โซเซียดาดปี2003 คือฤดูกาลที่เรอัล โซเซียดัดขยับขึ้นมาท้าทายเรอัล มาดริดในการลุ้นแชมป์ลาลีกาจนถึงนัดท้าย ๆ ของฤดูกาล ภายใต้การคุมทีมของเรย์นัลด์ เดอนูเอซ์ ที่นำทีมจากบาสก์กลับมาเป็นคู่แข่งของทีมใหญ่ได้อีกครั้งในรอบหลายปี
เดอนูเอซ์จัดทีมอย่างไร
ชาบีอลอนโซขึ้นบอล
แกนกลางของทีมโซเซียดาดฤดูกาลนั้นวางอยู่บนชาบี อลอนโซในตำแหน่งกลางสนามที่ทำหน้าที่ลำเลียงบอลขึ้นไปหาแนวรุก เขาเล่นได้ดีจนได้รับรางวัลดอน บาลอนในฐานะผู้เล่นสเปนยอดเยี่ยมของลาลีกาประจำปี 2003 ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าบทบาทของเขาสำคัญไม่แพ้ผู้เล่นตัวทำประตู
ในวัยเพียงยี่สิบต้น ๆ อลอนโซแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการมองเกมล่วงหน้าและเลือกจังหวะส่งบอลได้อย่างแม่นยำ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ไม่ค่อยพบในผู้เล่นอายุน้อยทั่วไป และเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เดอนูเอซ์วางใจให้เขารับผิดชอบจังหวะสร้างเกมของทีมตลอดทั้งฤดูกาล
การจัดทีมของเดอนูเอซ์ยังให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงระหว่างแนวรับกับแนวรุกผ่านอลอนโซเป็นจุดศูนย์กลาง ทำให้ทีมสามารถสลับจากเกมตั้งรับไปเป็นเกมบุกได้อย่างรวดเร็วโดยไม่เสียจังหวะ ซึ่งเป็นแนวทางการเล่นที่ทันสมัยกว่าหลายทีมในลาลีกาช่วงเวลาเดียวกัน เดอนูเอซ์วางระบบให้ทีมเล่นเกมรุกที่มีจังหวะรวดเร็ว โดยไม่ทิ้งความมั่นคงในแดนหลัง ผลงานที่ทีมไม่แพ้ใครเลยในบ้านตลอดฤดูกาล และยิงประตูรวมได้ถึง 71 ลูก แสดงให้เห็นว่าทีมชุดนี้ไม่ได้อาศัยแค่โชคหรือผลงานช่วงสั้น ๆ แต่มีระบบการเล่นที่มั่นคงรองรับอยู่จริง
สิ่งที่ทำให้แนวทางของเดอนูเอซ์น่าสนใจคือเขาไม่ได้พึ่งพาผู้เล่นค่าตัวแพงเป็นแกนหลัก แต่ใช้การจัดระบบและความเข้าใจในบทบาทของผู้เล่นแต่ละคนเป็นตัวขับเคลื่อนทีมแทน ทำให้แม้จะไม่มีงบประมาณเทียบเท่าทีมใหญ่อย่างมาดริดหรือบาร์เซโลนา แต่ผลงานในสนามกลับไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเลยตลอดทั้งฤดูกาลนั้น
คู่หน้าคนละลักษณะ

นิฮัตวิ่งโควาเชวิชพักบอล
แนวรุกของโซเซียดาดวางอยู่บนความแตกต่างของนิฮัต คาห์เวซีและดาร์โก โควาเชวิช นิฮัตเป็นผู้เล่นที่เน้นความเร็วและการวิ่งเจาะช่องว่าง จบฤดูกาลด้วยผลงาน 23 ประตู ซึ่งเป็นอันดับสามร่วมของดาวซัลโวลาลีกาปีนั้น ส่วนโควาเชวิชเล่นในบทบาทตัวเป้าที่รับบอลและพักบอลให้เพื่อนร่วมทีมได้ ทำประตูรวม 20 ลูกในฤดูกาลเดียวกัน
