที่ถนัดที่สุด คือยืนกลางสนามแล้วมองหาจังหวะจ่ายบอลทะลุแนวรับให้กองหน้าที่พร้อมจะรับบอลและจบสกอร์ทันที ความสัมพันธ์ระหว่างสองคนนี้จึงไม่ใช่แค่โชคช่วย แต่เป็นผลจากทีมที่ถูกจัดวางให้เอื้อต่อกันตั้งแต่แรก
นอกจากฟอร์ลันแล้ว การเปลี่ยนแปลงในห้องแต่งตัวภายใต้เปเยกรินียังส่งผลถึงวิธีเล่นโดยรวมของทีม จากทีมที่เคยเน้นเกมรับเป็นหลักในช่วงที่ยังอยู่โซนกลางตาราง กลายเป็นทีมที่กล้าเปิดเกมรุกมากขึ้นเมื่อมีทั้งริเกลเมที่มองเกมได้กว้างและฟอร์ลันที่พร้อมวิ่งเข้าทำประตูตลอดเวลา ความมั่นใจที่เพิ่มขึ้นนี้เองที่ทำให้บียาร์เรอัลกล้าเล่นเกมบุกกับทีมใหญ่กว่าได้โดยไม่ต้องกลัวเสียเปรียบเรื่องความคุ้นเคยหรือชื่อเสียง
อันดับสามเป็นผลของทั้งทีม
ประตูและสมดุลแนวรับ

ถ้าดูสถิติอันดับของบียาร์เรอัลในลาลีกาช่วงนั้นจะเห็นความเปลี่ยนแปลงชัดเจน ฤดูกาล 2003-04 ก่อนเปเยกรินีเข้ามา ทีมจบอันดับ 8 เท่านั้น แต่พอเข้าสู่ฤดูกาล 2004-05 ซึ่งเป็นปีแรกเต็มของเปเยกรินี ฟอร์ลัน และการยืมตัวริเกลเม ทีมกระโดดขึ้นไปจบอันดับ 3 ทันที ก่อนที่ฤดูกาลถัดมาจะขยับลงมาอยู่ที่อันดับ 7 ซึ่งสะท้อนว่าปี 2004-05 คือจุดสูงสุดที่เกิดจากหลายปัจจัยมาบรรจบกันพอดี ไม่ใช่แนวโน้มที่จะรักษาไว้ได้ตลอดไปโดยอัตโนมัติ
อันดับ 3 ของบียาร์เรอัลในฤดูกาลนั้นจึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นผลงานของริเกลเมคนเดียว หรือของฟอร์ลันคนเดียว แต่เป็นผลรวมของทีมที่เปเยกรินีวางระบบเอาไว้อย่างเหมาะสม ทั้งการให้พื้นที่จอมทัพได้ครองบอลและมองเกม การมีกองหน้าที่จบสกอร์ได้แม่นยำ ไปจนถึงความมั่นคงของแนวรับที่ทำให้ทีมเสียประตูน้อยพอจะแข่งขันกับทีมใหญ่ได้ตลอดฤดูกาล เรื่องราวของริเกลเมที่บียาร์เรอัลจึงเป็นตัวอย่างที่ดีของนักเตะระดับโลกที่ต้องอาศัยทีมที่เหมาะสมรอบตัว ถึงจะแสดงฝีเท้าที่แท้จริงออกมาได้เต็มที่ ไม่ต่างจากที่เขาเคยเจอปัญหาแย่งพื้นที่กับผู้เล่นระดับเดียวกันตอนอยู่บาร์เซโลนา
มองย้อนกลับไป การตัดสินใจของบาร์เซโลนาที่ปล่อยริเกลเมออกไปอาจดูเป็นการสูญเสียนักเตะฝีเท้าดีในสายตาแฟนบอลบางส่วน แต่สำหรับบียาร์เรอัลแล้ว นี่คือจังหวะที่ทุกอย่างลงตัวพอดี ทั้งผู้จัดการทีมคนใหม่ กองหน้าคนใหม่ และจอมทัพที่กำลังมองหาทีมที่ให้พื้นที่เต็มที่ เมื่อองค์ประกอบทั้งหมดมาบรรจบกันในปีเดียว ผลลัพธ์ที่ได้จึงเป็นฤดูกาลที่ดีที่สุดฤดูกาลหนึ่งในประวัติศาสตร์สโมสร

