เปแอสเชแชมป์ 1994 การสร้างความสม่ำเสมอของทีมอาร์ตูร์ ชอร์เช

อาร์ตูร์ ชอร์เช กุนซือ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง

เปแอสเชแชมป์ 1994 หมายถึงฤดูกาล 1993/94 ที่ปารีส แซงต์แชร์กแมงคว้าแชมป์ลีกเอิงสมัยที่สองในประวัติศาสตร์สโมสร ด้วยผลงาน 24 ชนะ 11 เสมอ 3 แพ้ รวม 59 คะแนนจาก 38 นัด ทำได้ 54 ประตู เสีย 22 ประตู มากกว่าโอลิมปิก มาร์กเซยที่จบอันดับสองด้วย 51 คะแนนอยู่ 8 คะแนน แต่ประเด็นที่น่าสนใจกว่าตัวเลขคะแนนคือวิธีที่ทีมถูกประกอบขึ้นใหม่ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ภายใต้การคุมทีมของอาร์ตูร์ ชอร์เช ก่อนจะกลายเป็นทีมที่นิ่งพอจะครองความเป็นผู้นำตารางได้ยาวนานที่สุดทีมหนึ่งของลีกในยุคนั้น

ทีมช่วงต้นทศวรรษเปลี่ยนฐานอะไร

ก่อนจะถึงฤดูกาลแชมป์ ปารีส แซงต์แชร์กแมงผ่านการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทีมมาหลายปี อาร์ตูร์ ชอร์เชเข้ามาคุมทีมตั้งแต่ปี 1991 และใช้เวลาสร้างทีมจนถึงปี 1994 ระหว่างทางเขาพาสโมสรคว้าคูปเดอฟรองซ์มาแล้วในปี 1993 ก่อนจะมาถึงจุดสูงสุดในฤดูกาลถัดมา สถิติการคุมทีมของเขาตลอดช่วงที่อยู่กับปารีสคือ 78 ชนะ 44 เสมอ 22 แพ้ ซึ่งสะท้อนว่าทีมไม่ได้ประสบความสำเร็จข้ามคืน แต่ค่อย ๆ นิ่งขึ้นทีละปี ฐานของทีมในช่วงต้นทศวรรษเปลี่ยนจากการพึ่งพาผู้เล่นฝรั่งเศสล้วนมาเป็นการผสมผสานผู้เล่นต่างชาติในตำแหน่งสำคัญ โดยเฉพาะแนวรับและกองกลาง ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้ทีมมีความหนักแน่นมากขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ผู้เล่นฝรั่งเศสอย่างดาบิด กีโนลาและกัปตันทีมปอล เลอ กูเอ็นยังคงเป็นแกนหลักในแนวรุกและกองกลาง ขณะที่จอร์จ วีอาห์เสริมความคมในแดนหน้า การจัดวางตัวเช่นนี้ทำให้ทีมมีทั้งความคิดสร้างสรรค์และความแข็งแกร่งในเวลาเดียวกัน ต่างจากทีมชุดก่อนที่มักขาดความสมดุลระหว่างสองด้านนี้

บทบาทผู้เล่นบราซิลสัมพันธ์กับทีมอย่างไร

องค์ประกอบสำคัญของการเปลี่ยนฐานทีมคือการดึงผู้เล่นบราซิลสองคนเข้ามาเสริมทัพ วัลโดกองกลางตัวสร้างสรรค์เกม และรีการ์ดู โกเมส อดีตกัปตันทีมชาติบราซิลที่มาเล่นตำแหน่งกองหลัง ทั้งคู่เป็นส่วนหนึ่งของทีมชุดคว้าแชมป์ควบคู่กับผู้เล่นฝรั่งเศสอย่างกีโนลาและวีอาห์ วัลโดทำหน้าที่เชื่อมเกมกลางสนามด้วยจังหวะจ่ายบอลที่นุ่มนวลและมองเกมได้กว้าง ขณะที่โกเมสนำประสบการณ์การเป็นผู้นำแนวรับมาจากที่เคยคุมทัพทีมชาติบราซิลชุดสำคัญ การมีผู้เล่นบราซิลสองคนในตำแหน่งที่ต่างกันเช่นนี้ช่วยให้ทีมมีทั้งความมั่นคงด้านหลังและความคิดสร้างสรรค์ตรงกลางสนามไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นรูปแบบที่สโมสรใหญ่หลายทีมในยุโรปเริ่มนิยมใช้ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 คือการผสมผู้เล่นอเมริกาใต้เข้ากับแกนทีมชาติเจ้าบ้าน แทนที่จะพึ่งพาผู้เล่นในประเทศทั้งหมดเหมือนก่อนหน้านี้ การจับคู่เช่นนี้ไม่ได้ปรากฏผลทันทีในฤดูกาลแรกที่ทั้งคู่มาถึง แต่ค่อย ๆ เห็นผลชัดเจนขึ้นเมื่อทีมเข้าสู่ฤดูกาล 1993/94 เมื่อผู้เล่นทุกฝ่ายเริ่มคุ้นเคยกับจังหวะการเล่นของกันและกันมากขึ้น จนกลายเป็นทีมที่เดินเกมได้เป็นระบบตั้งแต่แนวรับจนถึงแนวรุก