การที่คู่หน้าทั้งสองมีลักษณะเกมที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง ทำให้ทีมมีทางเลือกในการเล่นได้หลากหลายรูปแบบ บางเกมใช้ความเร็วของนิฮัตเจาะพื้นที่ว่างหลังแนวรับคู่แข่ง บางเกมใช้ร่างกายของโควาเชวิชในการครองบอลรอเพื่อนขึ้นมาสมทบ ทำให้คู่แข่งปรับตัวรับมือได้ยากตลอดทั้งฤดูกาล
ผลงานที่โดดเด่นที่สุดของทีมคือการเอาชนะเรอัล มาดริดถึง 4-2 ในบ้านช่วงเดือนเมษายน ซึ่งเป็นเกมที่ตอกย้ำว่าโซเซียดาดไม่ได้เป็นแค่ทีมรองบ่อนที่มาเล่นสนุก แต่เป็นทีมที่มีศักยภาพพอจะเอาชนะแชมป์เก่าได้จริงในสนามเหย้าของตัวเอง
เกมนัดนั้นยังเป็นเครื่องยืนยันว่าคู่หน้าทั้งสองคนสามารถทำงานร่วมกับกลางสนามที่มีชาบี อลอนโซได้อย่างลงตัว เพราะบอลที่ถูกส่งขึ้นมาจากแดนกลางมักไปถึงตำแหน่งที่นิฮัตหรือโควาเชวิชถนัดที่สุดเสมอ ไม่ใช่การโยนบอลยาวแบบเดาสุ่มที่หวังพึ่งความสามารถส่วนตัวเพียงอย่างเดียว
โค้งสุดท้ายกับความกดดัน

ตารางก่อนจบฤดูกาล
แม้จะเล่นได้ดีตลอดฤดูกาล แต่โซเซียดาดกลับพลาดท่าในนัดรองสุดท้าย เมื่อไปแพ้เซลตา บีโก 3-2 ในเกมเยือน ผลการแข่งขันนัดนี้เปิดทางให้เรอัล มาดริดสามารถการันตีแชมป์ได้ก่อนที่จะลงเล่นนัดสุดท้ายของฤดูกาลเสียอีก
เมื่อจบฤดูกาล โซเซียดาดเก็บได้ 76 คะแนน ตามหลังเรอัล มาดริดที่มี 78 คะแนนอยู่เพียง 2 แต้มเท่านั้น ถือเป็นระยะห่างที่บางเฉียบเมื่อเทียบกับทีมที่ไม่เคยลุ้นแชมป์มานานหลายปี และเป็นระยะห่างที่ทำให้แฟนบอลยังคงเสียดายมาจนถึงทุกวันนี้
ผลงานรองแชมป์ในฤดูกาลนั้นทำให้เดอนูเอซ์ได้รับการโหวตให้เป็นผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมประจำฤดูกาล และทำให้โซเซียดาดปี2003 กลายเป็นจุดอ้างอิงสำคัญทุกครั้งที่มีการพูดถึงทีมนอกสายตาที่เคยขึ้นมาท้าทายทีมใหญ่ของลาลีกาได้อย่างจริงจังในรอบหลายทศวรรษ
แม้จะไม่ได้ถ้วยแชมป์ติดมือ แต่ฤดูกาลนี้ก็ยังถูกพูดถึงในฐานะหนึ่งในผลงานที่ดีที่สุดของสโมสรตลอดประวัติศาสตร์ยุคหลัง เพราะแสดงให้เห็นว่าทีมจากแคว้นบาสก์ที่ไม่ได้มีงบประมาณมหาศาลก็สามารถแข่งขันกับทีมใหญ่ที่สุดของประเทศได้จนถึงนัดสุดท้ายจริง ๆ ไม่ใช่แค่ผลงานที่ดีในช่วงต้นฤดูกาลแล้วค่อยตกลงมาในช่วงท้ายแบบที่หลายทีมเคยเป็น
เมื่อมองย้อนกลับไปพร้อมกับเส้นทางอาชีพในเวลาต่อมาของชาบี อลอนโซ ฤดูกาลนี้ยังถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชื่อของเขาเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ ก่อนที่เขาจะย้ายไปเล่นในลีกอื่นและสร้างผลงานต่อเนื่องในระดับที่สูงขึ้นไปอีกในปีต่อ ๆ มา