อัฒจันทร์สีน้ำเงินแดงและสนามหญ้าว่างเปล่าภายในปาร์กเดแพร็งซ์ มีเจ้าหน้าที่เข็นเครื่องดูแลสนามอยู่ริมหญ้า
อัฒจันทร์และสนามหญ้าภายในปาร์กเดแพร็งซ์ สนามที่ปารีส แซงต์แชร์กแมงใช้เป็นบ้านมาโดยตลอด

ช่วงไม่แพ้ต้องนับลีกหรือทุกถ้วย

ในฤดูกาล 1993/94 ปารีส แซงต์แชร์กแมงเปิดฤดูกาลด้วยความพ่ายแพ้ให้กับบอร์กโดซ์ในนัดแรก ก่อนจะไต่อันดับขึ้นมาอยู่ที่สองในนัดที่เก้า และขึ้นเป็นจ่าฝูงตั้งแต่นัดที่สิบเป็นต้นไปโดยไม่เสียตำแหน่งอีกเลยจนจบฤดูกาล ตลอด 38 นัดในลีกทีมแพ้เพียง 3 ครั้งเท่านั้น ซึ่งเป็นสถิติที่ดีที่สุดอันดับต้น ๆ ของฤดูกาลนั้น อย่างไรก็ตามจุดที่ต้องระวังคือการพูดถึง “ช่วงไม่แพ้” ของทีมนี้ต้องแยกให้ชัดว่านับเฉพาะเกมลีกหรือรวมทุกรายการแข่งขัน เพราะฤดูกาลเดียวกันนั้นทีมยังลงเล่นถ้วยคัพวินเนอร์สคัพยุโรปจนถึงรอบรองชนะเลิศ และคูปเดอฟรองซ์จนถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ ซึ่งเป็นรายการที่มีผลแพ้ชนะแยกออกไปจากตารางลีก การนับสถิติไม่แพ้รวมทุกถ้วยโดยไม่แยกรายการจึงอาจทำให้ตัวเลขคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ข้อมูลที่ยืนยันได้ชัดเจนที่สุดคือสถิติในลีกเพียงอย่างเดียว นั่นคือ 24 ชนะ 11 เสมอ และแพ้ 3 ครั้งจาก 38 นัด ซึ่งเพียงพอแล้วที่จะอธิบายว่าทำไมทีมจึงครองอันดับหนึ่งได้อย่างมั่นคงตลอดสามในสี่ของฤดูกาล การอ่านสถิติแบบแยกรายการเช่นนี้สำคัญกว่าที่หลายคนคิด เพราะบทความหรือสื่อบางแห่งมักนำตัวเลขจากรายการต่างกันมารวมกันโดยไม่ได้ระบุให้ชัด ทำให้ภาพรวมของฤดูกาลคลาดเคลื่อนไปจากข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้

ผลสุดท้ายยืนยันแชมป์ครั้งที่สองอย่างไร

เสาไฟสปอตไลท์ของสนามฟุตบอลที่ส่องสว่างกลางความมืดยามค่ำคืน
ไฟสปอตไลท์เหนืออัฒจันทร์ของสนามฟุตบอลแห่งหนึ่งในยามค่ำคืน

เมื่อเทียบตารางคะแนนฤดูกาล 1993/94 กับฤดูกาลแรกที่ปารีส แซงต์แชร์กแมงคว้าแชมป์คือ 1985/86 จะเห็นความแตกต่างที่ชัดเจน ฤดูกาลแรกทีมทำได้ 56 คะแนนจาก 23 ชนะ 10 เสมอ 5 แพ้ ยิงได้ 66 ประตู เสีย 33 ประตู โดยแซงน็องต์ที่ได้ 53 คะแนนเพียงเล็กน้อย ส่วนฤดูกาล 1993/94 ทีมทำได้มากกว่าคือ 59 คะแนน และมีอัตราการเสียประตูที่ต่ำกว่าอย่างชัดเจนคือ 22 ประตูเทียบกับ 33 ประตูในฤดูกาลแรก แม้จะยิงประตูได้น้อยกว่าคือ 54 ต่อ 66 ประตู ตัวเลขนี้สะท้อนแนวทางที่แตกต่างกันของทีมสองชุด ชุดปี 1986 เน้นเกมรุกที่ดุดันและทำประตูได้มาก ขณะที่ชุดปี 1994 เน้นความมั่นคงในเกมรับเป็นหลักและอาศัยประสิทธิภาพในเกมรุกมากกว่าปริมาณ ผลต่างประตูของทั้งสองฤดูกาลใกล้เคียงกันคือบวก 32 และบวก 33 ตามลำดับ แต่วิธีไปถึงตัวเลขนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง การเปรียบเทียบเช่นนี้ช่วยยืนยันว่าแชมป์สมัยที่สองไม่ได้เป็นเพียงการทำซ้ำความสำเร็จเดิม แต่เกิดจากทีมที่มีรูปแบบการเล่นคนละแบบภายใต้ผู้จัดการทีมคนละคน และเป็นเครื่องยืนยันว่าอาร์ตูร์ ชอร์เชสร้างทีมที่มีเอกลักษณ์ของตัวเองขึ้นมา ไม่ได้อาศัยเพียงมรดกจากทีมชุดก่อนหน้า

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

24/7 Fun8824/7 JBO